xs
xsm
sm
md
lg

ปูดใต้โต๊ะข้าว 2 พันล.เทพเทือกทำขึงขังหักพรทิวา-ไล่ส่งอคส.

เผยแพร่:   โดย: MGR Online

ASTVผู้จัดการรายวัน - ผู้ส่งออกปูดรัฐบาลส่ง “เทพเทือก” เคลียร์ปมการเมืองร้อนระบายข้าวโยงเงินใต้โต๊ะ 2 พันล้าน หนุน “กอร์ปศักดิ์” ไล่ส่งอคส.ร่างทรงนักการเมืองพ้นวงจร เตือนโยนงานขายสินค้าเกษตรในสต็อกให้กรมการค้าต่างประเทศ ดูแลเช่นเดิมดูเหมือนจะดีกว่าแต่ระวังซ้ำรอยกรณีประเคนข้าว 1.7 ล้านตันให้เพรสซิเดนท์เจ้าเดียว ผลประชุมคณะกรรมการฯ ที่มี “เทพ - ยาสามัญประจำบ้าน”นั่งหัวโต๊ะหัก “เจ๊วา” ยึดหลักเกณฑ์ตามข้อเสนอของ “กอร์ปศักดิ์” สั่งพาณิชย์แก้ปัญหาให้ได้ก่อน 3 มิ.ย. ด้าน“เพื่อไทย”แนะล้มโต๊ะเปิดประมูลใหม่

แหล่งข่าวจากวงการผู้ส่งออกข้าว กล่าวว่า สาเหตุที่นายกรัฐมนตรีได้แต่งตั้งให้นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ลงมากำกับดูแลการระบายข้าวของกระทรวงพาณิชย์ เนื่องจากคงเห็นข่าวออกว่า เป็นการขายข้าวที่มีความไม่โปร่งใส และมีการเรียกเงินใต้โต๊ะจากผู้ส่งออกที่ชนะการประมูลข้าวเป็นจำนวนมาก แต่รัฐบาลกลับต้องประสบปัญหาการขาดทุนจากการขายข้าวเป็นวงเงินสูงถึง 2 หมื่นล้านบาท จึงต้องการให้เกิดความชัดเจน
แหล่งข่าวกล่าวต่อว่า การขายข้าวครั้งนี้ หากคิดราคาเฉลี่ยที่ตันละ 1.4 หมื่นบาท ขณะที่ราคาตลาดอยู่ที่ตันละ 1.7 หมื่นบาท จะทำให้เกิดส่วนต่างระหว่างราคาขายกับราคาตลาดสูงถึงตันละ 3 พันบาท หากหักค่าเสื่อมราคา ค่าปรับปรุงคุณภาพ ค่าบริหารจัดการอื่นอย่างมากไม่เกินตันละ 1 พันบาท เท่ากับว่าผู้ซื้อข้าวยังคงมีกำไรสูงถึงตันละ 2 พันบาท ในจำนวน 2 พันบาทนี้ นักการเมืองที่อนุมัติขายข้าว ก็จะมีการเจรจากับผู้ส่งออกที่ชนะการประมูล เพื่อขอส่วนแบ่ง ซึ่งตาม
