ใน ค.ศ.1900 รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐอเมริกา John Hay เขียนว่า “The Mediterranean is the ocean of the past, the Atlantic of the present and the Pacific is the ocean of the future” การที่ John Hay กล่าวเช่นนี้ก็เพราะบทบาทของสหรัฐฯ ที่มีมากขึ้นในแถบเอเชียแปซิฟิก ซึ่งสหรัฐฯ เองก็เป็นประเทศหนึ่งที่อยู่ในแอ่งแปซิฟิก (The Pacific Basin) เหตุผลที่มีการกล่าวเช่นนั้นเกิดขึ้นจากข้อเท็จจริง 3 ประการ คือ
ประการแรก ญี่ปุ่นหลังแพ้สงครามด้วยความช่วยเหลือจากสหรัฐฯ ในการสลายกลุ่มเศรษฐกิจการเงิน การร่างรัฐธรรมนูญใหม่ให้ญี่ปุ่นจนเกิดระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย และการพัฒนาเศรษฐกิจญี่ปุ่นอย่างรวดเร็ว เสริมโดยสงครามเกาหลีและสงครามเวียดนามทำให้ญี่ปุ่นเป็นประเทศเอเชียประเทศแรกที่กลายเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ ขณะเดียวกันก็ส่งผลถึงการเติบโตของสี่เสือในเอเชียซึ่งจีนเรียกว่า สี่มังกรน้อย อันได้แก่ประเทศที่เรียกว่า NICs หรือประเทศอุตสาหกรรมเกิดใหม่ ได้แก่ เกาหลีใต้ ไต้หวัน ฮ่องกง และสิงคโปร์ ข้อที่น่าสังเกตคือ เกาหลีใต้เป็นประเทศที่ตั้งอยู่บนแหลม เป็นประเทศครึ่งเกาะ ส่วนฮ่องกง สิงคโปร์ ไต้หวัน เป็นประเทศที่เป็นเกาะ และทั้งสี่ประเทศมีอิทธิพลของลัทธิขงจื้ออยู่มาก
ประการที่สอง สหรัฐฯ ได้ค้าขายกับประเทศในแถบแปซิฟิกมากขึ้นตามลำดับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคู่ค่าที่สำคัญคือญี่ปุ่นและไต้หวัน และต่อมาก็มีเกาหลีใต้และประเทศเอเชียอื่น คนซึ่งศึกษาอยู่ในประเทศสหรัฐฯ เมื่อ 30 ปีที่ผ่านมาจะเห็นสินค้าที่ระบุว่า Made in Japan เป็นจำนวนมาก ต่อมาก็เป็นสินค้าที่ระบุว่า Made in Taiwan ระยะหลังๆ ก็มีคำว่า Made in Korea การค้าที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วนี้เกิดขึ้นในขณะที่ยุโรปกำลังฟื้นตัว ความสำคัญของแอ่งแปซิฟิกจึงมีมากขึ้น
ประการที่สาม ได้แก่ความคิดที่เกี่ยวกับแอ่งแปซิฟิก รวมทั้งประเทศริมขอบแปซิฟิก ซึ่งรวมทั้งสหรัฐฯ ไต้หวัน ญี่ปุ่น เกาหลี จีน อาเซียน และจากการเข้ามาเกี่ยวข้องในการพัฒนาเศรษฐกิจนั้นก็นำไปสู่การร่วมมือกันในทางเศรษฐกิจ จนเกิดความคิดที่ว่าประเทศริมขอบมหาสมุทรแปซิฟิก (The Pacific Rim) จะกลายเป็นระบบที่สำคัญส่วนหนึ่งของโลก หรือที่เรียกว่าเป็นโลกใบเล็ก (Sub-Global System) ความร่วมมือทางเศรษฐกิจได้แก่ Pacific Basin Economic Council (PBEC) ซึ่งเติบโตขึ้นในปีทศวรรษของคริสต์ศักราช 1980’s นอกจากนั้นก็ยังมี The Pacific Economic Cooperation Conference (PECC) ซึ่งเริ่มใน ค.ศ. 1980 และ Asia-Pacific Economic Cooperation (APEC) หรือเอเปก อันเป็นที่ทราบกันอยู่ทั่วไป
