xs
xsm
sm
md
lg

อาวุธวิเศษ 3 อย่างในการปฏิวัติ

เผยแพร่:   โดย: สิริอัญญา

พักนี้ดูเหมือนว่าความดังจะพุ่งไปสู่คนมีสี ไม่ว่าคนมีสีที่เกษียณอายุราชการไปแล้ว หรือที่ยังมีตำแหน่งหน้าที่อยู่ในราชการ แต่ไม่ว่าจะยังมีอำนาจหน้าที่หรือพ้นอำนาจหน้าที่ไปแล้ว ต่างก็ล้วนกินเงินเดือนจากภาษีอากรที่มาจากหยาดเหงื่อของประชาชนด้วยกันทั้งสิ้น

แต่ทหารนั้นต่างกับข้าราชการอื่นอยู่ตรงที่ไม่ว่าจะพ้นหรือยังไม่พ้นจากตำแหน่งหน้าที่ ก็ยังถือว่าเป็นทหาร คือเป็นทหารในประจำการหรือนอกประจำการ

จึงเป็นทหารของชาติ เป็นทหารของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และเป็นทหารของประชาชน ที่มีหน้าที่ต้องทำให้บ้านเมืองเจริญและเป็นปกติสุขตามกระแสพระราชดำรัสที่ได้พระราชทานในวันเฉลิมพระชนมพรรษาปีนี้

เรื่องราวที่เป็นความดังของคนมีสีที่เกิดขึ้นในช่วงเดือนกว่ามานี้ และที่ต่อเนื่องมาถึงขณะนี้เป็นเรื่องราวในทางลบ เป็นเรื่องราวที่สร้างความสลดหดหู่ให้กับใจคนและก่อให้เกิดความวิตกกังวลแก่คนไทยโดยทั่วไป

ข่าวหนึ่งเป็นเรื่องคนมีสีที่เกษียณอายุไปแล้วก่อกระแสยกทีมกันไปเข้าสังกัดพรรคการเมืองพรรคหนึ่ง ซึ่งใครๆ ก็รู้ว่าเป็นพรรคการเมืองที่อยู่ภายใต้การครอบงำสั่งการของอดีตนักการเมืองที่หลบหนีหมายจับของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

ความจริงการที่ใครจะไปสังกัดพรรคการเมืองนั้นไม่ใช่เรื่องแปลกและเป็นเรื่องสิทธิเสรีภาพทางการเมืองที่จะกระทำได้ แต่ที่เกิดเป็นข่าวเชิงลบขึ้นก็เพราะเป็นเรื่องไม่ปกติ เนื่องจากได้แสดงทีท่าอาการว่าจะใช้กำลังหรือใช้ความรุนแรงกันในทางการเมือง โดยมีทีท่าจะเป็นแนวรบอีกแนวหนึ่งนอกจากแนวรบในสภา และแนวรบบนท้องถนน

มิหนำซ้ำ จากคำพูดจาที่ก้าวร้าวห้าวฮึก ทำให้คนทั้งหลายฟังแล้วรู้สึกหวาดหวั่นพรั่นพรึงเกรงว่าบ้านเมืองและประชาชนจะได้รับผลกระทบจากความรุนแรง เนื่องจากความขัดแย้งจากการช่วงชิงอำนาจการเมือง

ข่าวหนึ่งก็เป็นเรื่องคนมีสีที่ยังมีหน้าที่อยู่ในราชการ ออกมาแนะนำให้กองทัพสงบปากสงบคำและนิ่งเฉย อย่ากระดุกกระดิกถ้าหากว่ามีการชุมนุมของคนเสื้อแดง และมีทหารพรานขนอาวุธหนัก เบา ออกมาเป็นการ์ดป้องกันอันตราย โดยเตือนว่าอาจจะมีการยิงกันเกิดขึ้น

เมื่อคนมีสีคนหนึ่งพูดอย่างนั้น ก็ไปกระทบเอากับอำนาจหน้าที่ของผู้บัญชาการทหารบก และกระทรวงกลาโหม ซึ่งเป็นต้นสังกัด ดังนั้นทั้งปลัดกระทรวงกลาโหมและผู้บัญชาการทหารบกจึงต้องออกมาชี้แจงว่าเป็นเรื่องของคนเพียงคนเดียว ที่จะต้องได้รับการตรวจสอบทางวินัยทหาร

แต่ในที่สุดก็ถูกสวนกลับอย่างเจ็บปวดรวดร้าวจนสะเทือนเลือนลั่นไปทั้งประเทศ ประหนึ่งว่าประเทศไทยของเรานี้มีกองกำลังทหารอยู่ 2 กอง กองหนึ่งเป็นกองทัพที่ทำหน้าที่ตามทางราชการ กับอีกกองหนึ่งซึ่งเป็นอะไรก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่สามารถตะคอกกรอกหูใส่คนระดับผู้บัญชาการทหารบกได้