ธรรมเนียมปฏิบัติจะอยู่ที่อัตรา 50/50 เท่ากับว่า มีเงินใต้โต๊ะจากการอนุมัติขายข้าวครั้งนี้ตันละไม่ต่ำกว่า 1 พันบาท รวม 2 ล้านตัน ก็ตกประมาณ 2 พันล้านบาท
“ที่รัฐบาลต้องเข้ามาดูรายละเอียดในการขายข้าว ก็คงเป็นห่วงในเรื่องการขาดทุนส่วนหนึ่ง แต่อีกส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะเรื่องเงินใต้โต๊ะ” แหล่งข่าวกล่าว
ทั้งนี้ การระบายข้าวในสต๊อกรัฐบาลครั้งนี้ มีการเปิดประมูลเมื่อวันที่ 6 พ.ค.2552 จำนวน 2.6 ล้านตัน มีผู้ส่งออกยื่นประมูลกว่า 30 ราย แต่มีผู้ชนะการประมูลเพียง 17 ราย ปริมาณที่ขายกว่า 2 ล้านตัน ราคาที่ขายตันละตั้งแต่ 1.4 หมื่นบาทขึ้นไป
การขายข้าวครั้งนี้ เกิดความไม่โปร่งใส ตั้งแต่เริ่มเปิดประมูล โดยเบื้องต้นมีผู้ส่งออกที่เสนอซื้อข้าวยกล๊อตจำนวน 4-5 ราย เช่น บจ.วุฒิกวี บจ.สิงห์โตทองไรซ์คอร์ปอเรชั่น บจ.ไชยพรไรซ์แอนด์ฟู้ดโปรดักส์ บจ.แคปปิตัลซีเรียลส์ และบจ.สยามอินดิก้า โดยวุฒิกวี เป็นบริษัทม้ามืด ที่มีนักการเมืองอดีตรมช.พาณิชย์ให้การสนับสนุนอยู่เสนอซื้อข้าวราคาสูงสุดถึงตันละ 1.46 หมื่นบาท ขณะที่สยามอินดิก้า ที่ถูกมองว่าเป็นตัวเต็งอีกรายหนึ่ง และมีการเมืองให้การสนับสนุนอยู่เช่นกัน แต่เสนอราคาเพียง 1.1-1.3 หมื่นบาท แต่ในที่สุดวุฒิกวี ก็ถูกปรับตก เพราะขาดคุณสมบัติ เนื่องจากถูกขึ้นบัญชีดำจาก อคส.
“การที่วุฒิกวี เสนอราคาสูง ทำให้แผนการขายข้าวราคาต่ำกว่าราคาตลาดให้กับบางบริษัทได้รับผลกระทบ เพราะเดิมทีการเมืองต้องการให้มีส่วนต่างมากๆ เพื่อที่จะได้ขอส่วนแบ่งผลกำไรมากขึ้นไปด้วย ซึ่งคนในวงการค้าข้าว มองกรณีนี้ว่าเป็นการขัดกันเองของการเมืองที่หนุนหลังบริษัทค้าข้าวคนละบริษัท แต่ในที่สุดรายที่เสนอราคาสูงสุดก็ถูกปรับตก แต่ก็ทำให้เกิดผลกระทบต่อบริษัทที่อยู่ เพราะต้องปรับราคาซื้อให้สูงขึ้น”แหล่งข่าวกล่าว

