xs
xsm
sm
md
lg

ความสำเร็จที่อยู่บนกองปัญหาของจีน

เผยแพร่:   โดย: ศ.ดร.ลิขิต ธีรเวคิน

การฉลองครบรอบ 60 ปีของสาธารณรัฐประชาชนจีน แสดงถึงความสำเร็จในหลายด้าน ซึ่งก็ได้มีการเขียนบทความและวิพากษ์วิจารณ์ไปแล้วเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2552 ขณะเดียวกันก็มีการชี้ให้เห็นความผิดพลาดของจีนในประวัติศาสตร์ 3 เหตุการณ์ คือ นโยบายต่างประเทศก้าวกระโดด การปฏิวัติวัฒนธรรม และกรณีเหตุการณ์เทียนอันเหมิน ดังที่ได้วิพากษ์วิจารณ์ไปแล้วเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2552 บทความนี้จะพยายามวิเคราะห์ถึงปัญหาที่เกิดขึ้นท่ามกลางความสำเร็จของจีน และอาจจะขยายตัวต่อไปในอนาคต ทั้งหมดนี้คือการพยายามฉายภาพให้เกิดดุลยภาพโดยวิเคราะห์อย่างวัตถุวิสัย

สาธารณรัฐประชาชนจีนมีการบริหารโดยรัฐบาล แต่องค์กรที่สำคัญที่สุดที่เป็นเสาหลักคือพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศจีน พรรคจะเป็นผู้กำหนดตัวผู้บริหาร กำหนดนโยบายหลัก โดยจรรโลงไว้ซึ่งอุดมการณ์สังคมนิยม กำหนดแนวทางและการควบคุมกลไกการบริหาร ทั้งในส่วนของรัฐบาลและเจ้าหน้าที่ของรัฐในระบบการบริหารทั่วประเทศ ในแง่หนึ่งสาธารณรัฐประชาชนจีนมีลักษณะเป็น party-state หรือรัฐ-พรรค กล่าวคือ รัฐเกิดขึ้นโดยอิงพรรค ที่สำคัญคือพรรคคอมมิวนิสต์มีสมาชิกถึง 76 ล้านคน มีอำนาจและบทบาทอย่างมหาศาล บุคคลที่เป็นคนสำคัญในฝ่ายรัฐบาลจะเป็นสมาชิกระดับสูงของพรรค

เมื่อเป็นเช่นนี้รัฐบาลจึงไม่อิสระปลอดจากพรรค เท่ากับเป็นกลไกทำหน้าที่ตามนโยบายของพรรค ซึ่งก็ไม่ใช่สิ่งที่ผิด แต่ประเด็นก็คือในรูปแบบดังกล่าวนี้จะไม่มีทางมีความคิดหรือนโยบายที่แตกต่างไปจากอุดมการณ์และนโยบายที่กำหนดโดยกลไกของพรรค โอกาสของการที่จะพัฒนาระบบพรรคการเมืองที่เป็นระบบหลายพรรค เพื่อให้มีทางเลือกของนโยบายจึงเกิดขึ้นไม่ได้ เพราะทุกอย่างประดังอยู่ที่พรรคเดียว ถือได้ว่าเป็นระบบพรรคเดียวโดยแท้ ซึ่งสามารถตอบสนองปัญหาหลักๆ ในทางความมั่นคงและเศรษฐกิจได้ แต่ไม่สามารถจะตอบสนองต่อการเมืองที่เป็นพหุนิยม (pluralism)

ประเด็นการผูกขาดอำนาจของพรรค ทำให้ผู้ดำรงตำแหน่งพรรคกลายเป็นผู้กุมอำนาจทั้งหมด แต่ที่สำคัญคือ จากประวัติการต่อสู้ของพรรคคอมมิวนิสต์ของจีน รวมทั้งการต่อสู้ของกองทัพปลดปล่อยประชาชน ทำให้กองกำลังขึ้นอยู่กับพรรคมากกว่าเป็นกองกำลังของรัฐ ทั้งนี้เนื่องจากพรรคและรัฐไม่ได้แยกออกจากกัน ในส่วนนี้นั้นทำให้เกิดความลำบากในการแยกแยะองค์กรที่เป็นกองทหารซึ่งต้องอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของรัฐบาล เพราะทหารจะขึ้นอยู่กับพรรคตามที่ประธานเหมา เจ๋อตุง เคยกล่าวว่า “อำนาจการเมืองมาจากปากกระบอกปืน แต่พรรคจะเป็นคนควบคุมปืน”

