“ธาริต” แถลงสรุปสำนวนสั่งฟ้อง 5 ผู้ต้องหาโกงภาษีมูลค่าเพิ่มว่า 4 พันล้าน กรณีร่วมกันนำใบกำกับภาษีปลอมไปขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มจากกรมสรรพากร พร้อมประสานข้อมูล ปปง.แกะเส้นทางการเงินและติดตามจับกุม
เมื่อเวลา 14.30 น.วันที่ 25 ก.ย. ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ พ.ตท.วรรณพงษ์ คชรักษ์ รองอธิบดีดีเอสไอ นายชำนาญ ฉันทวิญ ผบ.สำนักคดีภาษีอากร ดีเอสไอ พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านคดีพิเศษ (ระดับ 9) ดีเอสไอ ร่วมแถลงข่าวมติคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ สั่งฟ้องนายวีรยุทธ แซ่หลก หรือธนยุทธ ดลธนโกเศศ อายุ 28 ปี น.ส.สายธาร แซ่หลก อายุ 32 ปี สองพี่น้องนักธุรกิจค้าของเก่า นายสุรเชษฐ์ มหารำลึก อายุ 27 ปี นายประสิทธิ์ อัญญโชติ อายุ 51 ปี นายกิติศักดิ์ อัญญโชติ อายุ 28 ปี สองพ่อลูก ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา 1325-1329 /2556 ลงวันที่ 31 ก.ค. 2556 ฐานร่วมกันออกและ ใช้ใบกำกับภาษีโดยเจตนานำใบกำกับภาษีที่ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายไปใช้ในการเครดิตภาษี และร่วมกันหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงภาษีมูลค่าเพิ่มตามประมวลรัษฎากร, ร่วมกันปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอม และร่วมกันฉ้อโกง ตามประมวลกฎหมายอาญา ต่อพนักงานอัยการ ได้ขอให้พนักงานอัยการพิจารณาดำเนินการฟ้องคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาเพื่อเรียกเงินคืน กรณีร่วมกันนำใบกำกับภาษีปลอมไปขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มจากกรมสรรพากรมูลค่ากว่า 4,000 ล้านบาท
นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ กล่าวว่า สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ มิ.ย. 2556 ดีเอสไอได้อนุมัติรับคดีพิเศษที่ 115/2556 กรณีกระทรวงการคลัง ร้องทุกข์ขอให้ดำเนินคดีกับกลุ่มนิติบุคคลและผู้เกี่ยวข้อง ซึ่งมีพฤติการณ์ขอคืนเงินภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นเท็จ ในรอบปีภาษี พ.ศ. 2555-2556 มีมูลค่าความเสียหายที่ขอคืนภาษีกว่า 4,000 พันล้านบาท ต่อมาดีเอสไอได้รวบรวมพยานหลักฐานพบว่า กลุ่มบุคคลและนิติบุคคลที่กระทำการขอคืนเงินภาษีมูลค่าเพิ่มอันเป็นเท็จ โดยได้จัดตั้งนิติบุคคลขึ้นหลายบริษัท มีการใช้บุคคลอื่นเข้ามาเป็นกรรมการผู้มีอำนาจ โดยรวบรวมสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้านของบุคคลที่มีภูมิลำเนาอยู่ต่างจังหวัดซึ่งมีฐานะยากจนในพื้นที่หลายจังหวัด หลอกลวงว่าจะนำไปติดต่อเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ทางการเกษตร จากนั้นจะนำเอกสารหลักฐานไปจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคลที่กระทำการเป็นผู้ขายสินค้าแต่ไม่มีการซื้อขายสินค้ากันจริง และเป็นกลุ่มนิติบุคคลที่ดำเนินการขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม
อธิบดีดีเอสไอกล่าวอีกว่า จากผลตรวจสอบข้อมูลพบว่า นิติบุคคลส่วนใหญ่ของกลุ่มผู้ต้องหาได้จดทะเบียนจัดตั้งบริษัทในช่วงเวลาใกล้เคียงกันในปี พ.ศ. 2555 ผู้มีชื่อเป็นกรรมการผู้มีอำนาจหรือผู้ถือหุ้นเป็นบุคคลซ้ำๆ กัน มีที่ตั้งสถานประกอบการเดียวกัน มีการติดต่อเช่าสถานที่เป็นอาคารสำนักงาน หรือห้องพักอาศัย โดยไม่มีการประกอบการใดๆ เพื่อใช้เป็นสถานที่อ้างอิงในการสร้างหลักฐานการซื้อขายสินค้าอันเป็นเท็จมาแสดงต่อเจ้าหน้าที่ โดยมีการจัดตั้งกลุ่มนิติบุคคลที่เป็นผู้ขายสินค้า มาทำหน้าที่ในการออกหลักฐานการขายสินค้า โดยการออกใบกำกับภาษีขายให้กับกลุ่มนิติบุคคลที่เป็นผู้ซื้อสินค้า ผู้ส่งออกและผู้ขอคืนภาษี เพื่อนำใบกำกับภาษีขายดังกล่าวมาเพื่อขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มกับกรมสรรพากร อันเป็นการอำพรางการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ให้เชื่อว่าเป็นนิติบุคคลดังกล่าวมีการดำเนินธุรกิจอยู่จริง กลุ่มผู้กระทำความผิดจะเปิดดำเนินกิจการประมาณ 6-8 เดือน จากนั้นก็ได้ปิดกิจการโดยจดทะเบียนเลิกบริษัท
