xs
xsm
sm
md
lg

“ฮา จัง เจ๊ก” ปัญหาหนักอกที่เชียงใหม่

เผยแพร่:   โดย: กิตตินันท์ นาคทอง

ภาพจากแฟนเพจเฟซบุ๊ก ฮา จัง เจ๊ก
สมัยที่ผมเรียนชั้นมัธยมปลาย เชียงใหม่ถือเป็นจังหวัดหนึ่งที่ผมอยากจะขึ้นไปเที่ยวสักครั้งในชีวิต ถึงขนาดเคยซื้อหนังสือนายรอบรู้ไปอ่านที่บ้านมาแล้ว แต่คงเป็นเพราะในตอนนั้นผมมีรายได้จากค่าขนมเพียงแค่วันละร้อยเท่านั้น ผมถึงไม่ได้มีโอกาสได้ไปไหนไกลๆ กับเขาเสียที กระทั่งพอทำงานไปด้วยเรียนไปด้วย ผมก็ได้มีโอกาสไปเที่ยวที่นั่นเสียที

ผมไปเชียงใหม่ครั้งแรกเมื่อเดือนมีนาคม 2551 ตอนนั้นมีงานคอนเสิร์ตที่เรียกว่า แฟตเฟสโชว์เหนือ ผมใช้วิธีนั่งรถไฟจากกรุงเทพฯ ตอนสาย ถึงพิษณุโลกตอนค่ำ ทานข้าวเย็นกับพี่นักข่าวที่รู้จักกัน (แต่ไม่ได้ติดต่อนานแล้ว) จากนั้นกลางดึกผมนั่งรถทัวร์จากพิษณุโลกมาถึงสถานีขนส่งอาเขต เชียงใหม่ตอนเช้ามืด สมัยนั้นยังเป็นอาคารเก่าอยู่เลย

เชียงใหม่ตอนนั้นยังไม่ได้อลังการเหมือนเช่นทุกวันนี้ แต่ก็มีความคึกคักไปด้วยนักท่องเที่ยว เท่าที่จำความได้วันแรกๆ ผมได้แต่เดินเซ็นทรัล แอร์พอร์ต พลาซ่า เชียงใหม่ ซึ่งอยู่ติดกับที่จัดคอนเสิร์ต หลังวันงานผมก็ถือโอกาสขึ้นสี่ล้อแดงไปดอยสุเทพ ก่อนเดินเล่นในตัวเมืองเชียงใหม่ แล้วขึ้นรถทัวร์ บขส. กลับกรุงเทพฯ

นับแต่นั้นเป็นต้นมา ผมก็ไม่ได้ไปเชียงใหม่อีกเลย ทั้งที่ในใจอยากไป แต่การเดินทางไป-กลับใช้เวลาร่วม 10 ชั่วโมง คงต้องหยุดงานอย่างน้อย 3-4 วันขึ้นไป แต่ระยะหลังการแข่งขันของสายการบินต้นทุนต่ำแข่งกันเปิดเส้นทางการบินไปเชียงใหม่มากขึ้น การแข่งขันด้านการจองโรงแรมผ่านอินเทอร์เน็ต ทำให้การไปเชียงใหม่เป็นไปอย่างง่ายดาย

ปีที่แล้วผมมาเยือนเชียงใหม่ถึง 3 ครั้ง ครั้งแรกเดือนพฤษภาคม เพราะโปรโมชั่นจองโรงแรมได้ตั๋วเครื่องบินฟรีจากแอร์เอเชียโก ครั้งที่สอง ต่อจากการไปเยี่ยมญาติที่เกาะสมุยเดือนกันยายน เพราะโปรโมชั่นไป-กลับของการบินไทย ครั้งที่สามเดือนธันวาคม เพราะสายการบินไทยไลอ้อนแอร์เข้ามาทำการบินในประเทศไทย

