xs
xsm
sm
md
lg

ทักษิณภายใต้กงกรรม!

เผยแพร่:   โดย: สิริอัญญา

ได้ยินคุณทักษิณพูดในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2551 ว่าผมต้องรับกรรมในสิ่งที่ผมไม่ได้กระทำแล้ว ย่อมต้องกล่าวว่าการจัดโชว์คอนเสิร์ตการเมืองในวันดังกล่าวประสบความล้มเหลวและเกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่คุณทักษิณ

เพราะเนื้อหาที่พูดในวันนั้น นอกจากเป็นการผิดหลักกฎแห่งกรรมของสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ยังเป็นการกระทบต่อระบอบนิติรัฐและขื่อแปของบ้านเมืองอย่างรุนแรง มิหนำซ้ำยังชักนำให้คุณทักษิณต้องเปิดเผยโฉมหน้าที่ทายท้าต่อฟ้าดินและทำให้คนไทยส่วนใหญ่ของประเทศตื่นรู้ขึ้นว่าคุณทักษิณคิดอะไรและเตรียมการจะทำอะไร

ดังนั้นการลงทุนจัดโชว์คอนเสิร์ตการเมืองด้วยเงินทุนจำนวนมหาศาล จึงไม่เพียงแต่ได้ผลไม่คุ้มค่า หากจะกลายเป็นการก่อกรรมใหม่ขึ้น ซึ่งจะมีวิบากกรรมที่ร้ายแรงถึงขั้นกล่าวได้ว่าเป็นอนันตริยกรรมต่อแผ่นดินและต่อคนไทยทั้งมวลด้วย

เหตุนี้จึงจำเป็นที่จะต้องแสดงว่าด้วยเรื่องกรรมเพื่อความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเพื่อเป็นที่ตั้งแห่งการฟื้นคืนสติและสำนึกในบาปบุญคุณโทษ อันจะนำพาให้ชีวิตรอดปลอดภัยและพบกับความฉ่ำเย็นแห่งรสพระธรรม สมกับที่ได้เกิดมาในร่มเงาแห่งพระพุทธศาสนา

พระตถาคตเจ้าได้ตรัสสอนไว้ในหลายที่หลายแห่งเป็นอันมากว่าคนเรามีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ ทำกรรมอันใดไว้ย่อมได้รับผลแห่งกรรมนั้น ทำกรรมดีย่อมได้รับผลดี ทำกรรมชั่วย่อมได้รับผลชั่ว ทรงยืนยันว่าสัตว์ทั้งหลายย่อมเป็นไปตามกรรม ไม่มีใครที่จะหลบลี้หนีพ้นกงล้อแห่งกรรมได้

ทรงยืนยันและประกาศท้าทายต่อมวลหมู่เทพยดาและมนุษย์ทั้งหลายว่าพระธรรามอันทรงตรัสแล้วนั้นไม่มีพรหม เทพ มาร หรือมนุษย์ใดไม่ว่าในกาลไหนๆ ที่จะหักล้างผันแปรให้เปลี่ยนแปลงเป็นอื่นไปได้

คุณทักษิณยอมรับด้วยปากตนเองว่ากำลังรับกรรม แต่เห็นว่าเป็นกรรมที่ตัวเองไม่ได้ทำหรือไม่ได้ก่อขึ้น และถ้ามองย้อนไปถึงแถลงการณ์ของคุณทักษิณหลังวันที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของนักการเมืองพิพากษาจำคุกคุณทักษิณแล้ว ก็เข้าใจได้ว่าคุณทักษิณเห็นว่าชนชั้นสูงผู้มีอภิสิทธิ์ต่างหากที่เป็นผู้ก่อกรรมทำเข็ญกับคุณทักษิณ

คิดอย่างนี้ เห็นอย่างนี้ จึงขัดกับหลักกฎแห่งกรรม จัดเป็นมิจฉาทิฐิอย่างหนึ่ง เพราะการที่ถูกศาลพิพากษาจำคุกนั้น เมื่อคุณทักษิณยอมรับว่าเป็นผลกรรมที่ได้รับแล้ว มองย้อนไปให้ดีเถิดก็จะเห็นได้อย่างแจ่มชัดด้วยตนเองว่ามันย่อมมีเหตุ มีปัจจัย พูดง่ายๆ ก็คือคุณทักษิณได้กระทำกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งไว้ จึงเป็นเหตุให้เกิดผลคือวิบากกรรมที่ถูกจำคุกเช่นนั้น