ประเด็นที่สำคัญก็คือประเทศเหล่านี้มีผลผลิตประมาณ 50% ของมวลรวมโลก นอกเหนือจากนั้นกลุ่มประเทศที่อยู่ในเอเชียแปซิฟิกเองก็เริ่มตื่นตัว เช่น นายกรัฐมนตรีมหาเธร์ของมาเลเซียได้มีการจัดเป็นกลุ่มที่เรียกว่า East Asian Economic Caucus (EAEC) ต่อมาก็มีการจัดเป็นเขตเศรษฐกิจเสรี (AFTA) ในกลุ่มอาเซียนด้วย จนถึงจุดที่เรียกว่ากลุ่ม G7 มองว่าภูมิภาคในเอเชียแปซิฟิกนี้น่าจะเป็นระบบเศรษฐกิจโลกใบย่อยที่รวมเป็นหนึ่งเดียวได้
แต่ที่ควรตั้งเป็นคำถามก็คือ คำกล่าวของ John Hay จะถือเป็นคำทำนายอนาคตได้มากน้อยเพียงใด สิ่งที่จะตอบได้ก็คือ John Hay กล่าวไว้คงจะไม่ผิดแต่สถานการณ์ได้เปลี่ยนไปเป็นอย่างมากโดยมีตัวแปรที่สำคัญคือ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นก็คือ ในกรณีของยุโรปนั้นได้มีการรวมกลุ่มเป็นสหภาพยุโรปจนมีลักษณะเป็นสมาพันธรัฐ (Confederation) ยกเว้นอังกฤษซึ่งไม่ค่อยแสดงบทบาทมากนัก ยุโรปมีเงินตราของตัวเองคือยูโร และยังมีการรับรองรัฐธรรมนูญของสหภาพยุโรปด้วย
การพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจและวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของยุโรปขณะนี้ก็ก้าวรุดหน้าไปอย่างรวดเร็ว ยุโรปคือประเทศที่อยู่ในกลุ่มที่เรียกว่ามหาสมุทรแอตแลนติกตามที่ John Hay ได้กล่าวไว้ ซึ่งผงาดขึ้นมาอย่างรวดเร็วหลังจากมีการปฏิวัติอุตสาหกรรมโดยผ่านกระบวนการที่สำคัญคือการปฏิรูปการตีความทางศาสนา (Reformation) และยังมีการฟื้นฟูศิลปวิทยาการ (Renaissance) ที่สำคัญก็คือการปฏิวัติทางวิทยาศาสตร์ (Scientific Revolution) แต่ที่ชัดที่สุดก็คือการปฏิวัติอุตสาหกรรม (Industrial Revolution) ที่เกิดขึ้นเมื่อประมาณ 300 กว่าปีที่แล้ว
ในทางการเมืองยังมีการพัฒนาระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยโดยเริ่มจากการทำกฎบัตรใหญ่ (Magna Carta) ใน ค.ศ. 1215 ความเจริญดังกล่าวนี้สืบต่อจากการสูญเสียอำนาจของกลุ่มผู้นำศาสนา และหลังจากการล่มสลายของจักรวรรดิโรมัน ซึ่งจักรวรรดิโรมันและกรีกโบราณคือสัญลักษณ์ความเจริญของแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน แต่หลังสงครามโลกครั้งที่สองสหรัฐฯ ก็เริ่มมีบทบาทในเอเชียแปซิฟิกมากยิ่งขึ้น และเพื่อจะพิสูจน์ว่าลัทธิประชาธิปไตยเสรีนิยมเป็นลัทธิที่มีประสิทธิภาพและดีกว่าสังคมนิยมและคอมมิวนิสต์ จึงมีส่วนช่วยการพัฒนาเศรษฐกิจของญี่ปุ่น ไต้หวัน เกาหลี และประเทศอื่นๆ
เมื่อมองในรูปนี้จะเห็นได้ชัดว่าศูนย์กลางความเจริญที่เป็นอยู่ในขณะนี้ ก็คือยุโรปตะวันตก ซึ่งอาจจะไม่ใช่มหาสมุทรของอนาคตตามที่ John Hay ได้กล่าวไว้ แต่เนื่องจากความเจริญทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การสื่อสาร การขนส่ง จะมองข้ามยุโรปตะวันตกในฐานที่เป็นศูนย์กลางแห่งความเจริญนั้นคงจะไม่ได้ ในแถบเอเชียนั้นนอกจาก 5 ประเทศที่กล่าวมาแล้ว ปฏิเสธไม่ได้ว่าในขณะนี้มี 2 ประเทศที่กำลังผงาดขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