ในแต่ละครั้งของการมาเยือนที่นี่ ผมจะใช้วิธีซื้อตั๋วเครื่องบินราคาโปรโมชั่น จองและจ่ายค่าที่พักโรงแรมผ่านเว็บไซต์เอาไว้ล่วงหน้า วันเดินทางนั่งเครื่องบินมาลงเชียงใหม่ แล้วเหมารถแท็กซี่สนามบินเข้าโรงแรมที่พัก ซึ่งค่าโดยสารอยู่ที่ราวๆ 120 บาท เวลาไปไหนมาไหนก็จะเน้นเดินกับนั่งรถสี่ล้อแดง ซึ่งราคาให้อารมณ์คล้ายกับนั่งมอเตอร์ไซค์รับจ้าง

ความสุขเล็กๆ ในการมาเยือนเชียงใหม่ คือการที่ผมมีเพื่อนและคนรู้จักอยู่ที่นั่น ตกกลางคืนก็จะโทรศัพท์ชวนไปกินข้าว ไปกินเหล้ากินเบียร์ที่นั่น ที่น่าอึ้งก็คือเพื่อนรุ่นน้องที่ผมรู้จักในทวิตเตอร์พาไปดื่มเบียร์ที่ร้านกินดื่มแห่งหนึ่งในย่านถนนนิมมานเหมินท์ ปรากฏว่าหมดไปเพียงแค่สี่ร้อยกว่าบาทเท่านั้น เทียบกับเวลากินเหล้าที่กรุงเทพฯ หมดไปเป็นพันก็มี

สิ่งที่บ่งบอกว่าเชียงใหม่คึกคัก คือตัวเลขผู้ใช้บริการท่าอากาศยานนานาชาติเชียงใหม่ เมื่อปี 2551 มีผู้ใช้บริการประมาณ 3 ล้านคนเศษ ล่าสุดปีที่แล้ว (2556) มีผู้ใช้บริการมากถึง 5.1 ล้านคน ซึ่งเพิ่มขึ้นเกือบๆ ร้อยละ 60 มีเที่ยวบินไป-กลับกว่า 150 เที่ยวบิน และมีเที่ยวบินตรงจากต่างประเทศโดยเฉพาะในเอเชีย เช่น ฮ่องกง จีน มาเลเซีย สิงคโปร์

ขณะเดียวกัน ศูนย์การค้าขนาดใหญ่ก็คึกคักมากขึ้นเช่นกัน จากเดิมที่มีกาดสวนแก้วกับเซ็นทรัล พลาซ่า เชียงใหม่แอร์พอร์ต เมื่อปี 2556 เปิดตัวพรอมเมนาดา รีสอร์ท มอลล์ แยกดอนจั่นในช่วงกลางปี และเซ็นทรัลเฟสติวัล เชียงใหม่ แยกศาลเด็กในช่วงปลายปี มาถึงต้นปี 2557 เปิดตัวเมญ่า เชียงใหม่ ไลฟ์สไตล์ช็อปปิ้งเซ็นเตอร์ แยกรินคำ

สิ่งที่สัมผัสได้หลังความเจริญในเชียงใหม่คึกคักก็คือ การจราจรที่ติดขัดบนถนนสายหลัก ยิ่งถ้าเป็นช่วงเทศกาลตามแหล่งท่องเที่ยวรถจะหนาแน่นมาก อย่างเช่นดอยสุเทพที่เมื่อช่วงปีใหม่ที่ผ่านมา ตำรวจออกกฎห้ามรถส่วนตัวขึ้นไปบนถนนดอยสุเทพ โดยจัดรถสี่ล้อแดงไว้ให้ ปรากฏว่าพ่อค้าแม่ค้าบนดอยสุเทพประท้วงเพราะขายของไม่ได้

ปัญหาที่หนักอกสำหรับคนเชียงใหม่ในฐานะเจ้าบ้านเวลานี้ก็คือ ความไม่เหมาะสมของนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะชาวจีนแผ่นดินใหญ่ ปีที่แล้วมีชาวจีนเดินทางมาเชียงใหม่มากถึง 4.7 ล้านคน ซึ่งเป็นผลมาจากกระแสภาพยนตร์เรื่อง The Lost in Thailand ที่ออกฉายในปี 2555 ทำให้มีนักท่องเที่ยวจีนพากันหลั่งไหลมาเที่ยวเมืองไทยมากยิ่งขึ้น