ตอก อคส. บ้อท่าขายสินค้า

นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการคัดค้านการระบายสินค้าเกษตรของกระทรวงพาณิชย์ ในที่ประชุมครม.เมื่อวันที่ 26 พ.ค.ว่า กระทรวงพาณิชย์ได้เสนอวิธีการระบายสินค้าเกษตรทุกตัว แต่เป็นเพียงหลักการกว้างๆ ซึ่งครม.เห็นด้วยในหลักการ แต่ตนได้เสนอให้ที่ประชุมครม.พิจารณาว่า การจำหน่ายสินค้าเกษตร ไม่ควรอยู่ที่องค์การคลังสินค้า (อคส.) เพราะไม่มีบุคลากรที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญเรื่องการจำหน่ายสินค้าไปต่างประเทศ และการจำหน่ายสินค้าครั้งนี้ ซึ่งถือว่ามากที่สุดในประวัติศาสตร์ มีทั้งมันสำปะหลัง (มันเส้นและแป้งมันสำปะหลัง),ข้าวโพด และข้าวสาร การจะขายสินค้าจำนวนมากขนาดนี้จำเป็นต้องมียุทธศาสตร์ที่ดี
นายกอร์ปศักดิ์ อธิบายว่า ในอดีตการจำหน่ายสินค้าเกษตร เป็นหน้าที่โดยตรงของกรมการค้าต่างประเทศ (กต.) กระทรวงพาณิชย์ เพราะมีเจ้าหน้าที่ที่มีความรู้ความสามารถอยู่ทั่วโลก รัฐบาลน่าจะไว้ใจได้มากกว่า อคส. จึงเห็นว่าควรกลับไปวิธีการที่เคยทำในอดีตที่ถูกเปลี่ยนโดยรัฐบาลชุดที่ผ่านมา น่าจะช่วยรักษาผลประโยชน์ได้มากขึ้น ซึ่งตนต้องการให้ กต. โดยมีอธิบดี กต. เข้ามาเป็นประธานคณะทำงานในการจำหน่ายสินค้าเกษตรเท่านั้น ส่วนเรื่องราคา ขึ้นอยู่กับคณะ
กรรมการที่นายกฯ มอบหมายให้ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เข้ามาช่วยดู โดยพิจารณาว่าจะต้องมีราคาขั้นต่ำหรือไม่ และควรเป็นอย่างไร
“อคส. มีชื่อเต็มว่าองค์การคลังสินค้า เจ้าหน้าที่จะชำนาญเรื่องการเก็บสินค้า ผมยืนยันว่าไม่ต้องการให้อคส.เข้ามามีบทบาทในการจำหน่าย อคส.มีหน้าที่สำคัญที่สุดคือเมื่อเวลาที่ซื้อสินค้าเมื่อซื้อไปเป็นของดีๆ แต่เวลาที่จะขาย อคส.ต้องสำรวจโดยเซอร์เวย์เยอร์ก่อนขาย เพื่อให้รู้ว่ามีจำนวนเท่าใด ในโกดังใด และมีคุณภาพเป็นอย่างไร และต้องทำก่อนเปิดประมูล หากคุณภาพไม่ดีจะได้เล่นงานได้เพราะมีสัญญาแต่อคส.ยังไม่มีระบบตรวจสอบสินค้าที่ดี” รองนายกรัฐมนตรี
กล่าว
นายกอร์ปศักดิ์ กล่าวด้วยว่า โดยส่วนตัวแล้วตนเองไม่ได้ติดใจเรื่องราคาขั้นต่ำ เพราะราคาขึ้นอยู่กับตลาดและความฉลาดในการขาย เพราะตลาดในแต่ละช่วงแตกต่างกัน
นายกอร์ปศักดิ์ กล่าวต่อว่า การที่นายสุเทพ เข้ามานั้นถือว่าไม่เป็นไร มาช่วยกันดู ในข้อเท็จจริงแล้วการจำหน่ายของต้องมียุทธศาสตร์ ไม่ใช่มีเท่าใดแล้วขายหมด ซึ่งเห็นเคยมียุทธศาสตร์ว่าจะมีการเก็บข้าวไว้เป็นจำนวนมากแล้วไม่ยอมขาย เราอยากให้ราคาข้าวขึ้นเราจะเก็บไว้ได้นาน แต่วันนี้บอกว่าเก็บไว้ไม่ได้นาน จึงต้องมีเหตุผลว่าเป็นเพราะอะไร ข้าวเสียจริงหรือไม่ ผมบอกว่าไม่ว่าจะขายมากหรือน้อย ต้องไม่ใช่ครม.ตัดสินและการทำเรื่องนี้เป็นเรื่องความลับทางการค้า มีของเท่าใด ปล่อยอย่างไร เป็นเรื่องตลาดโลก
ส่วนเรื่องเอกชน 17 ราย ไม่ทราบข้อเท็จจริง เพราะยังไม่มีการรายงาน ส่วนจะทำให้ต้องล้มการประมูลและยกเลิกหรือไม่ นั้น ในการประชุมครม.เมื่อวันที่ 26 พ.ค. รมว.พาณิชย์ ได้รายงานให้ทราบแล้วว่ามีการยกเลิกการขายมันสำปะหลังและ ข้าวโพดไปหมดแล้ว แต่ไม่ได้มีการรายงานเรื่องข้าว

