คอลัมน์จันทร์ส่องดาว ฉบับนี้ขอนำเสนอ “บุคคลตัวอย่างแห่งปี 2552สาขาป้องกันและปราบปราม” และในปีเดียวกันนั้นเองยังได้รับคัดเลือกจากสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคให้เป็น "บุคคลที่ทำคุณประโยชน์ด้านการคุ้มครองผู้บริโภค ประจำปี 2552" นอกจากนั้นยังได้รับฉายาจากสื่อมวลชนว่าเป็น "มือปราบแชร์ลูกโซ่" อีกด้วย บุคคลที่จะกล่าวถึงในที่นี้คือ พ.อ.ปิยะวัฒก์ กิ่งเกตุ ผู้บัญชาการสำนักคดีอาญาพิเศษ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)
พ.อ.ปิยะวัฒก์ ได้เล่าย้อนชีวิตของการศึกษาตั้งแต่วัยเยาว์ ว่า เริ่มเข้ารับการศึกษาในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาตอนต้นที่ รร.พันธะศึกษา แล้วศึกษาต่อในระดับมัธยมศึกษาตอนปลายที่ รร.อำนวยศิลป์ (พระนคร) จากนั้นเข้าศึกษาในระดับปริญญาตรีที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง รุ่นที่ 1 (พ.ศ.2514) สอบได้เป็นเนติบัณฑิตไทย สมัยที่ 31 (พ.ศ.2521) และเข้ารับการศึกษาอบรมเพิ่มเติมในหลักสูตรต่าง ๆ เช่น หลักสูตรนายทหารปฏิบัติการจิตวิทยาฝ่ายอำนวยการ (สจว.) รุ่นที่ 60 หลักสูตรวิทยาลัยการทัพเรือ (วทร.) รุ่นที่ 29 และหลักสูตรนักบริหารระดับสูง (นบส.) รุ่นที่ 62
อย่างไรก็ตาม เมื่อเรียนจบแล้ว พ.อ.ปิยะวัฒก์ บอกว่า ได้รับการบรรจุเข้ารับราชการครั้งแรกในตำแหน่ง "อัยการผู้ช่วยศาลทหารกรุงเทพ" สำนักงานอัยการทหาร กรมพระธรรมนูญ กระทรวงกลาโหม และได้รับการปรับย้ายหมุนเวียนไปดำรงตำแหน่งต่าง ๆ ตามแนวทางการรับราชการของเหล่าทหารพระธรรมนูญ จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2534 ได้รับการบรรจุในตำแหน่ง "ตุลาการพระธรรมนูญ ประจำสำนักตุลาการทหาร" โดยได้รับคำสั่งให้ไปปฏิบัติหน้าที่ที่ศาลมณฑลทหารบกที่ 12 จ.ปราจีนบุรี และศาลมณฑลทหารบกที่ 14 ค่ายนวมินทราชินี จ.ชลบุรี และศาลมณฑลทหารบกที่ 14 ฐานทัพเรือสัตหีบ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี หลังจากนั้นจึงได้ย้ายกลับไปรับราชการที่สำนักตุลาการทหาร ในตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายงานคณะกรรมการตุลาการทหาร ซึ่งเป็นเลขานุการคณะกรรมการตุลาการทหาร (กตท.) โดยตำแหน่ง แล้วจึงย้ายกลับไปปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่ง "ตุลาการพระธรรมนูญศาลทหารกรุงเทพ" "ตุลาการพระธรรมนูญหัวหน้าคณะฝ่ายศาลทหารกรุงเทพ" และ "ตุลาการพระธรรมนูญรองหัวหน้าศาลทหารกรุงเทพ" ตามลำดับ จนกระทั่งในวันที่ 5 เมษายน 2547 ได้ตัดสินใจโอนไปรับราชการที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ในตำแหน่ง "พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ 8 ปฏิบัติหน้าที่หัวหน้ากลุ่มงานคดีความเห็นแย้ง" แล้วเลื่อนขึ้นดำรงตำแหน่ง "พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ 9 ชช. ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านคดีพิเศษ" เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2547 และเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2550 ได้เลื่อนขึ้นดำรงตำแหน่ง"ผู้บัญชาการสำนักคดีอาญาพิเศษ" ตลอดมาจนถึงปัจจุบัน
พ.อ.ปิยะวัฒก์ เล่าต่อไปว่า ผลงานภาคภูมิใจ เรื่องแรกได้รับมอบหมายให้เป็นประธานคณะทำความเห็นแย้ง “คดีบุกรุกป่ากระปง จ.พังงา” ซึ่งอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องนายวัฒนา อัศวเหม ได้มีโอกาสนำความรู้จากการปฏิบัติหน้าที่ตุลาการพระธรรมนูญในศาลทหาร มาใช้ในการเขียนความเห็นแย้งให้อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษลงนามเสนอไปยังอัยการสูงสุด และอัยการสูงสุดได้มีคำสั่งเด็ดขาดให้สั่งฟ้องนายวัฒนาฯ