ที่เด่นชัดที่สุดคือประเทศจีนและอินเดีย โดยเศรษฐกิจของจีนนั้นก้าวรุดหน้าไปทุกด้าน ทั้งระดับการพัฒนาอุตสาหกรรมพื้นฐานและระดับเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น การยิงดาวเทียม การส่งยานอวกาศไปโคจรรอบโลกโดยมีมนุษย์อยู่ในยานด้วย และยังสามารถส่งจรวดไปทำลายดาวเทียมที่ไม่ต้องการอีกด้วย อินเดียนั้นเป็นมหาอำนาจในอดีต มีขนบธรรมเนียมวัฒนธรรมและสำนักความคิดมากมาย ขณะนี้เป็นผู้เชี่ยวชาญซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์และการพัฒนาอุตสาหกรรมในหลายๆ ด้าน เช่น อุตสาหกรรมรถยนต์ก็ก้าวรุดหน้าจนสามารถซื้อบริษัทของประเทศยุโรปได้ นักธุรกิจอินเดียบางคนเจริญรุ่งเรืองอยู่ในยุโรป ซื้อโรงถลุงเหล็กของฝรั่งเศสจนร่ำรวยมหาศาลในระดับเศรษฐีของโลก ส่วนประเทศในอาเซียน มาเลเซีย สิงคโปร์ ก็พัฒนาไปอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง เวียดนามมีเสถียรภาพสูงที่จะพัฒนาต่อไป ประเทศไทยก็เป็นหนึ่งประเทศที่อยู่ในแถวหน้าของอาเซียน ถ้าหากระบบการเมืองมีเสถียรภาพและพัฒนาได้ต่อเนื่องและยั่งยืนก็มีศักยภาพที่จะก้าวไปข้างหน้าเช่นเดียวกัน
โกลแมนเซคส์ (Goldman Sachs) ได้ทำนายไว้ว่า ใน ค.ศ. 2050 มหาอำนาจทางเศรษฐกิจของโลกจะมีสี่มหาอำนาจ ซึ่งได้แก่ สหรัฐฯ ญี่ปุ่น จีน และอินเดีย แม้อินเดียจะไม่ใช่ประเทศที่อยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิกแต่ก็เป็นประเทศที่มีอาณาเขตติดต่อกับจีน กล่าวได้ว่าอยู่ในแถบที่ใกล้เคียงกัน นอกเหนือจากนี้เมื่อพูดถึงแปซิฟิกก็อาจจะต้องหมายรวมถึงประเทศในละตินอเมริกาด้วย ซึ่งมีประเทศอุตสาหกรรมเกิดขึ้นใหม่สองประเทศคือบราซิลและเม็กซิโก โดยขณะนี้บราซิลซึ่งเต็มไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติ (เป็นประเทศใหญ่และประเทศเดียวที่ใช้ภาษาโปรตุเกส ในขณะที่ประเทศอื่นใช้ภาษาสเปน) และเพิ่งขุดพบแหล่งน้ำมันมหาศาล จากจำนวนประชากรดังกล่าวนี้ และจากทรัพยากรธรรมชาติอันมากมาย ได้มีการทำนายอีกว่า นอกเหนือจากสหรัฐฯ ญี่ปุ่นและยุโรปแล้ว ประเทศที่จะต้องจับตามองคือประเทศ BRIC (Brazil, Russia, India and China)
รัสเซียนั้นเป็นประเทศที่เก่าแก่ของยุโรป มีประชากรจำนวนมากมาย มีแผ่นดินกว้างใหญ่ เป็นประเทศที่เคยมีประวัติศาสตร์อันรุ่งเรืองมาก่อน จากตัวแปรดังกล่าวนี้รัสเซียเป็นประเทศที่มีศักยภาพที่จะกลายเป็นประเทศผู้นำทางการเมืองและเศรษฐกิจได้ เมื่อมองโดยภาพรวม บราซิล รัสเซีย อินเดีย และจีน จะเป็นศูนย์กลางความเจริญของโลกอย่างแน่นอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งจีนซึ่งมีประชากรมากที่สุดในโลกประมาณ 1,300 ล้านคน ทำให้ได้เปรียบในส่วนของการมีตลาดภายในที่กว้างพอที่จะพัฒนาตัวเองได้ นอกจากนั้นจีนยังมีทรัพยากรมหาศาล
