xs
xsm
sm
md
lg

หมักแช่งสื่อแฉกินน้ำตาล

เผยแพร่:   โดย: MGR Online

ผู้จัดการรายวัน - "หมัก" ฉุนสื่อแฉตัวเองหากินกับน้ำตาล สาบานไม่รู้ไม่เห็นไม่ได้แตะแม้สักบาทเดียว ขณะเดียวกันแช่งสื่อที่เสนอข่าวกล่าวหา “สมัคร” รับผลประโยชน์ 500 ล้านขอให้บรรลัยวายวอดไปในทันตาเห็น ปั่นกระแสข่าวใหม่อีกเดือนพฤศจิกายนนายกรัฐมนตรีอาจจะไม่ได้ชื่อ ”นายสมัคร”

นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม กล่าวในรายการ "สนทนาประสาสมัคร" เมื่อเช้าวานนี้ (4 พ.ค.) ถึงความคืบหน้าในการแก้ไขปัญหาราคาข้าวว่า มีปัญหาเรื่องข้าวมากมายและเวลามาคุยเรื่องนี้อธิบายความให้ฟังก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์ บอกมาพูดเหมือนนกแก้วนกขุนทอง เชื่อไหมในโลกนี้มีประชากรอยู่ 6,000 ล้านคนเขาปลูกข้าว ไม่ใช่แต่ประเทศไทยปลูก ทั่วโลกปลูกข้าวได้ 600 ล้านตัน ประเทศไทยปลูกได้ 30-31 คิดเป็น 5% ของทั้งหมด เราผลิตข้าว 30 ล้านตัน สีมาแล้วเป็นข้าวสารได้ 20 ล้านตัน เรากิน 9 ล้านตัน เราขาย 9 ล้านตัน แล้วเราเก็บไว้สำรอง 2 ล้านตัน ที่ขายไป 9 ล้านตันนับเป็นอันดับ 1 ของโลก ซึ่งเมืองจีนก็ผลิตเยอะ อเมริกาก็ผลิต อเมริกาก็ขาย หลายประเทศขาย แต่ขายเป็นส่วนน้อยกว่าเรา ของเรา ขายได้ 30-40%

“เล่าให้ฟังเอาไว้อย่างนี้เพื่อจะบอกว่า วันหนึ่งคนที่เขาผลิต เขาไม่พอกินกัน ราคาก็ต้องเป็นเรื่องของอุปสงค์ อุปทาน ทางจีนใต้โดนหิมะเข้า เวียดนามโดยพายุเข้า อินเดียก็โดน ของเราไม่โดน ของเราโดนเพลี้ยนิดหน่อย ในที่สุดเราก็มีข้าวออกตามปกติ ยังขายได้ตามปกติ คนอื่นไม่พอขาย เขาก็ประกาศไม่ขาย ก็เรื่องของเขา" นายสมัคร กล่าว

”หมัก”วนอยู่ที่เดิมแก้ปัญหาข้าว

นายสมัคร กล่าวต่อว่า เมื่อเวลาที่มีปัญหาเรื่องอย่างนี้เราจะต้องคิดหาหนทางแก้ไข เริ่มต้นคือว่า ประกาศไหมว่าจะไม่ส่งข้าวออก บอกไม่ ตนจึงใช้คำว่า"เสียเหลี่ยม" ของประเทศ ซึ่งประกาศว่าจะเป็นครัวของโลก ผลิตผลผลิตภัณฑ์ของเราๆ ส่งขาย ก็ไม่ต้องประกาศ เพราะยังขายได้อยู่ ยังมีสำหรับจะขายอยู่ 9 ล้านเพิ่งขายไป 3 ล้าน เหลืออีก 5 ล้าน อยากขายก็ขายต่อไปก่อน ไม่ว่า ถัดไปก็เกิดปัญหาของเราก็คือว่า ข้าวแพง ก็บอกว่าแพงชาวนาก็มีโอกาสได้ขายข้าว ก็กระแนะกระแหนกันเป็นทำนองว่า ไม่เป็นไรหรอก พ่อค้าเอาไปหมด ก็บอกข้าวออกทุกวัน มีออกมาทุกวัน เขาเกี่ยวกันทุกวัน