นายธาริตกล่าวอีกว่า สำหรับการขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม พบว่ากลุ่มผู้ต้องหาที่ได้ทำการจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคลดังกล่าว มีการจัดตั้งนิติบุคคลเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มนิติบุคคลที่มีกิจการรับซื้อขายเศษโลหะภายในประเทศ และกลุ่มนิติบุคคลที่ส่งออกสินค้าประเภทเศษโลหะไปยังต่างประเทศ โดยวัตถุประสงค์เพื่อใช้อ้างและจัดทำเอกสาร แสดงให้ว่ามีการซื้อขายสินค้าประเภทเศษโลหะระหว่างนิติบุคคลทั้ง 2 กลุ่ม โดยนิติบุคคลที่ส่งออกสินค้าประเภทเศษโลหะ และเป็นผู้ขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม จะแสดงต้นทุนเศษโลหะที่รับซื้อสูงกว่าราคาตลาดกว่า 60 เท่า อันเป็นการอำพรางว่าได้ชำระภาษีมูลค่าเพิ่มตามราคาที่รับซื้อแล้วจึงขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มภายหลังจากที่ส่งออกสินค้า ส่วนประเด็นการพิสูจน์การส่งออกของกรมศุลกากร พบว่ามีการสำแดงการส่งออกสินค้าประเภทเศษโลหะอัดก้อนพิเศษในช่วงเดือน มิ.ย. 2555 - มี.ค.2556 กว่า 100,000 ตัน มูลค่ากว่า 60,000 ล้านบาทนั้น จากการสอบสวนพบว่าส่วนใหญ่ไม่มีการส่งสินค้าดังกล่าวออกไปต่างประเทศจริง
นายธาริตกล่าวอีกว่า หลังจากกลุ่มผู้กระทำผิดได้นำใบกำกับภาษีปลอมไปรับเงินคืนภาษีมูลค่าเพิ่มจากรมสรรพกรไปกว่า 4,000 ล้านบาท จากการตรวจสอบพบว่ากลุ่มผู้กระทำผิดจะดำเนินการนำเช็คเงินคืนภาษีมูลค่าเพิ่มเข้าบัญชีบริษัทฯ ที่มีการเปิดบัญชีไว้ที่ธนาคาร และสาขาเดียวกันทั้งหมด เมื่อได้รับเงินคืนภาษีแล้วก็จะทำการโอนเงินสลับไปมา ระหว่างกลุ่มนิติบุคคลที่เป็นผู้ขายสินค้าและกลุ่มนิติบุคคลผู้ขอคืนภาษีหลายครั้ง รวมถึงมีการเบิกถอนเงินสดวันละหลายๆ ครั้งเป็นจำนวนมาก เพื่อให้ยากแก่การตรวจสอบและติดตามเส้นทางทางการเงินและพิสูจน์ทราบว่าสุดท้ายเงินคืนภาษีอากรจะตกแก่ผู้ใด โดยดีเอสไอได้ส่งข้อมูลให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ดำเนินการตรวจสอบทางการเงินต่อไปพร้อมทั้งเร่งสืบสวนตามจับกลุ่มผู้ต้องหาที่หลบหนีหมายจับมาดำเนินคดี
อธิบดีดีเอสไอกล่าวอีกว่า ในส่วนของข้าราชการที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด ซึ่งกระทรวงการคลัง ได้ส่งรายชื่อมาให้รวม 19 คน ซึ่งต่อมาได้เสียชีวิต 1 คนนั้น ดีเอสไอได้แยกส่งเรื่องไปยังสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) พิจารณาตั้งอนุกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริงถึงขั้นตอนการพิจารณาอนุมัติคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม นอกจากนี้ยังได้ส่งผลการสอบสวนไปยังกระทรวงการคลัง เพื่อประกอบการดำเนินการทางการบริหารและวินัยกับข้าราชการของกระทรวงการคลัง และจะหารือกับกรมศุลกากร และกรมสรรพากร เพื่อวางแนวทางการป้องกันไม่ให้เกิดปัญหานำใบกำกับภาษีปลอมไปขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มอีก โดยจะต้องมีการตรวจสอบสินค้าที่อ้างว่าส่งออกต่างประเทศอย่างรัดกุม พร้อมปฏิเสธไม่มีอดีตผู้บริหารระดับสูงของกรมสรรพากรที่ถูกโยกย้าย เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ส่วนการโยกย้ายอาจจะเป็นเรื่องบริหาร