เมื่อพูดถึงจีน อินเดีย และรัสเซียซึ่งเป็นประเทศใหญ่นั้นถูกมองว่าเป็นหนึ่งหน่วยการเมืองหรือหนึ่งประเทศซึ่งความจริงนั้นไม่ถูกต้อง ตัวอย่างเช่นในกรณีของจีนมี 30 กว่าหน่วยการเมืองหรือมณฑล เฉพาะมณฑลกวางตุ้งมีประชากรประมาณ 80 ล้านคน เสฉวนมีประชากรประมาณ 87 ล้านคน (ในปี 2547) หรือมากกว่า ในความเป็นจริงแต่ละมณฑลก็คือหนึ่งประเทศ เฉพาะเมืองจุงกิง (ฉงชิ่ง) เพียงเมืองเดียวซึ่งอยู่ใกล้กับเขื่อนสามผามีประชากร 30 ล้านคน ซึ่งแยกออกมาจากมณฑลเสฉวนซึ่งเพิ่งได้รับภัยจากแผ่นดินไหว อินเดียก็ทำนองเดียวกันมีประชากร 1,000 ล้านคน จึงเป็นตัวแปรที่สำคัญยิ่งถ้าประชากรมีคุณภาพ มีผลผลิตและมีอำนาจซื้อ
ศ.เอ.เอฟ.เค ออร์แกนสกี้ (A.F.K Organski) ได้เคยกล่าวเมื่อ 30 ปีที่แล้วว่า การพัฒนาแห่งชาติที่จะนำไปสู่อำนาจแห่งชาตินั้นต้องอาศัยตัวแปรหลัก 5 ตัว อันได้แก่ การพัฒนาการเมือง การพัฒนาเศรษฐกิจ การพัฒนาสังคมให้เปิดกว้างเพื่อการขยับชั้น ประชากรที่มีจำนวนมากพอ และการมีจิตวิทยาอันทันสมัย ในแง่การพัฒนาการเมืองนั้นคือการพัฒนาระบบการเมืองให้ประชาชนมีส่วนร่วม ไม่ว่าจะเป็นระบบใด ในทางเศรษฐกิจคือการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้เปลี่ยนจากเกษตรไปสู่อุตสาหกรรมและสมองกล ในกรณีของสังคมนั้นต้องมีระบบการศึกษาที่เปิดกว้างและการว่าจ้างแรงงานที่ยุติธรรม
ส่วนจำนวนประชากรนั้นออร์แกนสกี้กล่าวว่าไม่เคยมีมหาอำนาจประเทศใดในอดีตมีประชากรต่ำกว่า 30 ล้านคน แต่เงื่อนไขสำคัญคือประชากรต้องมีคุณภาพ มีการศึกษา มีทักษะ มีความสามารถในการผลิตและมีความสามารถในการซื้อ และโครงสร้างอายุที่ดีที่สุดคือระหว่าง 16-60 ปี ส่วน 1-15 ปี และ 60 ปีขึ้นไปนั้นต้องจัดการโดยหาอาชีพเสริมสำหรับคนกลุ่มหลัง กลุ่มแรกคือเด็กนั้นต้องขึ้นอยู่กับการวางแผนครอบครัวที่ถูกต้อง จิตวิทยาอันทันสมัยนั้นคือมีจิตวิทยาศาสตร์ มีเหตุมีผล ไม่งมงาย เข้าใจโลกและทันโลกสมัยใหม่ และบนพื้นฐานทฤษฎีดังกล่าวนี้ผู้เขียนเคยกล่าวไว้ประมาณ 30 ปีที่แล้วว่า อินเดียและจีนจะเป็นมหาอำนาจของโลก ซึ่งนักวิชาการมหาวิทยาลัยชื่อดังต่างไม่เชื่อว่าจะเป็นไปได้
มหาอำนาจทั้งการเมือง เศรษฐกิจ ในอนาคตคงมีอยู่หลายศูนย์โดยประกอบด้วยสหรัฐฯ สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น จีน อินเดีย รัสเซีย บราซิล และถ้าอาเซียนสามารถรวมเป็นหนึ่งเดียวก็จะเป็นศูนย์ทางการเมืองและศูนย์อำนาจทางเศรษฐกิจที่ไม่สามารถจะมองข้ามได้ John Hay พูดไว้มีเหตุผลแต่อาจไม่สามารถครอบคลุมได้ทั้งหมดตามที่ได้กล่าวมาแล้ว.