หนังสือ “ไม่รักไม่บอก” ฉบับที่ 8 ของภาคีคนฮักเชียงใหม่ ซึ่งตีพิมพ์ในช่วงปลายปี 2556 เขียนถึงสำนักงานพัฒนาพิงคนคร เตรียมสร้างกระเช้าลอยฟ้าจากเชียงใหม่ไนท์ซาฟารี-อุทยานหลวงราชพฤกษ์-ดอยผาดำและดอยปุย โดยในนั้นได้ใบ้ปริศนาถึงปัญหานักท่องเที่ยวบางกลุ่ม แม้จะไม่ใช่ชาวจีนแต่ก็เป็นที่เข้าใจกันได้ ระบุเอาไว้อย่างน่าสนใจว่า

“ท่านคะ นักท่องเที่ยวแบบไหนเหรอคะ ที่ท่านต้องการอำนวยความสะดวก หวังว่าคงไม่ใช่นักท่องเที่ยวประเภทซื้อน้ำเต้าหู้ถุง ขอหลอด 4 ไปกินข้าวต้มซุปกระดูก บ้วนกระดูกออกมาเต็มโต๊ะ ใต้โต๊ะยิ่งดูไม่ได้ เรอดัง ขากถุยไกลมาก เข้าส้วมอึไม่เคยกดชักโครก สูบบุหรี่ในที่ห้ามสูบตลอดเวลา ขี่จักรยาน มอเตอร์ไซค์ไม่สนกฎจราจร ขับกลางถนนไม่พอ ยังส่ายไปส่ายมา หยุดถ่ายรูปกลางถนน ชมวิว ทำ MV รถติดยาวก็ยาวไปสิ ชิ ไม่สน! แซงคิวได้ทุกที่ทุกเวลา เดินถือกระติกน้ำร้อนขอน้ำร้อนไปทุกร้าน (ร้านทำผมยังโดนขอ) ตะโกนคุยกันเพราะไม่เข้าใจว่าทำไมต้องคุยค่อยๆ เลือกของกระจุยกระจายแล้วไม่ซื้อ อะแฮ่ม...มีร้านก๋วยเตี๋ยวชื่อดังย่านถนนนิมมานเหมินท์ เจอนักท่องเที่ยว 5 คน สลับกันไปอาบน้ำสระผมในห้องน้ำร้านก๋วยเตี๋ยว โดยไม่มีใครซื้อก๋วยเตี๋ยวสักชาม!”

ต่อมาเมื่อไม่นานมานี้ ผมนั่งดูกระทู้ในเว็บไซต์พันทิป ปรากฎว่ามีกระทู้หนึ่งโพสต์ภาพนักท่องเที่ยวจีนรายหนึ่งกางเต็นท์นอนบริเวณอ่างแก้ว ภายในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ทั้งที่ปกติในช่วงกลางคืน รปภ.จะไม่ให้ใครเข้ามาใช้บริการ หนำซ้ำยังมีนักท่องเที่ยวบางคนทำลายสถานที่ด้วยการเขียนอักษรภาษาจีนลงบนพื้นด้วย

กระทั่งมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้ออกประกาศของมหาวิทยาลัย ขอความร่วมมือนักท่องเที่ยวที่เข้ามายังพื้นที่ภายในมหาวิทยาลัย ต้องแสดงพาสปอร์ต บัตรประชาชน และแลกบัตรเข้ามหาวิทยาลัยเพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อย แต่ไม่รู้ว่ามาตรการนี้ในที่สุดจะช่วยยับยั้งพฤติกรรมได้มากน้อยแค่ไหน

สมาชิกเว็บไซต์พันทิป นามว่า PetchSprinteR อธิบายพฤติกรรมของชาวจีนที่เข้าไปในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ไว้อย่างน่าสนใจ ทำนองว่าชอบทำอะไรตามใจตัวเอง ทิ้งเศษขยะตามสถานที่ต่างๆ ศาลาธรรม อ่างแก้ว พ่นสี กางเต็นท์ แย่งอาหารและที่นั่งนักศึกษาตามโรงอาหารคณะ องค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (อมช.) ขึ้นรถม่วงแย่งนักศึกษา