เมื่อเป็นเช่นนี้รัฐบาลจึงไม่สามารถจะเป็นรัฐบาลที่มีความคิดที่อิสระจากแนวทางของพรรค นอกจากอำนาจอันล้นหลามของพรรคแล้ว พรรคยังมีกิจกรรมของพรรคเอง ผู้เขียนเคยไปพักโรงแรมในกรุงปักกิ่งซึ่งมีพรรคคอมมิวนิสต์เป็นเจ้าของ ทำให้พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศจีนมีลักษณะเป็นทั้งพรรคและเป็นทั้งองค์กรที่สามารถมีรัฐวิสาหกิจได้ การแยกแยะโครงสร้างและหน้าที่ในรูปแบบของการบริหารสมัยใหม่จึงเกิดขึ้นได้ยาก นี่อาจถือว่าเป็นปัญหาหลักของระบบการเมืองและการบริหารของจีน

ในแง่การปกครองบริหารนั้นยังมีปัญหาเรื่องรัฐบาลกลางและรัฐบาลมณฑล ซึ่งยากที่จะควบคุมได้เด็ดขาด ตัวอย่างก็คือ ในข้อตกลง FTA หรือการค้าเสรีนั้น แม้จะมีการตกลงระหว่างรัฐบาลกลางปักกิ่งกับรัฐบาลอีกประเทศหนึ่ง แต่มณฑลบางมณฑลก็เก็บภาษี VAT โดยอ้างว่าเป็นนโยบายและเป็นกฎของมณฑล และที่สำคัญกว่านั้นมีอยู่ 3 มณฑลที่ยังเป็นปัญหาในเรื่องการควบคุมเกี่ยวกับความมั่นคง

มณฑลหนึ่ง คือ ไต้หวันอยู่นอกเหนือการควบคุมโดยสิ้นเชิง อีกสองมณฑลคือทิเบตและซินเจียงก็ยังไม่สามารถจะควบคุมได้อย่างเบ็ดเสร็จ ปัญหาในเรื่องการควบคุมทางการเมืองและการปกครองบริหารจึงเป็นปัญหาที่คาราคาซังอยู่ และจากความใหญ่โตของจีนซึ่งมีกว่า 30 มณฑลนั้นทำให้ความอิสระในการปกครองตนเองจึงหลีกเลี่ยงได้ยากเนื่องจากควบคุมไม่ได้ นอกจากนั้นยังมีเขตปกครองพิเศษและเขตเศรษฐกิจพิเศษซึ่งก็เกิดจากความจำเป็นและเหตุผลเฉพาะ

ปัญหาประการต่อมา คือ ปัญหาเรื่องการฉ้อราษฎร์บังหลวง ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าเกิดขึ้นทุกระดับตั้งแต่ระดับบนจนถึงระดับล่าง ในระหว่างเหตุการณ์เทียนอันเหมินนั้นได้มีการกล่าวหาผู้นำจีนระดับสูงว่าเกี่ยวพันกับการฉ้อราษฎร์บังหลวง นายจ้าว จื่อหยาง ทำผิดพลาดในแง่การประกาศว่าจะทำการปราบปรามการฉ้อราษฎร์บังหลวง เพราะนโยบายเช่นนั้นย่อมกระทบกับผู้เกี่ยวข้องโดยตรงกับผู้อยู่ในอำนาจขณะนั้น การฉ้อราษฎร์บังหลวงมีทุกระดับและยากที่จะปราบปรามแม้จะมีมาตรการที่รุนแรงก็ตาม

ในเรื่องสิทธิเสรีภาพและความเสมอภาคทางสังคมนั้น ประชาชนคนจีนมีสิทธิเสรีภาพส่วนตัว (personal liberties) แต่ขณะเดียวกันก็เกิดความเหลื่อมล้ำอย่างหนักระหว่างเมืองใหญ่ๆ และชนบท รวมทั้งระหว่างมณฑลที่เป็นมณฑลฝั่งทะเลกับที่อยู่เหนือขึ้นไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางทิศตะวันตก ความเหลื่อมล้ำดังกล่าวนี้ทำให้เกิดรูปแบบการดำรงชีพที่ต่างกันอย่างมากระหว่างเมืองกับชนบท เขตบางเขตในจีนเป็นที่ต้องห้ามสำหรับการย้ายถิ่นเพื่ออยู่อาศัยเช่นเสิ่นเจิ้น เป็นต้น เพราะไม่ใช่เขตที่คนจีนเข้าไปได้อย่างเสรีเพื่อทำมาหากินที่นั่น ความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้นนี้เป็นผลมาจากเศรษฐกิจแบบทุนนิยม

อย่างไรก็ตาม ก็มีความพยายามที่จะเพิ่มรายได้ให้กับชนบทและผู้ยากจน แต่ช่องว่างมีทีท่าว่าจะถอยห่างออกไปมากขึ้น และที่สำคัญชนชั้นกลางที่มีเส้นสายโยงใยกับพรรคและบุตรหลานของข้าราชการชั้นสูงที่มีการศึกษาดีกว่าคนทั่วไป ได้เข้าประกอบธุรกิจจนกลายเป็นชนชั้นใหม่ที่มีความเป็นอยู่อย่างสะดวกสบาย สุรุ่ยสุร่าย คนเหล่านี้ไม่สนใจที่จะเรียกร้องสิทธิทางการเมืองเพราะได้ประโยชน์จากระบบที่เป็นอยู่อย่างเต็มที่