เอกชนหนุนแต่หวั่นซ้ำรอย

แหล่งข่าววงการค้าข้าว กล่าวว่า ผู้ส่งออกเห็นด้วยกับการที่นายกอร์ปศักดิ์ เสนอให้นำโครงการระบายสินค้าเกษตรมาอยู่ในความรับผิดชอบของ กต. แทน เพราะเป็นผู้เชี่ยวชาญมากกว่า อคส. เนื่องจากขณะนี้ อคส. เป็นองค์กรที่ยังไม่มีแม้แต่ตัวผู้อำนวยการ ทำให้นักการเมืองส่งคนของตัวเองเข้ามาบริหารจัดการผลประโยชน์ได้ง่าย
ปัจจุบัน อคส. มี นายนาคม ธีรสุวรรณจักร เป็นรักษาการผู้อำนวยการ อคส. และมีนายวิวัฒน์ เลาหพูนรังษี เป็นประธานคณะกรรมการ อคส. (บอร์ด อคส.)
แหล่งข่าว กล่าวว่า การให้อคส.ไปดำเนินการขายข้าว เพราะอคส.เป็นรัฐวิสาหกิจ และการเมืองสามารถส่งคนของตัวเองเข้าไปคุมเกมได้ แต่หากเป็นการดำเนินการของ กต. ซึ่งเป็นข้าราชการ จะทำให้การเมืองเข้าไปแทรกแซงได้ยาก แต่ก็ไม่แน่ใจว่าจะมีความโปร่งใสจริงหรือไม่ เพราะ กต. เคยฝากผลงานเปิดระบายข้าวในสต๊อกครั้งเดียว 1.7 ล้านตันให้กับผู้ส่งออกเพียงรายเดียวมาแล้ว ในสมัยที่นายวัฒนา เมืองสุข เป็นรมว.พาณิชย์ แต่คราวนี้เชื่อว่าก็น่าจะดีกว่าให้
อคส. ดำเนินการ อย่างไรก็ตาม กต. ยังเป็นหน่วยงานที่อยู่ในความดูแลของนางพรทิวา เช่นเดียวกับ อคส.
ก่อนหน้านี้ ในสมัยที่นายไชยา สะสมทรัพย์ เป็นรมว.พาณิชย์ ได้ดึงงานระบายข้าวในสต๊อกรัฐบาลจาก กต. มาให้อคส.ดูแล ซึ่งในการระบายขณะนั้น ไม่มีผู้อำนวยการอคส. มีแค่เพียงรองผู้อำนวยการเป็นผู้รักษาการแทน และมีนายถิรชัย วุฒิธรรม เป็นประธานบอร์ดอคส. และมีผลการระบายข้าวรวม 2.5 ล้านตัน ภายในระยะเวลา 1 เดือน และทำให้รัฐบาลขาดทุนไม่ต่ำกว่า 3 หมื่นล้านบาท
ในสมัยนางพรทิวา นาคาศัย เป็นรมว.พาณิชย์ ก็ยังคงยึดแนวทางเดิม คือ ให้ อคส. เป็นผู้รับผิดชอบในการขายข้าว ซึ่งผลการพิจารณาได้อนุมัติขายข้าวให้แก่ผู้ส่งออก 17 ราย ปริมาณข้าวรวม 2 ล้านตัน ขายในราคาตันละ 1.4 หมื่นบาทขึ้นไป โดยคาดว่ารัฐบาลจะขาดทุนไม่ต่ำกว่า 2 หมื่นล้านบาท จากต้นทุนข้าวที่รับจำนำประมาณตันละ 2.2-2.4 หมื่นบาท
รายงานข่าวแจ้งว่า ปกติการระบายข้าวสารในสต๊อกรัฐบาล เป็นอำนาจหน้าที่ของ กต. เพราะเป็นฝ่ายเลขานุการของคณะอนุกรรมการระบายข้าว ที่แต่งตั้งโดยคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) แต่นางพรทิวา อาศัยอำนาจในฐานะเป็นประธานคณะอนุกรรมการระบายข้าว มอบหมายให้อคส. เป็นผู้ดำเนินการ และให้ กต. เป็นเพียงกรรมการเท่านั้น
นายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าวว่า เห็นด้วยกับการที่รัฐบาลจะให้กรมการค้าต่างประเทศ ทำหน้าที่ดูแลการระบายข้าว แต่ก็ยังมีความเป็นห่วงที่อาจมีคำสั่งพิเศษที่จะทำให้เกิดความไม่โปร่งใส เหมือนกับที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วเมื่อครั้งที่เปิดระบายข้าวให้กับบริษัท เพรสซิเดนท์ อะกริ เทรดดิ้ง จำกัด จำนวน 1.7 ล้านตันจนเป็นที่มาของความไม่โปร่งใส