ประการแรก ญี่ปุ่นหลังแพ้สงครามด้วยความช่วยเหลือจากสหรัฐฯ ในการสลายกลุ่มเศรษฐกิจการเงิน การร่างรัฐธรรมนูญใหม่ให้ญี่ปุ่นจนเกิดระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย และการพัฒนาเศรษฐกิจญี่ปุ่นอย่างรวดเร็ว เสริมโดยสงครามเกาหลีและสงครามเวียดนามทำให้ญี่ปุ่นเป็นประเทศเอเชียประเทศแรกที่กลายเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ ขณะเดียวกันก็ส่งผลถึงการเติบโตของสี่เสือในเอเชียซึ่งจีนเรียกว่า สี่มังกรน้อย อันได้แก่ประเทศที่เรียกว่า NICs หรือประเทศอุตสาหกรรมเกิดใหม่ ได้แก่ เกาหลีใต้ ไต้หวัน ฮ่องกง และสิงคโปร์ ข้อที่น่าสังเกตคือ เกาหลีใต้เป็นประเทศที่ตั้งอยู่บนแหลม เป็นประเทศครึ่งเกาะ ส่วนฮ่องกง สิงคโปร์ ไต้หวัน เป็นประเทศที่เป็นเกาะ และทั้งสี่ประเทศมีอิทธิพลของลัทธิขงจื้ออยู่มาก
ประการที่สอง สหรัฐฯ ได้ค้าขายกับประเทศในแถบแปซิฟิกมากขึ้นตามลำดับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคู่ค่าที่สำคัญคือญี่ปุ่นและไต้หวัน และต่อมาก็มีเกาหลีใต้และประเทศเอเชียอื่น คนซึ่งศึกษาอยู่ในประเทศสหรัฐฯ เมื่อ 30 ปีที่ผ่านมาจะเห็นสินค้าที่ระบุว่า Made in Japan เป็นจำนวนมาก ต่อมาก็เป็นสินค้าที่ระบุว่า Made in Taiwan ระยะหลังๆ ก็มีคำว่า Made in Korea การค้าที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วนี้เกิดขึ้นในขณะที่ยุโรปกำลังฟื้นตัว ความสำคัญของแอ่งแปซิฟิกจึงมีมากขึ้น
ประการที่สาม ได้แก่ความคิดที่เกี่ยวกับแอ่งแปซิฟิก รวมทั้งประเทศริมขอบแปซิฟิก ซึ่งรวมทั้งสหรัฐฯ ไต้หวัน ญี่ปุ่น เกาหลี จีน อาเซียน และจากการเข้ามาเกี่ยวข้องในการพัฒนาเศรษฐกิจนั้นก็นำไปสู่การร่วมมือกันในทางเศรษฐกิจ จนเกิดความคิดที่ว่าประเทศริมขอบมหาสมุทรแปซิฟิก (The Pacific Rim) จะกลายเป็นระบบที่สำคัญส่วนหนึ่งของโลก หรือที่เรียกว่าเป็นโลกใบเล็ก (Sub-Global System) ความร่วมมือทางเศรษฐกิจได้แก่ Pacific Basin Economic Council (PBEC) ซึ่งเติบโตขึ้นในปีทศวรรษของคริสต์ศักราช 1980’s นอกจากนั้นก็ยังมี The Pacific Economic Cooperation Conference (PECC) ซึ่งเริ่มใน ค.ศ. 1980 และ Asia-Pacific Economic Cooperation (APEC) หรือเอเปก อันเป็นที่ทราบกันอยู่ทั่วไป
ประเด็นที่สำคัญก็คือประเทศเหล่านี้มีผลผลิตประมาณ 50% ของมวลรวมโลก นอกเหนือจากนั้นกลุ่มประเทศที่อยู่ในเอเชียแปซิฟิกเองก็เริ่มตื่นตัว เช่น นายกรัฐมนตรีมหาเธร์ของมาเลเซียได้มีการจัดเป็นกลุ่มที่เรียกว่า East Asian Economic Caucus (EAEC) ต่อมาก็มีการจัดเป็นเขตเศรษฐกิจเสรี (AFTA) ในกลุ่มอาเซียนด้วย จนถึงจุดที่เรียกว่ากลุ่ม G7 มองว่าภูมิภาคในเอเชียแปซิฟิกนี้น่าจะเป็นระบบเศรษฐกิจโลกใบย่อยที่รวมเป็นหนึ่งเดียวได้