ขับขี่รถจักรยานยนต์เป็นแนวหน้ากระดานกลางถนนเป็นกลุ่ม แม้จะบีบแตรไล่แล้ว แต่นักท่องเที่ยวจีนก็ยังเฉยขณะเดียวกัน นึกจะจอดรถที่ไหนก็จอด ถ่ายรูปเฉยๆ ไม่เท่าไหร่ แต่เล่นจอดกลางสี่แยกตรงหอนาฬิกา กีดขวางการจราจรมาก ยิ่งช่วงเย็นที่นักศึกษาหรือคนทำงานเลิกเรียน ปกติแล้วรถจะติดเป็นพิเศษ ยิ่งมีนักท่องเที่ยวจีนแล้วก็ยิ่งหนัก

ต่อมา นักท่องเน็ตชาวไทยรายหนึ่งได้มาเห็นบล็อกของนักท่องเที่ยวชาวจีนไปหาซื้อชุดนักศึกษามาใส่เพื่อถ่ายรูปบริเวณอ่างแก้ว ซึ่งบางภาพถึงกับมีการกอดจูบกันอย่างเปิดเผย ทำเอาชาวไทยเข้าไปแสดงความคิดเห็นเป็นภาษาไทยว่ากรุณาให้เกียรติสถานที่บ้างเพราะไม่เหมาะสม กระทั่งเจ้าของบล็อกต้องลบเนื้อหาทิ้ง

ล่าสุดร้านอาหารซีฟู้ดแห่งหนึ่งในเชียงใหม่ ได้โพสต์ภาพร้องเรียนว่า นักท่องเที่ยววัยรุ่นชาวจีนกลุ่มหนึ่ง 9 คน มาทานอาหารที่ร้าน โดยที่ไกด์ชาวไทยพามา ปรากฏว่านักท่องเที่ยวชาวจีนสั่งอาหารมา 19 จานใหญ่ ซึ่งแต่ละเมนูล้วนมีราคาแพง อาทิ ข้าวผัด ปูตัวใหญ่ 3 ตัว ปลาเต๋าเต้ยตัวใหญ่ กุ้งแม่น้ำ กุ้งแชบ๊วยใหญ่ ฯลฯ เบ็ดเสร็จคิดเงิน 7,553 บาท

ปรากฏว่านักท่องเที่ยวจีนกลุ่มนี้หัวหมอ บอกว่าไม่ได้สั่ง ต้องเอาของทุกอย่างให้ดูก่อนทำถึงจะจ่าย เถียงกันไปมาก็บอกว่าจะยอมจ่าย 3,000 บาท โดยอ้างว่ากินที่กรุงเทพฯ แค่ 3,000 บาทก็เยอะเหมือนกัน ทั้งที่ทางร้านลดเหลือ 6,000 บาทแล้ว พอไปคุยกับตำรวจก็ขอตำรวจคนอื่นเพิ่มเพื่อมาไกล่เกลี่ย แถมยังร้องขอตำรวจที่พูดภาษาจีนได้

ไกด์ที่พานักท่องเที่ยวกลุ่มนี้มาก็จนปัญญา เพราะนอกจากจะต้องช่วยออกเงินให้นักท่องเที่ยวชาวจีนเพื่อให้ครบ แล้ว ยังถูกนักท่องเที่ยวจีนซัดทอดว่าไกด์เป็นคนสั่งอาหารให้ แถมยังถ่ายรูปทั้งเจ้าของร้าน ไกด์ และตำรวจ หวังจะนำไปดิสเครดิตทางอินเตอร์เน็ต ท้ายที่สุดก็จบลงคือนักท่องเที่ยวจีนยอมจ่าย 4,000 บาท ไกด์ออกเงินอีก 2,000 บาท