“เทพเทือก”เล่นบทยาสามัญฯ

นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ดูแลด้านความมั่นคงให้สัมภาษณ์ในฐานะที่ ครม.มอบหมายให้เป็นประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์กำกับดูแลสินค้าเกษตร ก่อนที่จะประชุมคณะกรรมการชุดดังกล่าวในช่วงเย็นของวันที่ 27 พ.ค. ว่า บังเอิญว่าตนมีความใกล้ชิดสนิทสนมกับรัฐมนตรีทุกคน ครม.จึงให้ตนช่วยดูแล โดยจะพยายามให้ทุกฝ่ายพูดคุยกันด้วยเหตุผลเพื่อหาผลสรุปที่ยอมรับกันทุกฝ่าย
เมื่อถามว่าเป็นการลดแรงเสียดทานระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลหรือไม่ จึงได้วางตัวท่านมาช่วยดูแลเรื่องนี้ รองนายกฯ กล่าวว่า “ผมมันประเภทยาสามัญประจำบ้าน เป็นอะไรก็ใช้ได้ ปวดหัวตัวร้อนก็ถูได้ ทาได้ ไม่มีปัญหา”
“ยืนยันว่าเรื่องนี้จะไม่ทำให้เกิดรอยร้าวในรัฐบาลใด ๆ ทั้งสิ้น ผมรับรองได้ ผมพูดคุยกับพรรคร่วมรัฐบาลแต่ละพรรคได้ ไม่มีปัญหา และกรณีนี้ไม่ใช่เรื่องการดึงอ้อยออกจากปากช้าง งานนี้ไม่มีอ้อย ไม่มีช้าง มีแต่ข้าว มีแต่มัน มีแต่ข้าวโพด ไม่มีอ้อย ไม่มีช้าง” รองนายกฯ กล่าว
ส่วนข้อกังวลที่เอกชนจะฟ้องร้องรัฐบาลหรือไม่หากมีการระบายข้าวไม่ทัน รองนายกฯ กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นหน้าที่ของกระทรวงพาณิชย์

“เจ๊วา” กร้าวเดินหน้าต่อ

นางพรทิวา นาคาศัย รมว.พาณิชย์ ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุมคณะกรรมการยุทธ์ศาสตร์กำกับดูแลสินค้าเกษตรถึงกรณีที่นายกอร์ปศักดิ์ เห็นควรให้ กต. ดำเนินการระบายข้าวแทน อคส.ว่า กต.อยู่ในคณะกก.ทุกชุดอยู่แล้ว ยุทธศาสตร์ กต.ก็เป็นผู้กำหนด อคส.เป็นฝ่ายปฏิบัติ ตรวจเชคสต็อกเท่านั้น ยืนยันว่าพาณิชย์ จะดำเนินการต่อตามแนวทางเดิม ไม่ได้ทำผิด การประมูลโปร่งใสตรวจสอบได้ หากล้มประมูลผู้ที่ดีใจคือผู้ที่ประมูลไม่ได้ เรื่องผลประโยชน์มีทั้งผู้ได้และเสีย ขณะนี้ต้องเร่งระบายข้าวเพราะเวียดนามและอินเดียกำลังจะส่งออกข้าว และข้าวนาปรังก็กำลังจะออกมา สภาพการณ์บีบบังคับให้ต้องขาย

