เป็นข่าวใหญ่ที่วงการโทรคมนาคมไทยกำลังพูดถึงกันสนั่นเมือง นั่นคือการที่ "เทเลนอร์" (Telenor) กลุ่มบริษัทยักษ์ใหญ่จากนอร์เวย์ ตัดสินใจลดบทบาทและปิดฉากการลงทุนในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ หลังจากอยู่มานานเกือบ 25 ปีเต็ม ซึ่งใครที่อ่านแถลงการณ์ของเทเลนอร์ จะพบหนึ่งในข้อสรุปได้ว่าดีลนี้ไม่มีอะไรซับซ้อน เพราะเป็นแค่เรื่องกลยุทธ์ธุรกิจ เพื่อสร้างมูลค่าให้ผู้ถือหุ้น
ที่สรุปได้แบบนี้เพราะเทเลนอร์แจงว่าการขายหุ้นในทรู คอร์ปอเรชั่น (True Corporation)จำนวน 24.95% พร้อมออปชันซื้อขายหุ้นที่เหลืออีก 5.35% ในอนาคต ให้กับบริษัท Arise Digital Technology ของ "ศุภชัย เจียรวนนท์" มูลค่ารวมประมาณ 39,000 ล้านโครนนอร์เวย์ หรือราว 120,000 ล้านบาทนั้นทำกำไรให้เทเลนอร์สูงมาก โดยก่อนเริ่มเจรจาควบรวมใน พ.ศ. 2564 มูลค่าหุ้นที่เทเลนอร์ถือในไทยอยู่ที่ประมาณ 12,000 ล้านโครนนอร์เวย์ แต่จากการขายครั้งนี้ มูลค่าได้เพิ่มขึ้นเป็น 39,000 ล้านโครนนอร์เวย์
การตัดสินใจกลับบ้าน หันไปโฟกัสตลาดในภูมิภาคนอร์ดิกแทนนั้นถูกมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ใหญ่ของเทเลนอร์ ที่ประกาศไว้ในงาน Capital Markets Day เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2568 ว่าต้องการสร้างมูลค่าเชิงโครงสร้างในเอเชีย หลังจากเพิ่งขายกิจการในปากีสถานไปเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา
เทเลนอร์บอกว่าการขายหุ้นทรูครั้งนี้เป็นก้าวสำคัญในการทำให้บริษัทจัดการตัวเองง่ายขึ้น โดยโฟกัสที่ตลาดนอร์ดิกได้มากขึ้น และจัดสรรทรัพยากรไปสู่ 4 เป้าหมายหลักถึงปี 2030 คือการเติบโตผ่านความเป็นเลิศด้านลูกค้า, การเปลี่ยนแปลงด้วยเทคโนโลยี, การลดต้นทุน และการสร้างมูลค่าให้ผู้ถือหุ้น
ในแง่ตัวเลขทางการเงิน เทเลนอร์คาดว่าจะบันทึกกำไรทางบัญชีประมาณ 14,700 ล้านโครนนอร์เวย์ จากการปิดดีลส่วนแรก ซึ่งจะรวมผลจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศที่เคยบันทึกไว้ก่อนหน้านี้ และดีลทั้งหมดคาดว่าจะปิดภายในไม่กี่เดือนข้างหน้า
