xs
xsm
sm
md
lg

จีนใช้กฎหมายยกระดับการท่องเที่ยว แก้ไขพฤติกรรมนักท่องเที่ยว

เผยแพร่:   โดย: MGR Online

อาหมวยกำลังชูธงชาติจีน ขณะมาเที่ยวกับพ่อแม่ในวันหยุดวันชาติ ณ จัตุรัสเทียนอันเหมิน กรุงปักกิ่ง วันที่ 1 ต.ค. ผู้นำจีนกำลังรณรงค์ปรับปรุงพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวจากแผ่นดินใหญ่อันเป็นที่โจษจันทั่วโลก ได้แก่ การถ่มน้ำลายไม่เป็นที่ ทิ้งขยะเกลื่อนกราดตามที่สาธารณะ การปัสสาวะในสระ การขโมยสิ่งของอย่างแจ๊กเก็ตช่วยชีวิตบนเครื่องบิน การปีนเหยียบเล่นโบราณสถาน เป็นต้น (ภาพ เอเอฟพี)
Astvผู้จัดการออนไลน์--เมื่อเศรษฐกิจประเทศจีนเจริญ ประชาชนมั่งคั่งขึ้น ชาวจีนมีกินมีใช้ ทั้งยังเหลือทุนทรัพย์สำหรับการเดินทางท่องเที่ยว ปัจจุบันจีนได้กลายเป็นตลาดนักท่องเที่ยวต่างแดนอันดับหนึ่งของโลก โดยตัวเลขการเดินทางออกนอกเขตแดนจีนในปี 2554 เท่ากับ 78.4 ล้านเที่ยว/คน ซึ่งเป็นอัตราสูงกว่าชาติยักษ์ใหญ่อื่นๆ ได้แก่ สหรัฐฯ 1.2 เท่า ญี่ปุ่น 3.5 เท่า

แต่ผู้นำจีนก็ต้องกุมขมับกลุ้มความวุ่นวายที่ทำลายภาพลักษณ์ของประเทศชาติ ทั้งแพคเกจท่องเที่ยวราคาถูก ที่เรียกว่า “ทัวร์ศูนย์เหรียญ” ซึ่งผูกเงื่อนไข “บังคับให้ลูกทัวร์ซื้อสินค้า” นักท่องเที่ยวถูกลากถูกหลอกไปซื้อสินค้าที่โก่งราคาสูงลิบ

และอีกเรื่องที่เป็นที่โจษจันไปทั่วโลกคือ พฤติกรรมที่ไม่ศิวิไลซ์ของนักท่องเที่ยวจีนกลุ่มหนึ่ง ด้านกลุ่มผู้นำจีนออกมายอมรับถึงปัญหานี้หลายครั้ง และในที่สุดก็ได้ถือฤกษ์วันชาติจีน 1 ต.ค. หรือวันสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีน ที่ครบรอบ 64 ปี ในปีนี้ เดินหน้ามาตรการใหญ่เพื่อปรับปรุงการท่องเที่ยวเสียที

จีนได้บังคับใช้กฎหมายการท่องเที่ยวฉบับแรกของประเทศในวันชาติ พุ่งเป้าจัดการกับ “ทัวร์ศูนย์เหรียญ” โดยระบุห้ามบรรดาสำนักงานจัดการท่องเที่ยว บังคับลูกทัวร์ซื้อสินค้า หรือบริการจากการกิจกรรมทางเลือกต่างๆ พร้อมกำหนดโทษสำหรับผู้ฝ่าฝืน เป็นโทษปรับ ระหว่าง 30,000-300,000 หยวน หรือราว 150,000 ถึง 1 ล้าน 5 แสนบาท และถูกเพิกถอนใบอนุญาตการดำเนินธุรกิจโดยทันทีอีกด้วย

พร้อมกันนี้ การท่องเที่ยวแห่งประเทศจีน ก็ออกหลักแนะแนว 64 หน้า เป็นกฎระเบียบเรียกร้องนักท่องเที่ยวจีน ประพฤติตัวตามบรรทัดฐานที่ศิวิไลซ์