“ฉะนั้น เมื่อข้าวราคาแพง เขาก็ได้ราคาแพง ชาวนาก็ได้ราคาแพง เมื่อชาวนาขายข้าวได้ราคาแพง ก็จะบอกว่า คิดกันแรกๆ เดือนก่อนบอกว่าถ้าอย่างนั้นเอาข้าวเรามาขายราคาถูก ถูกอย่างไร ก็ซื้อเก็บไว้ ราคาสีเป็นข้าวสารแล้ว 1,100 บาท ราคาขายข้างนอก 2,500 บาท ซื้อ 1,100 เขาขายอยู่ 2,500 จะไปขายเอากำไร ก็บอกว่าอยากเอากำไร เขาคิดทีแรก ทำข้าวถุงทีแรก จะทำข้าวถุง กิโลกรัมละ 11 บาท ถุงละ 5 กิโลกรัม ก็ 55 บาท บวกอะไรเสร็จจะขาย 70 บาท ผมบอกปล่อยให้ชาวนาได้ขายของแพงบ้างก็คิดธรรมดาไม่มีอะไรอื่น ประเดี๋ยวเดียวราคาแพงเอาๆ ซื้อกันเคยซื้อ 1 ก็ซื้อ 5 เคยซื้อ 2 ซื้อ 10 ข้าวนะมี แต่ว่าทำไมขึ้นไปถุงละ 200 บาท ชักจะเกินเหตุ แล้วทำอย่างไร” นายสมัคร กล่าว

พร้อมกล่าวต่อว่า “เราก็ประกาศเลยบอกว่าถ้าอย่างนั้นเอาเลย เอาข้าวออกมา มีข้าวหอมมะลิอยู่ 3 แสนกว่าตัน มีข้าว 5% อยู่ล้านกว่าตัน เอาทำเลย ทำข้าวถุงออกมาเลย และก็ไม่ได้ขาย 70 บาท แบบที่ว่านั่น เขาขายอยู่ 200 บาท เราก็บอกลดสัก 15% แต่ถ่วงน้ำหนักสัก 170 บาทจะเอาลด 20 บาทก็สุดแท้แต่ ประกาศเท่านั้นครับวันที่ 12 พ.ค. ข้าวถึงจะเสร็จออกมาขายได้ 3 แสนถุงแรก ประกาศมา 2-3 วัน โวยวายกันใหญ่ เป็นทำนองทำให้ข้าวชาวนาตกต่ำ ก็ยังไม่ได้ขาย จะตกต่ำได้อย่างไร ประกาศก็ตกต่ำแล้ว ข้าวที่สั่งซื้อชาวนาลด 500 บาททันทีต่อตัน แล้วถ้าข้าวหายออกมาเป็นแถวๆ หมด รัฐบาลยังไม่ทันขายเลย บอกจะทำข้าวถุงออกมาราคาต่ำกว่า 15% ออกมาวางขายกันเต็มหมดต่อไปนี้ แปลว่าอย่างไรครับ แปลว่าเรื่องพรรค์อย่างนี้ ต้องมีการพูดจากันตามจังหวะจะโคน ออกมากำลังออก กำลังทำกัน ก็ขาย พอได้กำไร เราขายราคาธรรมดา แทนที่จะขาย 75 บาท เราอาจขาย 145-150 บาท เขาขายกัน 200 บาท อย่างนี้จะได้ดึงราคาต่ำลงมา และเราได้ราคา เวลาเขาจะซื้อข้าวเก็บ ก็ข้าวเก่า ตั้งแต่ปี 48-49- 50 ซึ่ง 3 ปีมาแล้ว ก็ต้องระบายออกไป แล้วเอาใหม่เข้าไปใหม่ก็ซื้อมาแพง ชาวนาก็ได้ราคาแพง”

คุยรู้ปัญหาเรื่องอ้อย-น้ำตาลดี

นายสมัคร กล่าวถึงการที่รัฐบาลประกาศขึ้นราคาน้ำตาลด้วยว่า ตนเป็นนักการเมืองมา ได้รับเลือกตั้งมาตั้งแต่ พ.ศ.2518 อยู่ในแวดวง ทำไมจะไม่รู้ว่าปัญหาเรื่องอ้อยเป็นอย่างไร ราคาน้ำตาล รู้อยู่กับหัวอก ต้องใช้คำว่า มันประหลาด ราคาน้ำตาลนะครับ ท่านลองฟังให้ดี ต้องมีเมืองนอก มีโควตา ก โควตา ข โควตา ค น้ำตาลในประเทศต้องขายแค่ 13 บาท 13 กับ 14 บาท มี 2 ราคา ต้องขายราคานี้ แพงกว่านี้ไม่ได้ ต้องดูราคาน้ำตาลนอก ต้องดูน้ำตาลจะขายเป็นน้ำตาลดิบไป ที่ตลกคือ คิดเป็นปอนด์ แล้วปอนด์ ราคาเป็นอย่างไร ปอนด์ละ 3 เซ็นต์ 4 เซ็นต์ เมื่อไรน้ำตาลปอนด์ละ 7 เซ็นต์ แปลว่า น้ำตาลราคาดี ปอนด์ฝรั่งอังกฤษ เซ็นต์อเมริกัน ตลกไหม เสร็จแล้วก็เรียกกันอย่างนี้ คือ ฟังแล้วจะไม่มีวันเข้าใจเลย พ่อค้าต่างๆ จะต้องมีค่าเกี๊ยว ค่าอะไรไม่รู้ คือคนปลูกอ้อยก็ ลำบาก

