xs
xsm
sm
md
lg

หลวงพ่อทวด-จตุคามฯ ปี 30 ของดีคู่กาย “วิทยา แก้วภราดัย”

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


ในบรรดารัฐมนตรีร่วมรัฐบาล “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ชั่วโมงนี้ หากไล่เรียงกันรายตัวแล้ว เชื่อเป็นอย่างยิ่งว่า คนที่เจอเรื่องหนักๆ ไม่แพ้ใคร หนึ่งในนั้นก็คือ “รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) ชื่อ “วิทยา แก้วภราดัย” เพราะตั้งแต่เริ่มรับตำแหน่งได้ไม่นานก็เจอกับเรื่องยุ่งๆ อย่างการระบาดของไข้หวัดใหญ่ 2009 ตามติดด้วยเรื่องหนักหนาสาหัสอย่างการทุจริตโครงการไทยเข้มแข็งมูลค่า 8 หมื่นล้าน

เจอ 2 เรื่อง 2 เหตุการณ์ร้อนๆ อย่างนี้ เก้าอี้ของรัฐมนตรีวิทยาแม้จะสะเทือนอยู่บ้าง แต่ดูเหมือนว่า รากฐานยังคงแข็งแรงอยู่ไม่น้อย จนหลายคนอดสงสัยไม่ได้ว่า มีพระหรือมีเครื่องรางของขลังอะไรดีติดตัวบ้าง...

หลังสอบถามข้อมูลเพื่อเคลียร์ปัญหาทุจริตโครงการไทยเข้มแข็งจบ ทีมงานก็เริ่มชวนคุยเกี่ยวกับพระเครื่องคู่กายของรัฐมนตรีวิทยา ซึ่งรัฐมนตรีก็ยิ้ม ก่อนที่จะตอบว่า “ได้” พร้อมกับปลดกระดุมเสื้อและใช้มือหยิบพระเลี่ยมทององค์หนึ่งให้ชม

พอเห็นปั๊บ ไม่ต้องบอกก็รู้ได้ทันทีว่าคือ “หลวงพ่อทวดวัดช้างไห้” ปี 97 ที่ไม่ใช่แค่คนใต้เท่านั้นที่นับถือ หากแต่คนทั่วประเทศก็ปรารถนาที่จะแสวงหามาไว้ในครอบครอง

“ผมจะใส่หลวงพ่อทวดติดตัวเป็นประจำทุกวัน เป็นพระที่คุณพ่อให้มานานแล้ว ประมาณ 20-30 ปีแล้ว ส่วนใหญ่คนภาคใต้เขาจะชอบแขวนหลวงพ่อทวดเป็นหลักอยู่แล้ว ก็เป็นที่พึงทางใจ คือผมมีปัญหาอย่างเดียวคือเวลานั่งเครื่องบิน ก็จะนึกถึงพระ เพราะกลัวการขึ้นเครื่องบิน อย่างอื่นไม่ค่อยกลัว”

“ความจริงก็ไม่ได้ศึกษาเรื่องพระลึกซั้ง แต่ก็ชอบเก็บสะสมไว้ เพราะเวลาใครไปใครมาก็เอาพระมาฝากที่บ้าน ผมก็จะเอาไปฝากคนนั้นคนนี้อีกต่อหนึ่ง”

ทีแรก...นึกว่ารัฐมนตรีวิทยาจะอาราธนาหลวงพ่อทวดขึ้นคอองค์เดียว แต่พอคุยไปคุยมา ก็รู้ว่าไม่ใช่ เพราะนอกจากหลวงปู่ทวดปี 97 แล้ว ในคอของรัฐมนตรีเลือดสะตอผู้นี้ยังมีวัตถุมงคลอีก 2 องค์ด้วยกัน