เมื่อเป็นเช่นนี้ความประหวั่นพรั่นพรึงและความวิตกกังวลจึงแผ่ขยายกระจายไปในบ้านเมือง จนผู้คนไม่เป็นอันทำมาหากินและทำให้บรรยากาศแห่งความสุขที่คนไทยมีโอกาสได้รับเนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษาต้องหยุดชะงักลง

อันการที่คนเราจะพูดจาในลักษณะระรานหรือสวนกันบ้างนั้นไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะขึ้นอยู่กับวุฒิภาวะ สติปัญญา และจิตใจของผู้นั้นว่าเป็นประการใด แต่ในบางเรื่องเป็นสิ่งที่มองข้ามไปไม่ได้

นั่นคือคำกล่าวของนายทหารคนหนึ่งที่กำลังออกอาการเป็นคู่ขัดแย้งกับผู้บัญชาการทหารบกอยู่ในขณะนี้ ซึ่งกล่าวว่าการเปลี่ยนแปลงเพื่อให้ได้มาซึ่งชัยชนะของคนเสื้อแดงนั้นจะอาศัยแต่การชุมนุมบนถนนไม่ได้ แต่ต้องใช้อาวุธวิเศษ 3 อย่าง

แล้วมีการอธิบายต่อไปว่าอาวุธวิเศษ 3 อย่างนั้นคือ ต้องมีพรรคการเมือง ต้องมีแนวร่วมและต้องมีกองกำลังอาวุธ ทั้งยังวิเคราะห์อีกว่าขณะนี้คนเสื้อแดงมีพรรคการเมืองแล้ว มีแนวร่วมแล้ว แต่ยังไม่มีกองกำลังอาวุธ

ตรงนี้แหละที่ต้องถือว่าเป็นเรื่องสำคัญ ที่มีนัยอันสำคัญอย่างใหญ่หลวง เพราะคำพูดแบบนี้หลายสิบปีเต็มทีที่ไม่มีใครนำมาพูด จนกระทั่งหลายคนลืมไป และคนจำนวนมากก็ไม่รู้ว่าหมายถึงอะไร

ความจริงสิ่งวิเศษสามอย่างที่ว่านี้เป็นคำกล่าวของประธานเหมาเจ๋อตง อดีตประธานพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศจีน ที่ได้เขียนบทความชี้นำการปฏิวัติจีน ซึ่งนำโดยพรรคคอมมิวนิสต์จีนในช่วงระยะที่ยากลำบากที่สุด และเป็นผลให้พรรคคอมมิวนิสต์จีนได้รับชัยชนะในทุกสงคราม กระทั่งได้ครองอำนาจรัฐในแผ่นดินจีนจนกระทั่งถึงทุกวันนี้

ประธานเหมาเจ๋อตงได้ชี้นำต่อทั่วทั้งพรรค ทั่วทั้งกองทัพ และสมาชิกพรรคทั่วทั้งประเทศจีนว่าการปฏิวัติจีนจะประสบชัยชนะได้นั้น จะต้องอาศัยของวิเศษ 3 อย่าง

หนึ่ง
จะต้องมีพรรคปฏิวัติพรรคหนึ่งที่ยึดกุมทฤษฎีปฏิวัติคือลัทธิมาร์คเลนินเป็นธงนำ นั่นคือพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศจีน เป็นองค์กรนำในการปฏิวัติของประชาชาติจีนทั่วทั้งประเทศ

สอง จะต้องมีกองกำลังติดอาวุธของประชาชนที่ใหญ่โตและเข้มแข็งเกรียงไกรที่อยู่ภายใต้การนำอย่างสัมบูรณ์ของพรรคปฏิวัติ นั่นคือต้องมีกองทัพปลดแอกประชาชน ที่อยู่ภายใต้การนำอย่างสัมบูรณ์ของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศจีน

สาม จะต้องมีแนวร่วมอันกว้างใหญ่ไพศาลทั้งในประเทศและในทางสากลเพื่อหนุนช่วยการปฏิวัติจีน

หลังจากการชี้นำในเรื่องนี้แล้ว การจัดกระบวนรบเพื่อการปฏิวัติประเทศจีนก็ตกผลึกในทางความคิดและทฤษฎีอย่างสมบูรณ์ ชาวพรรคคอมมิวนิสต์ได้สร้างและเสริมสร้างอาวุธวิเศษทั้ง 3 อย่างนี้อย่างเอาจริงเอาจัง อย่างเด็ดเดี่ยว จนประสบความสำเร็จ

เป็นผลให้ก่อนสิ้นสุดสงครามปฏิวัติ พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศจีนมีสมาชิกและผู้ปฏิบัติงานที่เป็นกองรบร่วม 10 ล้านคน มีกองทัพปลดแอกประชาชนที่ประกอบด้วยกรรมกรชาวนา และประชาชนโดยทั่วไปทั้งนายและพล ตลอดจนกำลังหนุนถึง 24 ล้านคน และมีแนวร่วมอย่างกว้างขวางทั้งในประเทศและในทางสากล

อาวุธวิเศษทั้ง 3 อย่างในการปฏิวัติจีนได้แสดงบทบาทชี้ขาดใน 3 ยุทธการใหญ่ที่พรรคคอมมิวนิสต์จีนต่อสู้กับพรรคก๊กมินตั๋ง