กลุ่มสื่อท้องถิ่นในแดนมังกรก็ให้ความสนใจกับประเด็นพฤติกรรมนักท่องเที่ยวจีนกันมาก ก่อนหน้า “สัปดาห์ทองวันหยุด” ในวาระวันชาติจีนปีนี้ ผู้สื่อข่าวจีนแห่ง “หนันตู” (南都)ได้ออกเดินทางมาเจาะข่าว รวบรวมข้อเท็จจริงเกี่ยวกับพฤติกรรมนักท่องเที่ยวจากแผ่นดินใหญ่ ที่สร้างความไม่พอใจแก่คนในท้องถิ่น โดยพุ่งตรงมาที่ประเทศไทย เป้าหมายปลายทางยอดนิยมแห่งหนึ่งของนักท่องเที่ยวจีน

กลุ่มนักท่องเที่ยวจีนเข้ามาเที่ยวประเทศไทยเพิ่มจำนวนขึ้นทุกวัน ปี 2555 เฉพาะนักท่องเที่ยวจากแผ่นดินใหญ่มายังไทย มีจำนวน 2.817 ล้านคน เปรียบเทียบกับปี 2554 จำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่มายังไทย เพิ่มเท่ากับ 1.1 ล้านคน รวมชาวจีนจากฮ่องกง มาเก๊า และไต้หวัน เท่ากับ 3.7 ล้านคน โดยเฉลี่ยมีชาวจีนมาเที่ยวไทย มากกว่า 1 หมื่นคนในแต่ละวัน นักท่องเที่ยวจีนกลายเป็นตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติอันดับหนึ่งของไทย ระหว่าง 8 เดือนแรกของปี 2556 นี้ นักท่องเที่ยวจากแผ่นดินใหญ่ที่มายังไทย 3.220 ล้านคน คาดการณ์จำนวนชาวจีนที่เดินทางมาไทยทั้งปีนี้ จะทะลุ 4 ล้านคน

ผู้สื่อข่าวจีนระบุว่าไทยทั้งรักทั้งชังกลุ่มนักท่องเที่ยวจีน ที่รักนั้นก็เพราะนักท่องเที่ยวจีนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ส่วนที่ชังนั้นก็เพราะเหตุความขัดแย้งทางวัฒนธรรม และพฤติกรรมที่ไม่ศิวิไลซ์ของชาวจีน

ทั้งฝ่ายไทย และฝ่ายจีนเอง ก็ได้พยายามแก้ไขปัญหาฯ ในปีนี้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ได้ออกรายงาน “ผลกระทบการพัฒนาการท่องเที่ยว” ในรายงานฉบับนี้ได้ระบุพฤติกรรมของกลุ่มนักท่องเที่ยวจีนที่คนไทยไม่ชอบมากที่สุด ได้แก่ การพูดคุยเสียงดังลั่น การทะเลาะวิวาทกันในที่สาธารณะ
นี่เป็นภาพพฤติกรรมที่ไม่ศิวิไลซ์ของชาวจีนภาพหนึ่ง ที่สื่อจีนนำออกมาเผยแพร่ ในภาพ: พ่อแม่กำลังช่วยลูกปีนกำแพงโบราณ อายุ ราว 600 ปี ในนครหนันจิง ระหว่างท่องเที่ยว “สัปดาห์ทองวันหยุด” เนื่งในวันชาติจีน 1 ต.ค. ที่ผ่านมา (ภาพ ซินหวา)
ด้านผู้สื่อข่าวจีนที่มาสำรวจพฤติกรรมนักท่องเที่ยวจีนในประเทศไทย ได้ฉายภาพความขัดแย้ง และพฤติกรรมที่ไม่ศิวิไลซ์ ของนักท่องเที่ยวจีน ให้แก่ชาวจีนแผ่นดินใหญ่ ได้รับรู้ถึงธรรมเนียมปฏิบัติ และพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมที่ทำลายภาพลักษณ์ประเทศชาติตัวเอง ดังนี้

1) การถ่ายรูปในวัด ถือเป็นการไม่เคารพ
ผู้สื่อข่าวจีนได้เล่าความวุ่นวาย ที่เขาได้ประสบเมื่อวันที่ 23 ก.ย.ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ได้หยุดนักท่องเที่ยวจีนจำนวนหนึ่งที่สวมเสื้อขากุด กางเกงขาสั้น ไม่ให้เข้าไปเยี่ยมชมพระบรมมหาราชวัง หรือวัดพระแก้ว ไกด์นำเที่ยวบ่นเสียงดังว่า “เตือนพวกคุณหลายครั้งแล้วก็ไม่เชื่อ ตอนนี้ต้องวิ่งหาซื้อกางเกงขายาวมาเปลี่ยน ถึงจะได้เข้าไป”