แต่ที่ควรตั้งเป็นคำถามก็คือ คำกล่าวของ John Hay จะถือเป็นคำทำนายอนาคตได้มากน้อยเพียงใด สิ่งที่จะตอบได้ก็คือ John Hay กล่าวไว้คงจะไม่ผิดแต่สถานการณ์ได้เปลี่ยนไปเป็นอย่างมากโดยมีตัวแปรที่สำคัญคือ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นก็คือ ในกรณีของยุโรปนั้นได้มีการรวมกลุ่มเป็นสหภาพยุโรปจนมีลักษณะเป็นสมาพันธรัฐ (Confederation) ยกเว้นอังกฤษซึ่งไม่ค่อยแสดงบทบาทมากนัก ยุโรปมีเงินตราของตัวเองคือยูโร และยังมีการรับรองรัฐธรรมนูญของสหภาพยุโรปด้วย
การพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจและวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของยุโรปขณะนี้ก็ก้าวรุดหน้าไปอย่างรวดเร็ว ยุโรปคือประเทศที่อยู่ในกลุ่มที่เรียกว่ามหาสมุทรแอตแลนติกตามที่ John Hay ได้กล่าวไว้ ซึ่งผงาดขึ้นมาอย่างรวดเร็วหลังจากมีการปฏิวัติอุตสาหกรรมโดยผ่านกระบวนการที่สำคัญคือการปฏิรูปการตีความทางศาสนา (Reformation) และยังมีการฟื้นฟูศิลปวิทยาการ (Renaissance) ที่สำคัญก็คือการปฏิวัติทางวิทยาศาสตร์ (Scientific Revolution) แต่ที่ชัดที่สุดก็คือการปฏิวัติอุตสาหกรรม (Industrial Revolution) ที่เกิดขึ้นเมื่อประมาณ 300 กว่าปีที่แล้ว
ในทางการเมืองยังมีการพัฒนาระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยโดยเริ่มจากการทำกฎบัตรใหญ่ (Magna Carta) ใน ค.ศ. 1215 ความเจริญดังกล่าวนี้สืบต่อจากการสูญเสียอำนาจของกลุ่มผู้นำศาสนา และหลังจากการล่มสลายของจักรวรรดิโรมัน ซึ่งจักรวรรดิโรมันและกรีกโบราณคือสัญลักษณ์ความเจริญของแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน แต่หลังสงครามโลกครั้งที่สองสหรัฐฯ ก็เริ่มมีบทบาทในเอเชียแปซิฟิกมากยิ่งขึ้น และเพื่อจะพิสูจน์ว่าลัทธิประชาธิปไตยเสรีนิยมเป็นลัทธิที่มีประสิทธิภาพและดีกว่าสังคมนิยมและคอมมิวนิสต์ จึงมีส่วนช่วยการพัฒนาเศรษฐกิจของญี่ปุ่น ไต้หวัน เกาหลี และประเทศอื่นๆ
เมื่อมองในรูปนี้จะเห็นได้ชัดว่าศูนย์กลางความเจริญที่เป็นอยู่ในขณะนี้ ก็คือยุโรปตะวันตก ซึ่งอาจจะไม่ใช่มหาสมุทรของอนาคตตามที่ John Hay ได้กล่าวไว้ แต่เนื่องจากความเจริญทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การสื่อสาร การขนส่ง จะมองข้ามยุโรปตะวันตกในฐานที่เป็นศูนย์กลางแห่งความเจริญนั้นคงจะไม่ได้ ในแถบเอเชียนั้นนอกจาก 5 ประเทศที่กล่าวมาแล้ว ปฏิเสธไม่ได้ว่าในขณะนี้มี 2 ประเทศที่กำลังผงาดขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