ล่าสุดผลจากความไม่พอใจของนักท่องเที่ยวชาวจีน ในเฟซบุ๊กได้มีการตั้งแฟนเพจ “ฮา จัง เจ๊ก” เพื่อรวบรวมและประจานพฤติกรรมนักท่องเที่ยวชาวจีน โดยมีคนเข้าร่วมกดไลค์มากกว่า 2 พันคน และยังมีแฟนเพจ "เรารักนักท่องเที่ยวจีน" (เป็นการตั้งชื่อในเชิงประชดประชัน) ที่คอยแชร์ภาพโดยมีผู้เข้าร่วมกดไลค์กว่า 6 พันคน นอกจากแฟนเพจข่าวสารอย่าง “จังหวัดเชียงใหม่ CM108.com” ซึ่งเปรียบเสมือนกระบอกเสียงของชาวเชียงใหม่ ก็มีเรื่องนี้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์กันตลอด

พี่ชายผมเล่าให้ฟังว่า เจ้าของโรงแรมที่เชียงใหม่เคยโพสต์เฟซบุ๊กในทำนองว่า มีนักท่องเที่ยวจีนซึ่งเป็นชายพยายามขอต่อรองราคาค่าที่พักโรงแรม โดยอ้างเหตุผลว่าเพราะสีฝาผนังห้องเป็นสีหวานแหวว แล้วพยายามโอดครวญกับทางโรงแรมว่าจะให้นอนห้องที่มีสีหวานแหววเช่นนั้นหรือ ซึ่งก็ตลกดี

เมื่อปี 2555 ผลสำรวจจากเว็บไซต์ท่องเที่ยว สกายสแกนเนอร์ (Skyscanner) ในหัวข้อ “ประเทศใดในโลกที่หยาบคายกับนักท่องเที่ยวมากที่สุด” ซึ่งทำการสำรวจจากนักท่องเที่ยว 33 ประเทศ ปรากฏว่า “ฝรั่งเศส” เป็นประเทศที่ถูกโหวตว่าหยาบคายมากที่สุดในโลก เพราะไร้มารยาทและหยาบคาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพบเจอนักท่องเที่ยวต่างชาติ

อันดับรองๆ ลงไปก็คือ อันดับ 2 รัสเซีย อันดับ 3 อังกฤษ อันดับ 4 เยอรมนี และประเทศอื่นๆ ที่ไม่อยู่ในรายชื่อให้เลือกตามมาในอันดับที่ 5 ขณะที่ประเทศจีนตามมาในอันดับที่ 6 ซึ่งถือว่าเป็นประเทศที่ได้คะแนนโหวตมากที่สุดในกลุ่มประเทศในทวีปเอเชีย อันดับ 7 สหรัฐอเมริกา อันดับ 8 สเปน อันดับ 9 อิตาลี และอันดับ 10 โปแลนด์

อีกด้านหนึ่ง หากจำกันได้เคยมีกรณีสาวออสเตรเลียขโมยผ้าปูโต๊ะแล้วถูกตำรวจจับกุมจนเป็นข่าวใหญ่ในต่างประเทศ ว่ากันว่านักท่องเที่ยวชาวออสเตรเลียมีพฤติกรรมค่อนข้างห่ามพอสมควร พอดื่มแอลกอฮอล์เข้าไป มักจะมีเรื่องทะเลาะเบาะแว้ง ทำลายข้าวของในโรงแรมหรือร้านค้าเป็นประจำ ผู้ประกอบการต้องชาร์จค่าเสียหายอยู่บ่อยครั้ง

แต่ดูจากลักษณะแล้ว เท่าที่ผมเคยสังเกตนักท่องเที่ยวต่างชาติละแวกออฟฟิศ อย่างถนนข้าวสาร ถามว่าพฤติกรรมห่ามมากไหม ก็ตอบว่าห่ามแต่ก็รู้สึกเฉยๆ เนื่องจากเป็นพฤติกรรมที่เกิดจากฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ แต่จะปวดหัวกับผู้ประกอบการท่องเที่ยวที่เกี่ยวข้อง อย่างร้านอาหาร บาร์หรือโรงแรมที่ปวดหัวเวลามีข้าวของเสียหาย