“เทพเทือก” หย่าศึก

ภายหลังการประชุมคณะกรรมการฯ เสร็จสิ้น เมื่อเวลา 19.30น. ที่ตึกบัญชาการ ทำเนียบรัฐบาล นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯในฐานะประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์คุมสินค้าเกษตร พร้อมกับนางพรทิวา นาคาศัย รมว.พาณิชย์ ร่วมกันเถลงข่าวหลังประชุมที่ใช้เวลา1ชั่วโมง30นาที ซึ่งมีนายกอร์ปศักดิ์ สภาวะสุ รองนายกฯ นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รมช.คลัง ร่วมประชุมด้วย
นายสุเทพ แถลงว่า ตนพร้อมกับนางพรทิวา, นายกอร์ปศักดิ์ และนายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รมช.คลัง สภาพัฒน์ และตัวแทนกระทรวงพาณิชย์ ได้ข้อสรุปหลักเกณฑ์การทำงานด้านการระบายสินค้าเกษตรแทนที่รัฐบาลเคยรับจำนำไว้ว่า 1) รมว.พาณิชย์จะไปตั้งคณะทำงานชุดพิเศษเพื่อทำงานเกี่ยวกับการระบายสินค้าเกษตรโดยเฉพาะ โดยมีอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เป็นประธาน 2) คณะทำงานชุดนี้จะยกร่างยุทธศาสตร์การจำหน่ายและระบายสินค้าเกษตร
ประกอบด้วย เวลาในการระบายสินค้าเกษตรที่เห็นว่าเหมาะสม ราคากลางที่จะจำหน่าย จากนั้นจะเสนอให้คณะอนุกรรมการด้านการตลาดที่มีรมว.พาณิชย์ เป็นประธาน และจะต้องเสนอให้ประธานนโยบายสินค้าเกษตรนั้นๆอีกครั้งเพื่อดำเนินการระบายสินค้าตามยุทธศาสตร์
ส่วนการระบายสินค้าเกษตรนั้นจะแยกคุณภาพเป็นเกรดต่างๆโดยจะมอบหน้าที่ให้อคส., อตก. ดูแลรักษาสินค้าเพียงอย่างเดียวโดยจะไม่จำหน่ายสินค้าเกษตรอย่างที่ผ่านมาแล้ว รวมทั้งจะมีการสำรวจปริมาณและคุณภาพสินค้าก่อนที่จะประมูลขายอีกด้วย เมื่อกำหนดกรอบการทำงานแบบนี้ นางพรทิวาจะต้องทำรายงานเสนอครม.โดยต้องนำหลักเกณฑ์ที่ตนกล่าวไว้ไปยกร่างฯ และคืนวันที่2 มิ.ย. ซึ่งนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯเดินทางกลับจากเกาหลีใต้น่าจะได้พิจารณาก่อนที่จะไปขอความเห็นชอบจากที่ประชุมครม.วันที่ 3
มิ.ย. อีกครั้ง
เมื่อถามว่าได้หารือเรื่องประมูลการระบายสต็อกข้าว 2.6 ล้านตันด้วยหรือไม่ นายสุเทพกล่าวว่า เรื่องนี้ต้องใช้หลักเกณฑ์ที่ตนกล่าวไว้ข้างต้นเพราะเป็นการระบายสินค้าเกษตรทั้งหมดที่มีอยู่ โดยไม่ใช่การรับจำนำ หากสิ่งที่กระทรวงพาณิชย์ ดำเนินการไปโดยไม่สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ข้างต้น กระทรวงพาณิชย์ ต้องไปปรับปรุงให้สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ต่อไป
นางพรทิวากล่าวว่า กระทรวงเห็นชอบกับหลักเกณฑ์ และต้องไปดูว่าจะทำอย่างไรให้เข้ากับหลักเกณฑ์ที่มีรายละเอียดเยอะ แต่สิ่งที่เคยทำไว้แต่เดิมนั้นต้องปรับปรุงให้เข้ากับหลักเกณฑ์ในวันนี้ ส่วนการประมูลสต๊อกข้าวในข้างต้นก็ต้องกลับไปดูเพื่อให้เข้ากับหลักเกณฑ์
ส่วนจะเปลี่ยนตัวผู้เข้าประมูลข้าวหรือไม่นั้น ขอเรียนว่ายังไม่ไปถึงขั้นนั้น ต้องไปดูรายละเอียดเพื่อให้เข้ากับหลักเกณฑ์ในวันนี้ก่อน เมื่อถามว่าห่วงว่าจะโดนฟ้องร้องหรือไม่ นางพรทิวากล่าวว่าต้องดูกัน เมื่อถามว่ามั่นใจว่าการระบายสินค้าเกษตรจะมีความโปร่งใสหรือไม่ นางพรทิวากล่าวว่า ที่ประชุมยอมรับกันทุกคน
ด้านนายกอร์ปศักดิ์ กล่าวว่า คณะกรรมการชุดนี้จะทำงานม้วนเดียวจบ โดยที่ประชุมเห็นชอบให้กระทรวงพาณิชย์ จัดทำกรอบรายละเอียดเพื่อขอความเห็นชอบจากที่ประชุมครม.อีกครั้งในสัปดาห์หน้า เมื่อถามว่า ยังติดใจการชี้แจงของนางพรทิวาในการประชุมครม.เมื่อวันที่26พ.ค.หรือไม่ รองนายกฯกล่าวว่าไม่ติดใจ ส่วนนางพรทิวาจะติดใจตนหรือไม่ต้องไปสอบถามนางพรทิวาเอง
เมื่อถามว่า มีข้อมูลว่าการประชุมวันนี้นายสุเทพได้ตัดบทด้วยการใช้ข้อเสนอของนายกอร์ปศักดิ์ รองนายกฯยิ้มและตอบว่า วิธีการจะเป็นไปตามที่ตนให้สัมภาษณ์ไว้เเล้ว ส่วนกรณีที่เอกชนจะฟ้องกระทรวงพาณิชย์ที่ไม่ระบายสต็อกข้าว 2.6 ล้านตันนั้น รองนายกฯกล่าวว่า ตนไม่ทราบ เป็นเรื่องของกระทรวงพาณิชย์ คณะกรรมการชุดนี้เข้ามาทำหลักเกณฑ์การทำงานใหม่ สิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้วก็อยู่ที่กระทรวงพาณิชย์จะจัดการต่อไป