***ตลาดไทย (ไม่) กระทบ?
การที่เทเลนอร์ขายหุ้นออกไปเช่นนี้ อาจมีผลไม่ทางตรงก็ทางอ้อมต่อความกังวลเรื่องการผูกขาดตลาดโทรคมนาคม ที่เคยมีการร้องเรียนอย่างหนักหน่วงตอนการควบรวม True-dtac
ยังไม่แน่ชัดว่าดีลเกี่ยวข้องกับข้อกังวลเรื่องการควบรวมปี 2566 ที่ทำให้ True กลายเป็นผู้เล่นเบอร์หนึ่งของตลาดไทย มีส่วนแบ่งตลาดสูงถึงราว 50-60% ในบางเซกเมนต์ ส่งผลให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์และการร้องเรียนจากกลุ่มผู้บริโภค คู่แข่ง (โดยเฉพาะ AIS) และองค์กรคุ้มครองผู้บริโภค ว่าอาจลดการแข่งขัน ลดตัวเลือกของผู้บริโภค ทำให้ราคาบริการสูงขึ้น หรือชะลอนวัตกรรม แม้สุดท้าย กสทช. จะอนุมัติการควบรวมพร้อมมาตรการเยียวยาบางประการ แต่ข้อกังวลเรื่องผูกขาดก็ยังคงถูกพูดถึงอยู่
สิ่งหนึ่งที่แน่นอนคือเมื่อเทเลนอร์ถอนตัวและขายหุ้นให้ Arise ของศุภชัย ย่อมทำให้โครงสร้างการถือหุ้นของ True เปลี่ยนไปสู่การเป็นบริษัทไทยแท้มากขึ้น อำนาจควบคุมที่ชัดเจนและเข้มข้นยิ่งขึ้นย่อมต่างเดิมที่เทเลนอร์ถือหุ้นราว 30% และมีอิทธิพลผ่านบอร์ด
ส่วนในแง่การแข่งขัน มีความเป็นไปได้สูงว่าโครงสร้างตลาดยังคงเหมือนเดิมในมิติหลัก โดยจำนวนผู้เล่นหลักยังเป็น 3 ราย คือทรู เอไอเอส และ NT ซึ่งส่วนแบ่งตลาดของ True อาจยังสูงเท่าเดิมไปอีกระยะ
อย่างไรก็ตาม การขายหุ้นรอบนี้ไม่ได้มีผลเพิ่มหรือลดฐานลูกค้า ขณะเดียวกันก็ไม่ได้ทำให้การถือครองคลื่นความถี่เปลี่ยนแปลง รวมถึงโครงข่ายพื้นฐานที่ยังคงเดิม ดังนั้น จึงมีกระแสว่าข้อกล่าวหาหรือข้อกังวลเรื่องผูกขาดที่เกิดจากการควบรวม อาจไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากดีลนี้ ซึ่งมีบางเสียงมองว่าไม่ได้ทำให้สถานการณ์ดีขึ้นหรือแย่ลงอย่างมีนัยสำคัญในเชิงโครงสร้างตลาด
อีกมุมน่าคิดที่เพิ่มเติมเข้ามา คือแม้การเป็นบริษัทไทยเต็มตัว อาจทำให้ True ตัดสินใจได้คล่องตัวขึ้น ไม่ต้องประสานกับพาร์ทเนอร์ต่างชาติ สามารถลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ได้เร็วขึ้นเพื่อแข่งกับคู่แข่งทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งสุดท้ายผู้บริโภคก็อาจได้ประโยชน์ แต่ในแง่ลบ การที่สิทธิ์ความเป็นเจ้าของนั้นรวมศูนย์อยู่ในมือกลุ่มทุนใหญ่ไทยกลุ่มเดียวมากขึ้น อาจทำให้เกิดการตัดสินใจที่เอื้อประโยชน์ภายในกลุ่มมากเกินไป หรือลดแรงจูงใจในการแข่งขันแบบดุเดือดอย่างที่เคยมีพาร์ทเนอร์ต่างชาติเข้ามาถ่วงดุล
สรุปแล้ว เวลานี้ยังเร็วเกินไปที่จะฟันธงว่าดีลนี้มีหรือไม่มีลับลมคมใน แต่สิ่งที่แน่นอนคือเทเลนอร์อาจต้องการให้เราเข้าใจว่า ดีลนี้เป็นแค่เรื่องกลยุทธ์ธุรกิจที่มีเป้าหมายเพื่อสร้างมูลค่าให้ผู้ถือหุ้นเท่านั้น ไม่มีอะไรซับซ้อนอย่างที่บางคนอาจคิดมากไปเอง.