ที่เด่นชัดที่สุดคือประเทศจีนและอินเดีย โดยเศรษฐกิจของจีนนั้นก้าวรุดหน้าไปทุกด้าน ทั้งระดับการพัฒนาอุตสาหกรรมพื้นฐานและระดับเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น การยิงดาวเทียม การส่งยานอวกาศไปโคจรรอบโลกโดยมีมนุษย์อยู่ในยานด้วย และยังสามารถส่งจรวดไปทำลายดาวเทียมที่ไม่ต้องการอีกด้วย อินเดียนั้นเป็นมหาอำนาจในอดีต มีขนบธรรมเนียมวัฒนธรรมและสำนักความคิดมากมาย ขณะนี้เป็นผู้เชี่ยวชาญซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์และการพัฒนาอุตสาหกรรมในหลายๆ ด้าน เช่น อุตสาหกรรมรถยนต์ก็ก้าวรุดหน้าจนสามารถซื้อบริษัทของประเทศยุโรปได้ นักธุรกิจอินเดียบางคนเจริญรุ่งเรืองอยู่ในยุโรป ซื้อโรงถลุงเหล็กของฝรั่งเศสจนร่ำรวยมหาศาลในระดับเศรษฐีของโลก ส่วนประเทศในอาเซียน มาเลเซีย สิงคโปร์ ก็พัฒนาไปอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง เวียดนามมีเสถียรภาพสูงที่จะพัฒนาต่อไป ประเทศไทยก็เป็นหนึ่งประเทศที่อยู่ในแถวหน้าของอาเซียน ถ้าหากระบบการเมืองมีเสถียรภาพและพัฒนาได้ต่อเนื่องและยั่งยืนก็มีศักยภาพที่จะก้าวไปข้างหน้าเช่นเดียวกัน
โกลแมนเซคส์ (Goldman Sachs) ได้ทำนายไว้ว่า ใน ค.ศ. 2050 มหาอำนาจทางเศรษฐกิจของโลกจะมีสี่มหาอำนาจ ซึ่งได้แก่ สหรัฐฯ ญี่ปุ่น จีน และอินเดีย แม้อินเดียจะไม่ใช่ประเทศที่อยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิกแต่ก็เป็นประเทศที่มีอาณาเขตติดต่อกับจีน กล่าวได้ว่าอยู่ในแถบที่ใกล้เคียงกัน นอกเหนือจากนี้เมื่อพูดถึงแปซิฟิกก็อาจจะต้องหมายรวมถึงประเทศในละตินอเมริกาด้วย ซึ่งมีประเทศอุตสาหกรรมเกิดขึ้นใหม่สองประเทศคือบราซิลและเม็กซิโก โดยขณะนี้บราซิลซึ่งเต็มไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติ (เป็นประเทศใหญ่และประเทศเดียวที่ใช้ภาษาโปรตุเกส ในขณะที่ประเทศอื่นใช้ภาษาสเปน) และเพิ่งขุดพบแหล่งน้ำมันมหาศาล จากจำนวนประชากรดังกล่าวนี้ และจากทรัพยากรธรรมชาติอันมากมาย ได้มีการทำนายอีกว่า นอกเหนือจากสหรัฐฯ ญี่ปุ่นและยุโรปแล้ว ประเทศที่จะต้องจับตามองคือประเทศ BRIC (Brazil, Russia, India and China)
รัสเซียนั้นเป็นประเทศที่เก่าแก่ของยุโรป มีประชากรจำนวนมากมาย มีแผ่นดินกว้างใหญ่ เป็นประเทศที่เคยมีประวัติศาสตร์อันรุ่งเรืองมาก่อน จากตัวแปรดังกล่าวนี้รัสเซียเป็นประเทศที่มีศักยภาพที่จะกลายเป็นประเทศผู้นำทางการเมืองและเศรษฐกิจได้ เมื่อมองโดยภาพรวม บราซิล รัสเซีย อินเดีย และจีน จะเป็นศูนย์กลางความเจริญของโลกอย่างแน่นอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งจีนซึ่งมีประชากรมากที่สุดในโลกประมาณ 1,300 ล้านคน ทำให้ได้เปรียบในส่วนของการมีตลาดภายในที่กว้างพอที่จะพัฒนาตัวเองได้ นอกจากนั้นจีนยังมีทรัพยากรมหาศาล