เหตุปัจจัยที่ว่านั้นก็เพราะมีรัฐธรรมนูญปี 2540 และปี 2550 ที่มีบทบัญญัติให้มีศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของนักการเมืองที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีเกี่ยวกับการทุจริตของนักการเมืองได้ และมีกฎหมายว่าด้วย ป.ป.ช. ปี 2542 ซึ่งเป็นปีก่อนที่คุณทักษิณจะมาเป็นนายกรัฐมนตรีเสียอีก กฎหมาย ป.ป.ช. มีบทบัญญัติห้ามไม่ให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเข้าทำสัญญากับรัฐและให้ถือว่าการกระทำของคู่สมรสเป็นการกระทำของผู้มีตำแหน่งทางการเมืองดังกล่าวนั้นด้วย และกฎหมายนี้ก็บัญญัติโทษทางอาญาไว้

องค์คณะผู้พิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของนักการเมืองล้วนเป็นตุลาการอาวุโสที่มีความสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ ทำการในพระปรมาภิไธยของพระมหากษัตริย์ และหลายคนก็เป็นเพื่อนนิติ 09 ของน้องเขยคุณทักษิณด้วยซ้ำไป ดังนั้นจึงไม่มีที่ระแวงแคลงใจอันใดว่าจะไม่มีความยุติธรรมในองค์คณะผู้พิพากษาดังกล่าว

เหตุปัจจัยหลักก็คือการที่คู่สมรสของคุณทักษิณไปทำสัญญาซื้อที่ดินของหน่วยงานของรัฐ และคุณทักษิณก็รู้เรื่องดังกล่าว เพราะในการทำสัญญานี้ก็ได้ใช้บัตรประจำตัวนายกรัฐมนตรีของคุณทักษิณเป็นหลักฐาน

นี่จึงเป็นกรรมที่ได้กระทำไว้โดยตรง และส่งผลเป็นวิบากกรรมให้คุณทักษิณต้องถูกศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของนักการเมืองพิพากษาจำคุก 2 ปี โดยไม่รอการลงอาญา

คนเรานั้นหากขาดสติปัญญาความรู้ในเรื่องเหตุและผล ในเรื่องกรรมและวิบากกรรม ก็ย่อมไม่อาจเห็นความจริงที่เกิดขึ้นกับตน และถ้ามีอคติหรือสภาพแวดล้อมปิดบังครอบงำชักจูงซ้ำเข้าไปอีกก็ยิ่งไปกันใหญ่ เพราะนอกจากไม่เข้าใจความจริงแล้ว ก็อาจเฉไฉใส่ร้ายป้ายผิดไปให้คนอื่น

และเมื่อใส่ร้ายป้ายผิดไปให้คนอื่นแล้วก็เป็นการกระทำกรรมใหม่ขึ้นมาอีก ย่อมมีวิบากกรรมที่แน่นอนของมันซ้ำเติมเข้าไปอีก นี่เรียกว่าวิบากกรรมเก่ายังไม่หมด ก็สร้างกรรมใหม่เข้าไปอีก กงล้อแห่งกรรมอันเก่าหมุนมาทับกรรมที่ก่อไว้แล้วเป็นทัณฑ์และเป็นทุกข์ทรมานสาหัสนัก ยังไม่ทันไรก็สร้างกงล้อแห่งกรรมอันใหม่ไล่ตามล่ามาใหม่อีกแล้ว

คุณทักษิณเคยเป็นนายกรัฐมนตรีและต้องพ้นจากตำแหน่งไปก็เพราะได้กระทำกรรมที่แน่นอนไว้ จึงมีวิบากกรรมเช่นนั้น ขอเพียงตั้งสติให้มั่น ทำใจให้เที่ยงตรง มองความจริงให้เห็นความจริงด้วยปัญญาของตน ขจัดอคติและภาวะลมพัดลมเพที่แวดล้อมออกไปเสียก็ย่อมเห็นกรรมและวิบากกรรมนั้นได้ชัดเจน