องค์แรกก็คือ จตุคามรามเทพรุ่นแรกปี 2530 ซึ่งพอเห็นแล้วก็ถึงบางอ้อ เพราะรัฐมนตรีวิทยาเป็นคนนครศรีธรรมราช ถ้าไม่มีจตุคามรามเทพปี 2530 ก็คงกระไรอยู่

“ผมมีจตุคามรามเทพรุ่นแรกปี 2530 อยู่ 3-4 องค์ แต่จำไม่ได้ว่าพิมพ์เล็กพิมพ์ใหญ่ หรือเนื้ออะไร ตอนแรกมีหลายองค์ มีคนเอามาให้ ตอนนั้นจตุคามฯ ยังไม่ดัง ผมก็แจกคนอื่นไปบ้าง พอเริ่มดัง ผมไปค้นๆ ดูที่บ้านก็เหลืออยู่ประมาณ 3-4 องค์”

ส่วนอีกองค์หนึ่งเป็น “สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช” ซึ่งรัฐมนตรีวิทยาเองก็ไม่ทราบว่าเป็นรุ่นไหนหรือใครสร้าง แต่เพิ่งหยิบมาใส่เพราะมี ส.ส.คนหนึ่งเพิ่งให้มา เลยสลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนขึ้นคอร่วมกับหลวงปู่ทวดและจตุคามรามเทพปี 30

“ทุกวันนี้ผมใส่พระอยู่ 3 องค์ ที่ติดตัวไม่เคยขาดคือหลวงพ่อทวด เวลาเดินทางไปไหนมาไหนก็จะใส่ มีคนเล่าว่าเวลาป่อเต็กตึ๊งเจอศพคนตาย จะไม่ค่อยมีคนใส่หลวงพ่อทวด ส่วนอีก 2 องค์ก็สลับสับเปลี่ยนกันไป มีคนเอามาให้แล้วก็ใส่เวียนไปมา เหมือนอย่างพระเจ้าตากผมไม่ได้ใส่เพราะกำลังเจอศึกหนักอะไร”วิทยายืนยันอย่างหนักแน่น

ส่วนเมื่อถามถึงประสบการณ์ที่พบเจอ....รัฐมนตรีวิทยานึกอยู่ครู่หนึ่งแล้วตอบว่า “ที่จำได้แม่นก็คือช่วงเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 ตอนนั้นผมไปร่วมชุมนุมด้วย และมีการล้อมปราบนิสิตนักศึกษา ผมถูกยิงที่ขา 2 ข้างแล้วก็นอนอยู่กับที่ใต้ต้นไม้ ไปไหนไม่ได้ เพราะทหารระดมยิงต่อเนื่องนาน 2-3 ชั่วโมงกว่าจะได้ไปโรงพยาบาล”

“ก็คิดว่าน่าจะตายแล้วเพราะทหารระดมยิงหนักมาก คิดดูแล้วกันยิงจนใบไม้ร่วงลงตัวเต็มตัวผมเลย ร่วงมาหมดต้นเลยมั๊ง สุดท้ายก็แคล้วคลาดปลอดภัยมาได้ ตอนนั้นในคอผมมีพ่อท่านคล้าย วาจาสิทธิ์ ซึ่งตอนนี้ผมยกให้น้องชายไปแล้ว”

สุดท้ายวิทยาฝากแง่คิดในการใช้ชีวิตให้กับบรรดาคนที่นิยมพระเครื่องเอาไว้ด้วยว่า ทุกครั้งที่อาราธนาพระขึ้นคอ ขอให้สวดมนต์ระลึกถึงพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ พร้อมทั้งตั้งสติและเตือนตัวเราว่า ชีวิตคนเรานั้นสั้นนิดเดียว

“ตั้งแต่เป็น ส.ส. มาไปงานศพบ่อยมาก จึงทำให้รู้ว่าชีวิตมันสั้น แล้วมันก็ปลงได้”รัฐมนตรีวิทยาให้แง่คิดทิ้งท้าย



กำลังโหลดความคิดเห็น...