นั่นคือการทำสงครามแตกหักในยุทธการเหลียวเสิ่นที่ปลดแอกภาคอีสาน ในยุทธการหวายไห่ที่ปลดแอกภาคกลาง คือพื้นที่ตอนเหนือของแม่น้ำแยงซีทั้งหมด และยุทธการสุดท้ายคือยุทธการเป่ยผิง เทียนสิน ที่ปลดแอกเมืองหลวงรวมทั้งปักกิ่ง เทียนสิน เป็นผลให้การปลดแอกประเทศจีนทั่วประเทศสำเร็จลงโดยพื้นฐาน คงเหลือแต่ส่วนน้อยคือการรุกข้ามแม่น้ำแยงซีลงใต้ขับไล่ก๊กมินตั๋งตกทะเลเท่านั้น

หลังจากปลดแอกปักกิ่ง เทียนสิน แล้ว อาวุธวิเศษ 3 อย่างนี้ก็ยังสำแดงอานุภาพต่อไป โดยไม่ขึ้นต่อและไม่เป็นไปตามคัมภีร์พิชัยสงครามใด และไม่เป็นไปตามหลักการยุทธ์ใดๆ อีกแล้ว

ประธานเหมาเจ๋อตงในฐานะประธานกรรมการทหารกลาง และจอมพลจูเต๋อ ในฐานะผู้บัญชาการใหญ่กองทัพปลดแอกประชาชนจีน ออกคำสั่งให้ทั่วทั้งกองทัพรุดหน้าไปทั่วประเทศ ปลดแอกประเทศจีนทั่วประเทศอย่างสมบูรณ์ เป็นผลให้กองทัพปลดแอกประชาชนนับล้านเคลื่อนข้ามแม่น้ำแยงซี รุกรบลงสู่ภาคใต้ปลดแอกทั่วประเทศเป็นผลสำเร็จโดยไม่ต้องมีการพักฟื้นกำลัง หรือจัดหน่วย หรือจัดกำลังสำรองหรือการเพิ่มอาวุธยุทโธปกรณ์แต่ประการใด

ทว่าอาวุธวิเศษ 3 อย่างนั้นใช่ว่าจะมีขึ้นได้ตามอำเภอใจของใคร มันเกิดขึ้นและดำเนินไปภายใต้ความเป็นจริงและเงื่อนไขที่แน่นอนของประเทศจีน และสถานการณ์ในขณะนั้น ซึ่งต่างกันอย่างลิบลับกับความเป็นจริงของประเทศไทยในวันนี้ และต่างกันอย่างลิบลับกับสถานการณ์ในประเทศไทยในวันนี้

คุณทักษิณ ชินวัตร และพรรคเพื่อไทยไม่มีคุณสมบัติใดที่จะเป็นพรรคปฏิวัติและไม่เคยมีทฤษฎีปฏิวัติใดๆ ปรากฏให้เห็น นี่คืออาวุธวิเศษอย่างแรกที่ยังไม่มีขึ้น

พรรคเพื่อไทยไม่มีกองทัพปลดแอกประชาชนที่อยู่ภายใต้การนำของพรรคปฏิวัติที่มีทฤษฎีปฏิวัติ จะมีบ้างก็กำลังคนจำนวนหนึ่ง ซึ่งเคยพิสูจน์ให้ชนชาวไทยเห็นแล้วว่าเป็นผู้มีความสามารถในการก่อความรุนแรงได้เท่านั้น แต่นั่นมิใช่สงครามปลดแอกประเทศไทย นี่คืออาวุธวิเศษอย่างที่ 2 ที่ยังไม่มีขึ้น

พรรคเพื่อไทยไม่มีแนวร่วมทั้งในประเทศและต่างประเทศ ที่พร้อมสนับสนุนการปฏิวัติประเทศไทย จะมีบ้างก็กลุ่มคนบางกลุ่มบางเหล่าที่ต้องการผลประโยชน์ตอบแทนเฉพาะเรื่องเฉพาะราว หรืออย่างดีก็เห็นพ้องต้องกันในบางเรื่อง เช่น ความต้องการของอดีตผู้เข้าร่วมพัฒนาชาติไทยบางกลุ่ม ที่ต้องการอิงกำลังของคุณทักษิณ ชินวัตร ไปโค่นล้มการปกครองก่อน แล้วค่อยโค่นล้มคุณทักษิณ ชินวัตร ในภายหลังอีกทีหนึ่ง นี่คืออาวุธวิเศษอย่างที่ 3 ที่ยังไม่มีขึ้นเช่นเดียวกัน

ดังนั้นสิ่งที่พูดถึงอาวุธวิเศษ 3 อย่างจึงเป็นแค่การหยิบยืมถ้อยคำจากสรรนิพนธ์เหมาเจ๋อตงมาพูดเอาเองโดยไม่มีความจริงเป็นรากฐานรองรับเลยแม้แต่นิดเดียว.
กำลังโหลดความคิดเห็น