อันกรรมนั้นคนอื่นทำแทนให้ไม่ได้ ถึงใครจะทำให้ก็ไม่เป็นผล วิบากกรรมย่อมตอบสนองเอากับผู้ก่อกรรมสถานเดียวเท่านั้น ถึงใครจะสร้างกรรมให้ก็ไม่มีทางได้รับวิบากกรรมนั้น เพราะกฎแห่งกรรมเที่ยงตรง เที่ยงกาล ผันแปรบิดเบือนด้วยวิธีและวิถีใดๆ ไม่ได้เลย

ในการพูดเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2551 คุณทักษิณได้เผยเจตนาอย่างชัดเจนว่าต้องการกลับมามีอำนาจอีกครั้งหนึ่ง ให้เร็วที่สุด แต่การจะกลับมาได้ก็ต้องไม่มีโทษทัณฑ์ใดๆ ติดตัว

ดังนั้นคุณทักษิณจึงพุ่งเป้าหมายไปที่พระบารมีที่ทรงมีพระเมตตาอย่างหนึ่ง หรือมุ่งอาศัยพลังของประชาชนที่จะทำให้คุณทักษิณสำเร็จความปรารถนาอีกอย่างหนึ่ง


คำพูดเช่นนี้ก็เป็นการทำกรรมอีกอย่างหนึ่งเหมือนกัน ซึ่งปรากฏผลจากกระแสข่าวของสื่อมวลชนแทบทุกสำนักตรงกันว่าใครก็ตามที่ได้ยินคำพูดดังกล่าวนี้แล้วล้วนรู้สึกไม่พอใจและคัดค้านคุณทักษิณกันทั้งนั้น เพราะแม้ว่าถ้อยคำจะถูดจัดวางอย่างเฉลียวฉลาดปานใดก็ยังมุ่งให้คนทั้งหลายเข้าใจเจตนาที่แท้จริงได้อยู่ เพียงแต่หลีกเลี่ยงเพื่อไม่ให้เป็นความผิดตามกฎหมายเท่านั้น

การพูดเช่นนี้ถูกมองว่าเป็นการข่มขู่ เป็นการต่อรอง เป็นการกดดัน แต่จะข่มขู่ใคร ต่อรองกับใคร และกดดันใคร คุณทักษิณย่อมรู้อยู่แก่ใจดี และคงรู้อย่างเดียวกับที่ได้ตั้งใจให้ใครๆ รู้และเข้าใจนั่นเอง

กรณีคำพิพากษาให้จำคุกนั้น ขณะนี้ต้องถือว่าถึงที่สุดแล้ว เพราะไม่ปรากฏว่ามีพยานหลักฐานใหม่แล้วฎีกาต่อที่ประชุมใหญ่ของศาลฎีกา ดังนั้นจึงมีแนวความคิดที่จะอาศัย “พระบารมีทรงมีพระเมตตา”

อาจตีความได้ว่าหมายถึงการขอรับพระราชทานอภัยโทษอย่างหนึ่ง หรือออกกฎหมายนิรโทษกรรมอย่างหนึ่ง แต่ทั้งสองอย่างนี้เห็นทีจะตีบตันทั้งสองทาง นี่ก็เป็นวิบากกรรมจากผลกรรมที่คุณทักษิณได้ก่อขึ้นเองโดยแท้

เพราะการขอรับพระราชทานอภัยโทษนั้นต้องเป็นคดีธรรมดาสามัญ ไม่ใช่คดีทุจริตต่อแผ่นดินอย่างหนึ่ง และผู้ขอรับพระราชทานนั้นจะต้องได้รับโทษมา ระยะหนึ่งแล้วสำนึกในความผิดที่ได้กระทำไว้อีกอย่างหนึ่ง

ดังนั้นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมซึ่งจะเป็นผู้ถวายคำแนะนำต่อพระมหากษัตริย์จะมีหน้าหรือมีเหตุผลอะไรที่จะถวายคำแนะนำเพื่อขอรับพระราชทานอภัยโทษ

จะอ้างว่าผู้ต้องโทษสำนึกผิด หรือจะอ้างว่าผู้ต้องโทษได้รับโทษมาควรแก่ความผิด หรือจะอ้างว่าผู้ต้องโทษกระทำความผิดในเรื่องสามัญเล็กๆ น้อยๆ อันควรแก่การขอรับพระราชทานได้ หรือจะอ้างว่าหากไม่ขอรับพระราชทานอภัยโทษแล้วจะเกิดกลียุคขึ้นในบ้านเมือง หรือว่าจะอ้างเหตุอื่นใดอีกในการขอรับพระราชทานอภัยโทษ

หากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมไม่มีเหตุผลอันสมควรและมีน้ำหนักจริงๆ ที่ควรได้รับพระราชทานอภัยโทษแล้ว ขืนหน้าด้านถวายคำแนะนำไปก็คงหน้าแตกและจะทำให้ไม่มีทางขอรับพระราชทานอภัยโทษต่อไปในระยะเวลาหนึ่งๆ

ที่บอกว่าทางนี้ตีบตันก็เพราะว่ามีการก่อกรรมขึ้นใหม่ปิดขวางทางเส้นนี้เสียแล้ว นั่นคือกรณีเป็นคดีทุจริตต่อแผ่นดินอย่างหนึ่ง และจากคำแถลงการณ์ของคุณทักษิณเองที่ว่าชนชั้นสูงผู้มีอภิสิทธิ์เป็นผู้แทรกแซงและทำลายความยุติธรรม เป็นเหตุให้คุณทักษิณต้องได้รับโทษ ซึ่งไม่แสดงให้เห็นถึงความสำนึกผิดใดๆ เลยอีกอย่างหนึ่ง

มิหนำซ้ำ แถลงการณ์นั้นมีเนื้อหาในลักษณะกล่าวหากระบวนการยุติธรรมว่าตัดสินคดีความไม่เป็นไปโดยยุติธรรม เพราะถูกชนชั้นสูงผู้มีอภิสิทธิ์แทรกแซงสั่งการ

ดังนั้นหากขอพระราชทานอภัยโทษในเรื่องนี้ก็เท่ากับว่าข้อกล่าวหาที่ว่ามีการแทรกแซงสั่งกระบวนการยุติธรรมให้ตัดสินจำคุก 2 ปี เป็นความจริง ระบอบนิติรัฐและขื่อแปของบ้านเมือง ตลอดจนความเชื่อถือต่อศาลยุติธรรมก็จะหมดสิ้นไป

ส่วนการออกกฎหมายนิรโทษกรรมนั้นไม่อาจทำได้เพราะรัฐธรรมนูญบัญญัติห้ามไม่ให้ออกกฎหมายเพื่อประโยชน์ของคนเพียงคนเดียวหรือคณะเดียวได้ จะเลือกปฏิบัติเอื้อประโยชน์เฉพาะคนคนเดียว คณะเดียวก็ไม่ได้ เพราะทุกคนต้องมีความเสมอภาคกันในกฎหมาย หากขืนทำไปก็ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ขัดต่อประเพณีการปกครองและนิติประเพณี ตลอดจนราชนิติทั้งปวงสำหรับแผ่นดิน และสมาชิกรัฐสภาที่เกี่ยวข้องก็ย่อมทำผิดรัฐธรรมนูญตามเนื้อความที่ได้ถวายสัตย์ปฏิญาณไว้ อาจจะถูกถอดถอนออกจากตำแหน่งอีกด้วย

นี่จึงเป็นวิบากกรรมของคุณทักษิณที่ได้ก่อกรรมปิดกั้นทางออกทั้งสองทางนี้อย่างสิ้นเชิงเสียเอง

เมื่อเป็นเช่นนั้นจึงเหลือหนทางอาศัยพลังของประชาชนซึ่งคนไทยกำลังเข้าใจว่านี่คือการประกาศทำสงครามประชาชนเพื่อพลิกดินคว่ำฟ้าหวังกลับเข้ามามีอำนาจในบ้านเมืองอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งเป็นอนันตริยกรรมอย่างหนัก และไม่มีหนทางที่จะเกิดความสำเร็จได้เลย

ผู้มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ทั้งหลายจงหยุดเถิด เพื่อความสงบเย็นของสังคม ประเทศชาติ ตลอดจนตนเองและครอบครัว หาไม่แล้วคงประสบวิบากกรรม ดังที่หลวงตามหาบัวเคยกล่าวไว้ว่า จะหมดสิ้นทั้งตำแหน่ง ทั้งทรัพย์สินและชีวิตนั่นแล.
กำลังโหลดความคิดเห็น