ปัญหาอีกปัญหาหนึ่งก็คือปัญหาเรื่องการที่ประชาชนถูกรังแกโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐ โดยเฉพาะในที่ห่างไกลจากเมืองหลวงคดีความที่อยู่ในศาลดำเนินไปอย่างล่าช้า กระบวนการยุติธรรมของจีนไม่เข้าขั้นระดับสากล ที่สำคัญคือ ผู้พิพากษาหรือตุลาการจำนวนไม่น้อยเป็นสมาชิกชั้นสูงของพรรค ซึ่งหลายคนไม่มีการศึกษามาทางวิชานิติศาสตร์

นอกจากนั้นการรับสินบนก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง ประชาชนจำนวนไม่น้อยหมดที่พึ่งและหมดศรัทธาในกระบวนการยุติธรรม หลายคนใช้วิธีการอุทธรณ์ต่อเจ้าหน้าที่ระดับสูงโดยตรงเพราะไม่สามารถจะพึ่งศาลได้ สภาพของสังคมจึงอยู่ในสภาพความเหลื่อมล้ำและขาดความยุติธรรมทางสังคม ช่องว่างระหว่างคนรวยและคนจน ซึ่งพรรคคอมมิวนิสต์สมัยเหมา เจ๋อตุง ได้พยายามแก้ไขได้หวนกลับมาอีกครั้งหนึ่งเมื่อมีการใช้ระบบเศรษฐกิจทุนนิยมตามที่เป็นอยู่ในขณะนี้

ในทางเศรษฐกิจจีนได้พิสูจน์ให้เห็นว่าสามารถจะผลิตสินค้าทุกประเภท ทั้งเกษตร อุตสาหกรรม และข่าวสารข้อมูล ความที่เป็นประเทศใหญ่เท่ากับ 30 กว่าประเทศ การค้าขายระหว่างมณฑลจึงเกิดขึ้นอย่างเป็นล่ำเป็นสัน ความจำเป็นในการพึ่งพาการส่งออกมีเพียงประมาณ 30% ทำให้การฟื้นฟูเศรษฐกิจสามารถเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วเนื่องจากมีตลาดภายในที่ใหญ่มาก แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นการพัฒนาอย่างต่อเนื่องและยั่งยืนย่อมต้องอาศัยการแก้ปัญหาต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาทางการเมืองและการปกครองบริหารตามที่กล่าวมาเบื้องต้น

ในแง่ของจิตวิญญาณ จีนโบราณเคยมีลัทธิขงจื้อเป็นฐาน ต่อมาก็มีลัทธิสังคมนิยม มาในปัจจุบันลัทธิความเชื่อทั้งสองมีความสำคัญน้อยลง ประชาชนเริ่มเคว้งคว้าง คนรุ่นใหม่จมปลักอยู่กับวัตถุนิยม บริโภคนิยม และเงินตรานิยม คนจำนวนไม่น้อยพยายามหาสิ่งยึดเหนี่ยว อันเห็นได้จากขบวนการฟาหลุนกงซึ่งมีสมาชิกกว่า 100 ล้านคน นอกจากนี้ยังมีการฟื้นฟูศาสนาพุทธ โบสถ์คริสตจักรที่ถูกต้องอย่างเป็นทางการมีกว่า 2,000 แห่ง และมีการแปลงสถานที่ให้เป็นโบสถ์เป็นจำนวนมาก ความเคว้งคว้างในจิตวิญญาณและศาสนาก็เป็นอีกปัญหาหนึ่งของจีน

แต่เรื่องที่น่ายินดีก็คือ ค่านิยมเดิมที่ต้องการมีแต่ลูกชายกำลังเริ่มแปรเปลี่ยน ขณะเดียวกันนโยบายมีลูกคนเดียวก็เริ่มจะมีการเปลี่ยนแปลง เพราะในปี 2050 จีนจะมีผู้สูงอายุกว่า 450 ล้านคน เท่ากับ 1 คนครึ่งต้องทำงานเลี้ยงดูผู้สูงอายุหนึ่งคน ทำให้ต้องมีการพิจารณาแก้ไขการวางแผนครอบครัวอย่างเร่งด่วน

ทั้งหลายทั้งปวงดังกล่าวก็คือปัญหาที่กำลังเกิดขึ้น รวมทั้งที่สืบทอดกันมา ความสำเร็จที่น่าชื่นชมจากการฉลองครบครอง 60 ปีของสาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นเรื่องที่น่ายินดี แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าท่ามกลางความสำเร็จดังกล่าวก็เจือปนไปด้วยปัญหาต่างๆ เป็นการพิสูจน์ว่าประเทศไม่ว่าใหญ่หรือเล็กต่างก็มีปัญหาทั้งสิ้น เพียงแต่สัดส่วนและขนาดของความรุนแรงจะมากน้อยต่างกัน
กำลังโหลดความคิดเห็น...