xs
sm
md
lg

ศาลฎีกาฯ รับฟ้อง “นพดล ปัทมะ” ลงนามแถลงการณ์ร่วมเขาพระวิหารมิชอบ

เผยแพร่:

ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง รับฟ้องคดี ป.ป.ช. ฟ้อง “นพดล ปัทมะ” อดีต รมว.ต่างประเทศปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ลงนามแถลงการณ์ร่วมเขาพระวิหารไทย-กัมพูชา โดยไม่ผ่านสภา พร้อมนัดสอบคำให้การจำเลย 5 ก.ค.นี้



ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง วันนี้ (26 เม.ย.) เมื่อเวลา 10.00 น. นายเอกชัย ชินณพงศ์ ประธานแผนกคดีผู้บริโภคในศาลฎีกา ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนนัดฟังคำสั่ง คดีหมายเลขดำ อม.3/2556 ที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายนพดล ปัทมะ อดีต รมว.ต่างประเทศ และที่ปรึกษากฎหมายของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นจำเลยในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ใดผู้หนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ในกรณีที่ นายนพดลไปลงนามในแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา ฉบับลงวันที่ 18 มิ.ย. 2551 สนับสนุนให้ประเทศกัมพูชาขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก โดยไม่ผ่านการพิจารณาของรัฐสภาไทย

โดยวันนี้ ทีมทนายความ ป.ป.ช. โจทก์ได้มาลงชื่อรับทราบคำสั่งศาล ซึ่งองค์คณะผู้พิพากษาฯ พิจารณาคำฟ้องโจทก์แล้วเห็นว่าคำฟ้องถูกต้องและชอบด้วยกฎหมาย จึงมีคำสั่งให้ประทับรับคำฟ้องคดีนี้ไว้พิจารณาและนัดสอบคำให้การจำเลยในวันที่ 5 ก.ค.นี้ เวลา 13.30 น.

สำหรับคดีนี้ ป.ป.ช.มอบให้ทนายความยื่นฟ้องคดีต่อศาลฎีกาฯ เมื่อวันที่ 19 มี.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งได้บรรยายเหตุการณ์ที่มีการกล่าวหานายนพดลกระทำผิดว่า เมื่อนายสมัคร สุนทรเวช รับหน้าที่นายกรัฐมนตรีแล้ว วันที่ 3-4 มี.ค. 2551 นายสมัครไปพบผู้นำกัมพูชาเรื่องขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก และนายนพดล รมว.ต่างประเทศ ขณะนั้น จำเลยไปหารือกับนายสก อาน รองนายกฯ และรมต.ประจำสำนักนายกฯ กัมพูชา ที่ทางกัมพูชาของให้ไทยสนับสนุนการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหาร จากนั้นจำเลยได้นำแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา ให้ข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศพิจารณา

ทางนายวีรชัย พลาศรัย อธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมายในขณะนั้น มีบันทึกช่วยจำคัดค้านเรื่องดังกล่าว แต่จำเลยไม่เห็นด้วยจึงเสนอ ครม.ให้นายวีรชัย พลาศรัย พ้นจากตำแหน่ง ทั้งที่นายวีระศักดิ์ ฟูตระกูล ปลัดกระทรวงทักท้วง แต่จำเลยยังยืนยันว่าไม่สามารถรวมงานกับอธิบดีที่มีความคิดเช่นนี้ได้ ต่อมาจำเลยยังเดินทางไปเขมรอีก เพื่อหารือกับนายสก อาน เรื่องปราสาทพระวิหาร รวมไปถึงการกำหนดเขตทางทะเลระหว่างประเทศ และจะทำแถลงการณ์ร่วม โดยนำเรื่องเข้าที่ประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ แบบปิดบังอำพรางและมีเหตุจูงใจแอบแฝงอยู่ และเมื่อนำเข้าที่ประชุม ครม.โดยไม่มีเอกสารแจกให้ที่ประชุมพิจารณาล่วงหน้า เพียงแต่แสดงแผนที่บนจอภาพ ใช้เวลา 15 นาที

โจทก์เห็นว่า คำแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชานี้เป็นหนังสือสัญญาซึ่งต้องอยู่ภายใต้บังคับมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญ ต้องขออนุมัติจากรัฐสภา และจะต้องออกเป็น พ.ร.บ.เพื่อให้เป็นไปตามหนังสือสัญญา และรับฟังความเห็นจากประชาชน
กำลังโหลดความคิดเห็น...