นายสมัคร กล่าวว่า อ้อยแต่ก่อน 14 เดือน บางแห่งบอกว่าได้ 12 เดือนแล้ว แต่ตรวจไป 14 เดือน อ้อยปลูกแล้วจะต้องเอาเข้าโรงหีบ มันมีเหลื่อมกัน และตั้งราคาขาย ตนเคยคบกับพวกนี้ตั้งแต่ราคาตันละ 300 กว่า 400 กว่า 500 กว่า เดี๋ยวนี้ตันละ 600 ยังจะต้องมีไปกู้เงิน มีเงินมาให้กู้ กู้เพื่ออะไร กู้ให้เพิ่มราคาอ้อย ราคาเขาบอกซื้อ 600 โรงงานบอกซื้อ 600 ต้องไปกู้เงินมาเผื่อให้อีก 38 บาท 638 บาท ชาวไร่อ้อยบอกว่า เขาจะตายอยู่แล้ว ปุ๋ยก็ขึ้น

“แต่ก่อนนี้ถุงละ 400 เดี๋ยวนี้ถุงละ 1,100 จาก 400 เป็น 1,100 และผมก็ซักถาม เมื่อรู้ถึงปัญหาแล้วที่รู้มาแก่ใจคือว่าถ้าเผื่อน้ำตาลแพง 1 บาท ชาวไร่จะได้ 20 บาท น้ำตาลแพง 5 บาท ชาวไร่จะได้ 100 บาท เขาก็ร้องทุกข์ เขาอยากจะได้ 800 บาท คำนวณเสร็จแล้วบอก 807 บาท พออยู่ได้ ถ้า 900 บาท ก็พอลืมตาอ้าปากกับเขาบ้าง แล้วถ้าอยากได้จริงอยากได้ 1,200 ตนบอก 1,200 ยังไม่ได้ แต่คุยได้ 1,200 ซึ่งผมบอกว่าให้ตอบคำถามสิว่า ไร่หนึ่งได้เท่าไร เขาบอกว่าไร่หนึ่ง เขาได้ 6 ตัน และบอกคุณเพิ่มผลผลิตทำให้ได้ 9 ตันได้ไหม เขาบอกทำได้ จะต้องใช้ระบบน้ำหยด จะต้องเปลี่ยนพันธุ์อ้อย บอกว่าเอาละรัฐบาลจะช่วยดูเรื่องน้ำ เรื่องพันธุ์อ้อย คือเขาได้ 600 ไร่ ไม่เกิน 900 คุณก็เคยได้ 800 คุณจะได้ 1,200 ก็คิดให้ฟังอย่างนี้ ไม่ได้ยืนยันว่าจะได้อย่างนั้น แต่ว่าจะต้องพัฒนาว่า เราจะต้องไปช่วยเขาเรื่องพันธุ์อ้อย เรื่องอะไรต่าง ๆ มาสอบดูจริงๆ แล้วสามารถจะเพิ่มจาก 600 เพิ่มได้ถึง 1,200 คือ เพิ่มได้ 100% อย่างนี้นะครับ ก็พอมองเห็นเข้าทาง แต่จะต้องช่วยเขาเรื่องพันธุ์อ้อย เรื่องน้ำ