และผลงานที่ประทับใจ อีกเรื่องคือ "คดีฆ่าแขวนคอ" ที่ จ.กาฬสินธุ์ แล้วนำไปแขวนคอเป็นฆาตกรรมอำพรางที่ อ.จังหาร จ.ร้อยเอ็ด โดยใรพ.อ.ปิยะวัฒก์ ในฐานะเป็นหัวหน้าพนักงานสืบสวนสอบสวนคดีพิเศษ ได้สรุปสำนวนการสอบสวนมีความเห็นสั่งฟ้องเจ้าหน้าที่ของรัฐ จำนวน 6 คน ขณะนี้คดีอยู่ระหว่างการสืบพยานในชั้นศาล คาดว่าจะเสร็จสิ้นการสืบพยานในเดือนมิถุนายน 2554 นี้ นอกจากนี้ยังมีคดีฆาตกรรมประชาชนในพื้นที่ จ.เชียงราย ซึ่งเจ้าหน้าที่ของรัฐได้ร่วมกันวางแผนลวงประชาชนไปฆ่าแล้วทำเป็นวิสามัญฆาตกรรม โดยได้สรุปสำนวนและมีความเห็นสั่งฟ้องเจ้าหน้าที่ของรัฐ จำนวน 3 คน ขณะนี้คดีอยู่ระหว่างการสืบพยานในชั้นศาลเช่นกัน
พ.อ.ปิยะวัฒก์ ยังกล่าวด้วยว่า ในส่วนของคดีแชร์ลูกโซ่ ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2550 จนถึงปัจจุบัน ได้มีการดำเนินคดีกับบริษัทที่กระทำผิดไปแล้วกว่า 30 บริษัท คิดเป็นมูลค่าความเสียหายหลายพันล้านบาท นอกจากนั้นยังมีคดีทุจริตประพฤติมิชอบและคดีฮั้วประมูลอีกหลายคดี ไม่ว่าจะเป็น คดีทุจริตรับสินบนของอดีตผู้ว่าการท่องเที่ยวฯ คดีทุจริตโครงการรับจำนำมันสำปะหลังที่เกิดขึ้นในพื้นที่ จ.อุบลราชธานี จ.สระแก้ว จ.ลพบุรี และ จ.กำแพงเพชร ฯลฯ คดีทุจริตฮั้วประมูลนมโรงเรียน
ทั้งนี้ คดีพิเศษที่ประทับใจและภาคภูมิใจอีกคดีหนึ่งคือ "คดีบุกรุกป่าสบกก ป่าสงวนแห่งชาติ" ที่สามารถสืบสวนสอบสวนและรวบรวมพยานหลักฐานจนนำไปสู่การดำเนินคดีกับผู้ต้องหาที่เข้าไปบุกรุกรวมทั้งนายทุนได้เป็นผลสำเร็จ
พ.อ.ปิยะวัฒก์ ได้บอกแง่คิดและหลักปฏิบัติในการทำงาน ว่า เน้นการยึดมั่นและยืนหยัดในสิ่งที่ถูกต้อง ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต โดยยึดถือผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญ ซึ่งเป็นสิ่งที่ พ.อ.ปิยะวัฒก์ ยึดถือเป็นแนวทางปฏิบัติในการทำงานตลอดมา และจะไม่ยอมก้มหัวให้กับ "ความอยุติธรรม" ใด ๆ ทั้งสิ้น
ขณะเดียวกัน พ.อ.ปิยะวัฒก์ ได้ให้เหตุผลที่โอนมาทำงานที่ดีเอสไอ ว่า เพราะอยากเห็นต้นสายธารของกระบวนการยุติธรรม มีความโปร่งใส และยุติธรรม เพื่อสร้างความเป็นธรรมให้เกิดขึ้นในกระบวนการยุติธรรม ซึ่งพ.อ.ปิยะวัฒก์ คิดว่าประสบการณ์จากการทำงานในกระบวนการยุติธรรมมาร่วม 30 ปี คงจะนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์กับการสืบสวนสอบสวนคดีพิเศษได้ และน่าจะมีส่วนช่วยให้เกิดความเป็นธรรมขึ้นในกระบวนการยุติธรรมได้บ้างไม่มากก็น้อย
อย่างไรก็ดี แม้ว่าจะรู้สึกผิดหวังนิด ๆ แต่ก็ต้องยืนหยัดต่อสู้เพื่อความเป็นธรรม แม้ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา จะต้องพบกับอุปสรรคปัญหาข้อขัดข้องนานานับประการ เคยท้อบ้าง แต่ไม่เคยคิดถอย เพราะ "อุปสรรคมีไว้ฟันฝ่า ปัญหาข้อขัดข้องมีไว้แก้ไข"
พ.อ.ปิยะวัฒก์ กล่าวไว้น่าสนใจว่า อุปสรรค ปัญหาข้อขัดข้อง ล้วนเป็นการสร้างประสบการณ์ให้กล้าแกร่ง ไม่หวั่นไหวแม้อยู่ในสถานการณ์คับขันเพียงใด ต้องพร้อมสู้กับทุกสถานการณ์ที่เข้ามากระทบหรือที่กำลังเผชิญ ซึ่งพ.อ.ปิยะวัฒก์ บอกว่าได้เคยกล่าวกับผู้ใต้บังคับบัญชาในสำนักคดีอาญาพิเศษเสมอว่า "ต้องฟันฝ่าและข้ามพ้นอุปสรรคไปพร้อมกันให้จงได้" และนี่คือปณิธานของ พ.อ.ปิยะวัฒก์ กิ่งเกตุ ผู้บัญชาการสำนักคดีอาญาพิเศษบุคคลตัวอย่างสาขาป้องกันและปราบปราม หรือที่สื่อมวลชนให้ฉายาว่าเป็น "มือปราบแชร์ลูกโซ่"