แต่ก็ไม่เคยเจอพฤติกรรมที่น่าอึ้ง กับนักท่องเที่ยวชาวจีนที่เกิดขึ้นในเชียงใหม่แบบนี้

ศูนย์วิชาการเพื่อพัฒนาท้องถิ่นสร้างสรรค์ สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เปิดเผยผลสำรวจออนไลน์เรื่อง “ผลกระทบจากนักท่องเที่ยวจีนในเชียงใหม่” จากกลุ่มตัวอย่าง 2,220 คน ระหว่างวันที่ 4– 10 กุมภาพันธ์ 2557

ในประเด็นผลกระทบด้านสังคมพบว่า 80 % เห็นว่านักท่องเที่ยวจีนก่อความรำคาญให้กับชุมชนและคนในพื้นที่ เช่น ส่งเสียงดัง การแซงคิว ผลักผู้อื่น สูบบุหรี่ ไม่รักษาความสะอาด ถ่มน้ำลาย ทิ้งขยะไม่เป็นที่ เกิดความวุ่นวายจากการไม่เคารพกฏกติกา ข้อบังคับในสถานที่ท่องเที่ยว รวมไปถึงพื้นที่สาธารณะ สถานที่ราชการ หรือแม้แต่ในมหาวิทยาลัย

70 % เห็นว่า ตนเองสูญเสียความเป็นส่วนตัว และความสงบของพื้นที่ เมื่อต้องใช้บริการพื้นที่ร่วมกับนักท่องเที่ยวจีน, 53 % เห็นว่า ภาครัฐไม่ได้มีนโยบายหรือแผนปฏิบัติงานที่จริงจัง ในการแก้ไขปัญหาที่เกิดจากพฤติกรรมนักท่องเที่ยวจีน และต้องการให้มีการออกกฎระเบียบและบังคับใช้อย่างเร่งด่วน

51 % เห็นว่า จำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่เข้ามาท่องเที่ยวในปริมาณมากทำให้เกิดปัญหาการแย่งชิงการใช้บริการสาธารณะ เช่น รถบริการ, 48 % เห็นว่าคนท้องถิ่นไม่ได้มีความภาคภูมิใจเลย ที่มีนักท่องเที่ยวจีนเข้ามาเที่ยวในเชียงใหม่มาก, 38 % เห็นว่าก่อให้เกิดปัญหาอาชญากรรมเพิ่มมากขึ้น

32 % เห็นว่าคนในท้องถิ่นเริ่มมีการปรับตัวต่อการเข้ามาของนักท่องเที่ยวจีน, 31 % เห็นว่าภาครัฐไม่ได้มีส่วนช่วยส่งเสริม ประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวแก่นักท่องเที่ยวจีน ที่มีนักท่องเที่ยวจีนเข้ามาเที่ยวเชียงใหม่มากๆ นี้ เกิดจากการทำการตลาดของบริษัทท่องเที่ยวจีน การบอกต่อของนักท่องเที่ยว รวมทั้งมีผลมาจากการแชร์ข้อมูลผ่านสื่อสังคมออนไลน์ และ 30 % เห็นว่าการดำเนินชีวิตและทรัพย์สินของคนในพื้นที่ มีความปลอดภัยน้อยลง

แต่เท่าที่ฟังสุ้มเสียงของผู้ประกอบการท่องเที่ยวในเชียงใหม่ พบว่า นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ อย่างคุณสราวุฒิ แซ่เตี๋ยว เห็นว่า การใช้ชีวิตและความคุ้นเคยของคนไทยกับคนจีนไม่เหมือนกัน ชาวจีนขับรถ จอดไม่เป็นที่เป็นทาง เข้าห้องน้ำ ตั้งเต็นท์นอนในสถานที่ที่ไม่ควร แก้ผ้าอาบน้ำพุหน้าห้างดัง เป็นแค่ส่วนน้อยที่ทำอะไรไม่เหมาะสม