หลังรับปัญหาชาวไร่อ้อย ไม่ได้คิดอะไรอื่น ตั้งใจอย่างเดียว นายสุวิทย์ คุณกิตติ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.อุตสาหกรรม ซึ่งดูแลเรื่องน้ำตาลอยู่ด้วย ไปพูดกับเขาวันเสาร์ วันจันทร์ เขาประชุมกัน อ้อยน้ำตาลมีคณะกรรมการ ถึงวันลงตัวประชุมพอดี นายสุวิทย์ ก็เอาเรื่องนี้เข้าประชุม ที่ประชุมบอกไม่ขัดข้อง โรงงานก็ไม่ขัดข้อง ชาวไร่ก็ไม่ขัดข้อง พอเสร็จเรียบร้อยต่างฝ่ายต่างไม่ขัดข้อง วันจันทร์เขาเสร็จ ผมก็เอาเข้า ครม. ทาง ครม.ก็ลงมติอนุญาต แต่นายสุวิทย์ บอกแล้วว่าน้ำตาลเขาค่อยๆ ทยอยขาย พ่อค้าไม่ได้ไปเก็บไปตุนไว้ เขาสั่ง freeze หมด เพราะเขาจะต้องมีการปรับราคาหมด แล้วปรับราคาเสร็จแล้ว คนขายก็จะได้เงิน คือว่ากำไรออกมาจากโรงงาน เคยกิโลกรัมละ 1.50 บาท ราคาขายปลีกกำไรอย่างนั้น แต่ก่อนเขาออกมา 14-15 บาท เขาขาย 16.50 บาท เดี๋ยวนี้จะต้องขายเพิ่มไปอีก 5.50 บาท” นายสมัคร กล่าว

เหน็บสื่อกล่าวหา“หมัก”ได้500ล้าน

นายสมัคร กล่าวต่ออีกว่า ไม่น่าเชื่อเลยทำเสร็จเรียบร้อย ก็จัดการปรับปรุงเสร็จมีหนังสือพิมพ์หน้า 3 ไทยรัฐ ชักธงรบ “กิเลน ประลองเชิง” อานิสงส์น้ำตาลทราย ตนไม่อยากอ่านให้เสียเวลาจะพูดเท่านั้น คือกล่าวว่าตนมีส่วนได้เสียกับตรงนี้ หมายความว่า เขาว่าตนว่าเป็นคนไม่เต็มบาท คือ พูดจากระแนะกระแหนมาตนไม่อยากจะให้มากเรื่องมากมาย ทีนี้ราคาน้ำตาลทรายเขาเกิดรู้ดีว่า ถ้าจะขึ้นราคาต้องขึ้นตอนเข้าโรงหีบ ตนไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้เลย เพราะน้ำตาลจะอยู่ที่โรงงาน มันคุมโดยโรงงาน เมื่อเขาขาย กำไรจะอยู่ที่โรงงานนั้น เขาจะต้องเอากำไรเข้าไปให้กับคน เพราะเงินกู้ 17,000 ล้าน เขาขายทันทีมีกำไรทันที เขาก็จะต้องตัดตอนเอากำไร เอาเข้าไปสะสมให้สำหรับจะต้องใช้หนี้ใช้อะไรต่างๆ เขามีระบบของเขา บางฉบับบอกว่ารายการนี้ ตนล่อเข้าไป 500 ล้าน ไหวไหมอย่างนี้ นี่ตำหนิว่าตนหากินกับน้ำตาล

บางคนตนจำได้ นักการเมืองชื่อดัง วันหนึ่งผมเห็นเขาทะเลาะกับไมโครโฟนขยายเสียง ที่มีปัญหาอยู่ 4 –5 นาที แล้วก็เลิกแปลกใจ ทำไมเขาถึงทะเลาะกับใครต่อใครทั่ว ไม่เว้นกระทั่งนักข่าว อาการของนักการเมืองคนนี้ จิตแพทย์คนหนึ่งทางทีวีบอกว่า ไม่น่าจะถือสา เพราะเขาบอกว่าเป็นการป่วยทางจิต แต่แสดงออกทางปาก คนที่มีอาการป่วยทางจิตอย่างนี้ สำนวนสมัยก่อนเขาเรียกว่า คนไม่เต็มบาท บางคนก็บอกสามสลึงเฟื้อง ขึ้นราคาน้ำตาลคราวนี้พูดเป็นสลึง ก็ได้ถึง 21 สลึง มากโข รัฐมนตรีอุตสาหกรรมท่านว่า ผลกำไรนี้จะช่วยไปถึงชาวไร่อ้อย มีถึง 6,500 ล้านบาท แต่การแจกจ่ายมีกระบวนการขั้นตอนซับซ้อน จะถึงมือชาวไร่มากน้อยแค่ไหนก็คงต้องติดตามกันดูต่อไป