“มักจะมีนักท่องเที่ยว หนึ่ง หรือ สองคน ที่ดื้อรั้น ไม่ทำตามคำขอร้อง ที่ยากไปกว่านั้นคือการห้ามถ่ายภาพ นักท่องเที่ยวมักฉวยโอกาสตอนที่เจ้าหน้าที่เผลอถ่ายภาพ เมืองไทยห้ามถ่ายภาพในวัด เนื่องจากเชื่อกันว่าแสงเฟลชจากกล้องจะกระทบต่อพลังสิ่งศักดิ์สิทธิ ในวัดพระแก้ว มักจะเห็นชาวจีนพูดตระโกนกันเสียงดังลั่น ตามประตูทางเข้าก็มักเห็นชาวจีนยื้อแย่งแซงคิว ไม่เข้าแถว...” ไกด์นำเที่ยวสาว แซ่ หวัง เล่า

2) ปีนป่ายกำแพง เพื่อถ่ายภาพ
ในบริเวณวัดแห่งหนึ่งในเมืองพัทยา ที่หลังรูปปั้นกระบือตัวหนึ่ง มีอักษรภาษาจีน เขียนว่า “อย่าจับเขาควาย อย่าปีนขึ้นไปนั่งบนหลังควาย” ไกด์นำเที่ยวซึ่งเป็นชาวท้องถิ่น ชื่อ เหลียง เล่าว่า นักท่องเที่ยวจีนชอบปีนขึ้นไปนั่งบนหลังควายเพื่อถ่ายรูป ภายในวัดพระแก้ว มีกำแพงเตี้ยๆ หลายแห่ง มีป้ายเขียนข้อความ อย่างเช่น “ห้ามนั่ง ห้ามนอน ห้ามยืนบนกำแพง” แต่แม่ๆชาวจีนก็ชอบอุ้มลูกน้อยยืนบนกำแพงเพื่อถ่ายรูปแม้เจ้าหน้าที่เข้ามาห้าม ก็ยังไม่ฟัง

กลุ่มนักท่องเที่ยวจีน ทิ้งขยะไม่เป็นที่เป็นทาง ก็เป็นภาพที่พบเห็นบ่อย นอกจากนี้ การราดน้ำ หรือกดน้ำทำความสะอาดโถชักโครก ก็เป็นสิ่งที่ชาวจีนมักไม่ทำกัน
รูปปั้นกระบือในวัดแห่งหนึ่งที่เมืองพัทยา เขียนข้อความภาษาจีนไว้บนหลัง ว่า “ห้ามปีน” (ภาพสื่อจีน “หนันตู”)
3) การพูดคุยเสียงดัง
ภาพชาวจีนชอบพูดคุยกันเสียงดังลั่น เป็นภาพลักษณ์หนึ่งของชาวจีน ที่ชาวไทยเห็นมานานจากอดีต ตามสถานที่ท่องเที่ยวมักติดป้ายภาษาจีน “โปรดเงียบ” ไว้ แม้กระนั้นในเช้ามืดวันที่ 26 ก.ย. แม่ๆชาวจีนกลุ่มหนึ่ง เคาะประตูตระโกนเสียงดังลั่นระเบียงทางเดินในโรงแรม เพื่อปลุกลูกๆให้ตื่นไปขึ้นเรือไปเที่ยวเกาะ อย่างไม่นึกเกรงใจแขกที่กำลังนอนหลับในห้องอื่นๆ

4) ละเมิดกฎหมาย เล่นการพนัน
การพนันเป็นสิ่งผิดกฎหมายในประเทศไทย ยกเว้น เล่นหวย ขายล็อตเตอรี่ เมื่อกรุ๊ปทัวร์จีนมาถึงประเทศไทย ไกด์นำเที่ยวมักย้ำเตือนเรื่องห้ามเล่นการพนัน แต่นักท่องเที่ยวจีนหลายคน ก็มัก “ทำหูทวนลม” เมื่อวันที่ 25 ก.ย. นักท่องเที่ยวจีนกลุ่มหนึ่งเปิดห้องเล่นการพนันกันในโรงแรมแห่งหนึ่ง ที่พัทยา ส่งเสียงร้องกันดังลั่น