เมื่อพูดถึงจีน อินเดีย และรัสเซียซึ่งเป็นประเทศใหญ่นั้นถูกมองว่าเป็นหนึ่งหน่วยการเมืองหรือหนึ่งประเทศซึ่งความจริงนั้นไม่ถูกต้อง ตัวอย่างเช่นในกรณีของจีนมี 30 กว่าหน่วยการเมืองหรือมณฑล เฉพาะมณฑลกวางตุ้งมีประชากรประมาณ 80 ล้านคน เสฉวนมีประชากรประมาณ 87 ล้านคน (ในปี 2547) หรือมากกว่า ในความเป็นจริงแต่ละมณฑลก็คือหนึ่งประเทศ เฉพาะเมืองจุงกิง (ฉงชิ่ง) เพียงเมืองเดียวซึ่งอยู่ใกล้กับเขื่อนสามผามีประชากร 30 ล้านคน ซึ่งแยกออกมาจากมณฑลเสฉวนซึ่งเพิ่งได้รับภัยจากแผ่นดินไหว อินเดียก็ทำนองเดียวกันมีประชากร 1,000 ล้านคน จึงเป็นตัวแปรที่สำคัญยิ่งถ้าประชากรมีคุณภาพ มีผลผลิตและมีอำนาจซื้อ
ศ.เอ.เอฟ.เค ออร์แกนสกี้ (A.F.K Organski) ได้เคยกล่าวเมื่อ 30 ปีที่แล้วว่า การพัฒนาแห่งชาติที่จะนำไปสู่อำนาจแห่งชาตินั้นต้องอาศัยตัวแปรหลัก 5 ตัว อันได้แก่ การพัฒนาการเมือง การพัฒนาเศรษฐกิจ การพัฒนาสังคมให้เปิดกว้างเพื่อการขยับชั้น ประชากรที่มีจำนวนมากพอ และการมีจิตวิทยาอันทันสมัย ในแง่การพัฒนาการเมืองนั้นคือการพัฒนาระบบการเมืองให้ประชาชนมีส่วนร่วม ไม่ว่าจะเป็นระบบใด ในทางเศรษฐกิจคือการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้เปลี่ยนจากเกษตรไปสู่อุตสาหกรรมและสมองกล ในกรณีของสังคมนั้นต้องมีระบบการศึกษาที่เปิดกว้างและการว่าจ้างแรงงานที่ยุติธรรม
ส่วนจำนวนประชากรนั้นออร์แกนสกี้กล่าวว่าไม่เคยมีมหาอำนาจประเทศใดในอดีตมีประชากรต่ำกว่า 30 ล้านคน แต่เงื่อนไขสำคัญคือประชากรต้องมีคุณภาพ มีการศึกษา มีทักษะ มีความสามารถในการผลิตและมีความสามารถในการซื้อ และโครงสร้างอายุที่ดีที่สุดคือระหว่าง 16-60 ปี ส่วน 1-15 ปี และ 60 ปีขึ้นไปนั้นต้องจัดการโดยหาอาชีพเสริมสำหรับคนกลุ่มหลัง กลุ่มแรกคือเด็กนั้นต้องขึ้นอยู่กับการวางแผนครอบครัวที่ถูกต้อง จิตวิทยาอันทันสมัยนั้นคือมีจิตวิทยาศาสตร์ มีเหตุมีผล ไม่งมงาย เข้าใจโลกและทันโลกสมัยใหม่ และบนพื้นฐานทฤษฎีดังกล่าวนี้ผู้เขียนเคยกล่าวไว้ประมาณ 30 ปีที่แล้วว่า อินเดียและจีนจะเป็นมหาอำนาจของโลก ซึ่งนักวิชาการมหาวิทยาลัยชื่อดังต่างไม่เชื่อว่าจะเป็นไปได้
มหาอำนาจทั้งการเมือง เศรษฐกิจ ในอนาคตคงมีอยู่หลายศูนย์โดยประกอบด้วยสหรัฐฯ สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น จีน อินเดีย รัสเซีย บราซิล และถ้าอาเซียนสามารถรวมเป็นหนึ่งเดียวก็จะเป็นศูนย์ทางการเมืองและศูนย์อำนาจทางเศรษฐกิจที่ไม่สามารถจะมองข้ามได้ John Hay พูดไว้มีเหตุผลแต่อาจไม่สามารถครอบคลุมได้ทั้งหมดตามที่ได้กล่าวมาแล้ว.