“การขึ้นราคาน้ำตาลทรายคราวนี้ คนเคยค้าขายทักให้ผมคิดว่า ถ้าเขาให้ชาวไร่อ้อยได้อานิสงส์ก็ต้องขึ้นตามฤดูกาลผลิตอ้อย แต่นี่มาขึ้นตอนที่น้ำตาลตกอยู่ในมือพ่อค้า กำไรทั้งหมดจึงอยู่ในมือพ่อค้า ผลงานอย่างนี้ไม่ใช่เกิดจากสมองคนไม่เต็มบาท รู้ไม่เท่ากันพ่อค้า แต่เกิดจากสมองเกินบาท หากินกับพ่อค้า งานนี้น่าเป็นห่วงจะมีหลายคนเป็นเบาหวาน ตามธรรมชาติน้ำตาลให้พลังงาน คุณอนันต์ โทษมหันต์ มากเกินไปก็จะให้โทษมหันต์" นายสมัคร กล่าวพร้อมหยิบหนังสือพิมพ์ขึ้นมาอ่านให้ฟัง พร้อมกับกล่าวว่า “นี่เขาเขียนกระแนะกระแหนอย่างนี้ แต่อีกฉบับหนึ่งบอกเลยนายสมัคร ได้ไป 500 ล้าน แล้วเรื่องอย่างนี้คนอย่างผมจะทำอย่างไร”

แย้ม พ.ย.นายกฯอาจไม่ได้ชื่อสมัคร

นายสมัคร ยังกล่าวต่อว่า สื่อสารมวลชนเขียนว่ากล่าวคนเป็นนายกรัฐมนตรีว่าหากินกับราคาน้ำตาล

“ผมจะบอกครับว่า วิธีการของผม ผมจะต้องทำอย่างที่ผมจะต้องทำ คือใครจะว่าอย่างไรก็ว่าสุดแท้แต่ เรื่องนี้ต้องพูดกันอย่างนี้ว่า ถ้าหนังสือพิมพ์ฉบับนี้ คอลัมน์นี้ เขียนว่ากล่าวผมอย่างนี้ได้ หากินกับน้ำตาล ผมก็จะต้องบอกได้เลยว่า ถ้าหากว่าผมหากินกับน้ำตาล ไปยุ่งเกี่ยวได้มาสักบาทเดียวนี้ ต้องให้มีอันเป็นบรรลัยวายวอดทั้งวงศ์ตระกูล อย่าได้มีความเจริญเลยในบ้านเมืองนี้อีกต่อไปวันข้างหน้า หมดเลยครับ ให้มีอันบรรลัยวายวอดลงไปเลย แต่ว่าถ้าผมไม่ได้เป็นอย่างนั้น ไม่ได้ไปแตะต้องสักบาทเดียว ผมทำเพื่อบ้านเมืองของผม เพื่อคนที่เขาปลูกอ้อย ก็ขอให้คนเขียนคอลัมน์มีอันเป็นไปเถอะครับ ขอให้บรรลัยวายวอดไปเลย ขอให้มีอันเป็นไปเลย

ถ้าผมไม่ได้แตะต้องสักบาทเดียวคนที่เขียนถึงผมในทางว่าร้ายนี้ขอให้คุณมีอันเป็นให้บรรลัยวายวอดไปให้ทันตาเห็น รวมทั้งฉบับที่กล่าวหาว่าผมได้มา 500 ล้านด้วย ข้าวที่ทำมานี้บาทเดียวก็ไม่เคยแตะ น้ำตาลก็ทำให้ ผมบอกว่าผมทำให้ ผมไม่ได้ทำเอา แต่ว่าถ้าไม่ตัดสินใจไม่ดำเนินการแล้วจะไปทำตอนไหน ไปนั่งรอไหม ผมไม่รอหรอกครับ ผมทำให้เพราะผมรู้ว่าวงจรเขาควบคุมถึง เงินนี้เขาจะต้องจ่ายให้ทางนี้ได้ ไม่ว่าจะขึ้นราคาเวลาไหน สตางค์อยู่ที่โรงงานน้ำตาลที่เขาคุมสต็อกกันอยู่ เพราะฉะนั้น ผมไม่ได้คิดอะไรอื่นหรอกครับ เพราะว่านั่งรอถึงหีบอ้อยเดือนพฤศจิกายน นายกรัฐมนตรีอาจจะไม่ได้ชื่อนายสมัคร ก็ได้" นายสมัครกล่าว
กำลังโหลดความคิดเห็น