“เพื่อไทย” ปูดมีคนได้ประโยชน์

นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย ในฐานะอดีต รมว.พาณิชย์ แถลงถึงกรณีที่ ครม. เลื่อนพิจารณาการประมูลข้าวออกไปเป็นสัปดาห์หน้าว่า พรรคเพื่อไทยตั้งข้อสงสัยการเร่งระบายข้าวของรัฐบาลที่อ้างว่าข้าวอยู่ในสภาพที่จำเป็นต้องระบายว่า จะเห็นได้ว่าข้าวส่วนใหญ่เป็นข้าวปี 2551/2552 ซึ่งไม่จำเป็นต้องเร่งระบายออก เพราะยังมีข้าวปี 2547 และปี 2548 ซึ่งเหลืออยู่ไม่มากนั้นจำเป็นที่จะต้องเร่งระบายออกก่อน สำหรับราคาข้าวในตลาดนั้น ขณะนี้ขายกันอยู่ที่ราคาตันละ 2.1 หมื่นบาท แต่ราคาประมูลในขณะนี้กลับอยู่ที่ราคาเพียง 1.4 หมื่นบาท ต่างกันถึง 7 พันบาท ใครได้ประโยชน์จากราคาส่วนต่างตรงนี้ ทำให้ประโยชน์ไม่ได้ตกอยู่ที่เกษตรกร และหากประมูลใหม่รัฐบาลจะได้ราคาที่สูงกว่านี้
นอกจากนี้ ข้าวนาปีก็กำลังจะออกมาใหม่ หากรัฐบาลไม่เร่งระบายข้าวออกสู่ต่างประเทศแล้ว ข้าวก็จะอยู่ในประเทศเป็นส่วนมาก ซึ่งจะทำให้ราคาข้าวตกต่ำ จึงอยากให้รัฐบาลแก้ปัญหาอย่างเบ็ดเสร็จให้ผลประโยชน์ตกอยู่กับเกษตรกรเป็นหลัก ดังนั้นพรรคเพื่อไทยขอเสนอให้มีการประมูลกันใหม่ รวมทั้งขอให้เช็คสต็อกด้วยว่า ข้าวทั้งหมดมีคุณภาพจริงอย่างที่รัฐมนตรีพูดหรือไม่ หรือมีเพียงแค่ตัวเลขเท่านั้น
กำลังโหลดความคิดเห็น