แซส (SAS) บริษัทซอฟต์แวร์รายใหญ่ส่งสัญญาณชวนเตรียมตัวให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของวงการการเงินไทย เมื่อเทคโนโลยี Generative AI (GenAI) ไม่ได้เป็นเพียงลูกเล่นทางเทคโนโลยีอีกต่อไป แต่กำลังจะกลายเป็นหัวใจที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ นำพาคนไทยเข้าสู่ยุค Banking 5.0 อย่างเต็มรูปแบบในปี 2026
นายณัฐพล อภิลักษณ์โตยานันท์ กรรมการผู้จัดการประจำประเทศไทย แซส ชี้ว่าในปี 2026 เทคโนโลยี GenAI จะเข้ามาเร่งการทำงานอัตโนมัติในกระบวนการที่ซ้ำซ้อนอย่างมีนัยสำคัญ ช่วยยกระดับการตรวจจับการทุจริตและการตัดสินใจด้านสินเชื่อแบบก้าวกระโดด พร้อมขับเคลื่อนประสบการณ์ลูกค้าที่มีความเฉพาะบุคคล (Personalized) ในทุกจุด ส่งผลให้ธนาคารไทยเดินหน้าเข้าสู่เส้นทางของ Banking 5.0 อย่างเป็นรูปธรรม
"อย่างไรก็ตาม การปลดล็อกศักยภาพของ GenAI อย่างแท้จริงจำเป็นต้องอาศัยปัจจัยสำคัญสองประการ ได้แก่ ข้อมูลที่มีคุณภาพสูง อยู่ภายใต้การกำกับดูแลที่ดี (data governance) และ การพัฒนาและใช้งาน AI อย่างมีหลักการ น่าเชื่อถือ และตรวจสอบได้ (principled and trustworthy AI)"
รายงานจาก PwC Thailand CEO Outlook เผยว่าผู้นำธุรกิจไทยกว่า 70% มีแผนเร่งลงทุนใน GenAI ภายใน 1-2 ปีข้างหน้า ซึ่งทาง SAS ผู้นำด้าน AI และ Analytics เชื่อว่านี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญที่จะผลักดันธนาคารไทยเข้าสู่ยุคที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลขั้นสูง (Advanced Data) โดยความน่าตื่นเต้นของยุค Banking 5.0 ไม่ใช่แค่การทำงานที่เร็วขึ้น แต่คือ "Hyper-personalization" หรือการที่ธนาคารจะรู้จักลูกค้า ดีกว่าที่ลูกค้ารู้จักตัวเอง
SAS ชี้ว่า AI จะช่วยให้ธนาคารจัดสรรผลิตภัณฑ์ ไม่ว่าจะเป็นสินเชื่อ ประกัน หรือการออม ให้เหมาะกับลูกค้าแต่ละคนแบบเจาะจงในระดับ Micro-segments ได้แบบเรียลไทม์
นอกจากนี้ การนำ AI มาใช้ยังช่วยประหยัดต้นทุนได้อย่างมหาศาล โดยมีการคาดการณ์ว่าภาคธนาคารไทยอาจลดต้นทุนได้ถึง 1.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี จากการเพิ่มประสิทธิภาพระบบงานและบริการลูกค้า
***Virtual Bank สมรภูมิใหม่ไร้สาขา
อีกหนึ่งไฮไลต์ที่น่าจับตามองคือการเตรียมเปิดตัว Virtual Bank ในไทยช่วงปี 2026 ซึ่งแตกต่างจากธนาคารดั้งเดิมตรงที่ Virtual Bank จะไม่มีสาขา และต้องพึ่งพาการตัดสินใจด้วยข้อมูล 100% ตั้งแต่การเปิดบัญชีไปจนถึงการอนุมัติสินเชื่อ
ณัฐพลอธิบายว่าเทคโนโลยี AI จะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการสร้าง Financial Inclusion หรือการเข้าถึงบริการทางการเงิน โดยการใช้ "ข้อมูลทางเลือก" (Alternative Data) มาประกอบการพิจารณาสินเชื่อ ช่วยให้คนที่มีประวัติเครดิตน้อย (Underbanked) มีโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้มากขึ้นด้วยความแม่นยำและเป็นธรรม