อีกปัญหาหนึ่ง ที่ไกด์นำเที่ยวปวดหัวกันมาก คือ การสูบบุหรี่ ซึ่งไทยมีกฎหมายห้ามอย่างเคร่งครัด ไกด์นำเที่ยวสาวแซ่หวัง บอกว่า นักท่องเที่ยวจีนก็พากันแอบสูบบุหรี่ในห้องน้ำ ในเดือนส.ค.ที่ผ่านมา สถานทูตจีนประจำกรุงเทพฯได้ออกประกาศเตือนนักท่องเที่ยวจีน ทัวร์จีนกลุ่มหนึ่งนำบุหรี่จำนวนมากเข้ามายังดินแดนไทย จนถูกเจ้าหน้าที่ศุลกากรยึดของกลางและปรับเงิน นักท่องเที่ยวคิดว่าเจ้าหน้าที่ไทยปรับเงินสูงมากเกินไทย ไม่ยอมจ่าย จนมีเรื่องทะเลาะวิวาทถึงขั้นเกือบวางมวยกัน จึงถูกจับกุมตัว

ทนายความเผยว่า นักท่องเที่ยวจีนไม่ยอมจ่ายค่าปรับตามกฎหมาย ทั้งยังทำลายร่างกายเจ้าหน้าที่ จึงถูกจับกุมตัวเพื่อดำเนินคดี ต้องอยู่ในคุกไทยอย่างน้อยสองเดือน จึงได้รับหมายเรียกตัวมาให้การในศาล

ล่าสุดสถานทูตจีนได้ประกาศเตือนอีกครั้ง แจ้งให้ชาวจีนที่เดินทางมายังไทย ปฏิบัติตามกฎหมายไทย และข้อห้ามตามประเพณีหรือธรรมเนียมท้องถิ่นอย่างเคร่งครัด

จู เหว่ยตง เจ้าหน้าที่กงสุลแห่งสถานทูตจีนประจำกรุงเทพฯ กล่าวว่า นักท่องเที่ยวจีนกลุ่มหนึ่งมีพฤติกรรมไม่ศิวิไลซ์ ได้สร้างความเดือนร้อนแก่ตัวเอง อาทิ การนำสุราและบุหรี่เข้ามาในไทยเกินปริมาณที่กฎหมายรับรอง จนถูกจับกุม และดำเนินคดี นักท่องเที่ยวบางกลุ่มไม่รักษาสิ่งแวดล้อม บางครั้งถึงกับทำลายโบราณสถาน-โบราณวัตถุ ทำให้คนท้องถิ่นรังเกียจและต่อต้านชาวจีน เป็นต้น
กฎหมายใหม่ ห้าม “บังคับช้อปปิ้ง” ดันราคาทัวร์ต่างแดนในจีน แพงขึ้นอย่างถนัด ในภาพ ป้ายโฆษณาแพคเกจทัวร์  ได้แก่ สิงคโปร์-มาเลเซีย 3,899 หยวน, ไทย 3,999 หยวน, บรูไน 2,999 หยวน ฮานอย-ฮาลอง เบย์ 2,499 หยวน และแพคเกจทัวร์ข้ามทวี ได้แก่ แอฟริกา-ตะวันออกกลาง 6,399 หยวน, ยุโรป 9,699 หยวน เป็นต้น (ภาพ เอเจนซี)
แต่กฎหมายการท่องเที่ยวใหม่ของจีน ที่ห้ามบังคับให้ลูกทัวร์จับจ่ายซื้อของ ส่งผลให้ราคาแพคเกจทัวร์ต่างแดนในแผ่นดินใหญ่ ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมาก เนื่องจากสำนักงานจัดการท่องเที่ยวต้องจ่ายให้ไกด์นำเที่ยวมากขึ้น ทดแทนรายได้ของไกด์ ที่ก่อนหน้าจะมีรายได้จากค่าคอมมิสชั่นจากจากร้านค้าต่างๆที่พาลูกทัวร์ไปจับจ่ายซื้อของ

สื่อจีนอ้างข้อมูลจากสำนักงานจัดการท่องเที่ยวหลายรายในจีน รายงานว่า ราคาแพคเกจทัวร์ไปยังประเทศไทย และฮ่องกง ดีดตัวสูงขึ้นมากที่สุดจากราคาเดิม โดยเฉพาะราคาทัวร์ไทยสูงมากกว่า 2 เท่า ส่งผลให้ยอดขายแพคเกจทัวร์ตกลง

ทุกอย่างจะปรับตัวสู่สมดุล ไม่มีอะไรที่ได้มาฟรีๆอย่างไม่มีเหตุผลที่เหมาะสม.