แต่ท่ามกลางความล้ำสมัย ณัฐพลเชื่อว่าตัวเปลี่ยนเกมหรือ Game Changers ที่แท้จริงในปี 2026 คือการบริหารความเสี่ยงและการป้องกันการทุจริตแบบเรียลไทม์
เนื่องจากการทุจริตในเอเชียแปซิฟิกมีแนวโน้มสูงขึ้น การใช้ AI เข้ามาช่วยตรวจจับความผิดปกติจะช่วยลดความสูญเสียและลดการแจ้งเตือนผิดพลาด (False Positives) ได้อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งกรณีศึกษาจากลูกค้า SAS อย่าง "กรุงศรี คอนซูมเมอร์" พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า การใช้ Analytics และ AI ช่วยเพิ่มความแม่นยำในการตรวจจับการทุจริตและยกระดับประสบการณ์ลูกค้าได้จริง
*** ใช้ AI ต้องมีความรับผิดชอบ
แน่นอนว่าการก้าวสู่ยุคใหม่นี้ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ซึ่ง SAS ชี้ว่ามีความท้าทายไม่ต่ำกว่า 3 ด้านที่ต้องเร่งจัดการรับปี 2026 โดยด้านแรกคือบุคลากร (Talent) เพราะสงครามแย่งชิงคนเก่งด้าน AI จะรุนแรงขึ้น องค์กรต้องเร่งพัฒนาทักษะพนักงาน และด้านที่ 2 คือธรรมาภิบาล (Governance) ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ที่สุด
"ภายใต้การกำกับของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) การใช้ AI ต้องโปร่งใส ตรวจสอบได้ และอธิบายได้"
ด้านที่ 3 คือความเสี่ยงไซเบอร์ (Cyber Risk) เพราะการโจมตีจะซับซ้อนขึ้น เช่น การป้อนข้อมูลบิดเบือนหลอก AI (Model Poisoning) หรือ Deepfakes องค์กรจึงต้องมีระบบความปลอดภัยของโมเดล AI ที่เข้มงวด
เมื่อถามถึงก้าวต่อไปของธุรกิจไทย ณัฐพลชี้ว่าสำหรับผู้ประกอบการ SME และสถาบันการเงิน คือการเริ่มทันที แต่ต้องเริ่มอย่างมีหลักการ โดยควรเริ่มจากกรณีใช้งานที่ความเสี่ยงต่ำแต่ผลลัพธ์สูง และต้องวางระบบธรรมาภิบาลข้อมูล (Data Governance) ตั้งแต่วันแรก รวมถึงการใช้ข้อมูลสังเคราะห์ (Synthetic Data) เพื่อทดสอบระบบโดยไม่ละเมิดความเป็นส่วนตัวของลูกค้า
"ประเทศไทยมีโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่แข็งแกร่ง และมีเศรษฐกิจดิจิทัลที่เติบโตอย่างรวดเร็ว ทั้งอีคอมเมิร์ซและระบบการชำระเงิน เมื่อผสานกับนโยบายภาครัฐที่เดินหน้าอย่างเป็นระบบ ไม่ว่าจะเป็นยุทธศาสตร์ AI ระดับชาติ แผนระยะยาว 20 ปี รวมถึงบทบาทเชิงรุกของหน่วยงานกำกับดูแลอย่างธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ออกแนวทางกำกับดูแลด้าน AI อย่างชัดเจน ทำให้ประเทศไทยมีแนวโน้มก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในประเทศชั้นนำของอาเซียนในการนำ GenAI มาใช้ในภาคการเงินอย่างมีความรับผิดชอบและอยู่ภายใต้กรอบกำกับดูแล โดยเฉพาะในด้านธนาคารรายย่อย ระบบการชำระเงิน สินเชื่อสำหรับ SMEs และกระบวนการเปิดบัญชีและยืนยันตัวตนดิจิทัล" ณัฐพลทิ้งท้าย.