คุณสราวุฒิอ้างว่า สิ่งที่เกิดขึ้นจะเอามาเป็นประเด็นว่าคนจีนทั้งหมดก็ไม่ได้ เพราะมีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นจากนักท่องเที่ยวทั้งหมดที่เข้ามา ก็มีการประสานกับกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สถานกงสุลจีน ทำการชี้แจ้งให้นักท่องเที่ยวที่จะเข้ามาให้รับรู้ถึงวัฒนธรรมที่ต่างกันและการปฏิบัติตัว ซึ่งตรงนี้เชื่อว่าต่อไปและในอนาคตทุกอย่างจะดีขึ้น

สอดคล้องกับ ผอ.การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานเชียงใหม่ คุณวิสูตร บัวชุม กลับมองว่ายังไม่เห็นชาวจีนเข้าห้องน้ำแล้วไม่ราดน้ำ ไม่ทำความสะอาด ส่วนการส่งเสียงดังคนจีนเป็นคนเสียงดังอยู่แล้ว ทุกฝ่ายต้องเข้าใจ เรื่องการจราจรนั้นเป็นเพราะเขายังไม่รู้กฏจราจรการขับขี่บ้านเรากับบ้านเขานั้นต่างกัน

ส่วนเรื่องการมากางเต็นท์นอนในอ่างแก้วการแก้ผ้าอาบน้ำในน้ำพุ ก็เป็นการเกิดเหตุเพียงครั้งเดียวจะมาว่าเหมารวมชาวจีนทั้งหมดก็ไม่ได้ ซึ่งปัญหาทุกอย่างเชื่อว่าจากนี้จะดีขึ้นเพราะทาง ททท. ก็ร่วมกับหลายหน่วยงานทำใบปลิวชี้แจ้งให้กับนักท่องเที่ยวชาวจีนที่จะเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยแล้วว่าควรปรับตัว

แต่เพื่อความเป็นธรรมเรามาดูฟากฝั่งของประเทศจีนบ้าง พบว่าก่อนหน้านี้เมื่อเดือนตุลาคม 2556 สถานทูตจีนได้ประกาศเตือนอีกครั้ง แจ้งให้ชาวจีนที่เดินทางมายังไทย ปฏิบัติตามกฎหมายไทย และข้อห้ามตามประเพณีหรือธรรมเนียมท้องถิ่นอย่างเคร่งครัด

จู เหว่ยตง เจ้าหน้าที่กงสุลแห่งสถานทูตจีนประจำกรุงเทพฯ กล่าวว่า นักท่องเที่ยวจีนกลุ่มหนึ่งมีพฤติกรรมไม่ศิวิไลซ์ ได้สร้างความเดือนร้อนแก่ตัวเอง อาทิ การนำสุราและบุหรี่เข้ามาในไทยเกินปริมาณ ถูกจับกุมดำเนินคดี บางกลุ่มไม่รักษาสิ่งแวดล้อม บางครั้งทำลายโบราณสถาน โบราณวัตถุ ทำให้คนท้องถิ่นรังเกียจและต่อต้านชาวจีน

ขณะที่สื่อมวลชนในจีนได้รายงานระบุว่า ไทยทั้งรักทั้งชังกลุ่มนักท่องเที่ยวจีน ที่รักนั้นก็เพราะนักท่องเที่ยวจีนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ส่วนที่ชังนั้นก็เพราะเหตุความขัดแย้งทางวัฒนธรรม และพฤติกรรมที่ไม่ศิวิไลซ์ของชาวจีน อาทิ การถ่ายรูปในวัด ถือเป็นการไม่เคารพ ปีนป่ายกำแพงเพื่อถ่ายภาพ การพูดคุยเสียงดัง และละเมิดกฎหมาย เล่นการพนัน

ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้แม้ผมจะไม่เคยสัมผัสด้วยตัวเอง เพราะผมไปเชียงใหม่ 3-4 ครั้งผมใช้ชีวิตอย่างสันโดษ ไม่เคยยุ่งกับใครก็ตาม แต่เท่าที่ฟังกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในหลากหลายแหล่งก็เชื่อได้ว่าชาวเชียงใหม่คงปวดเศียรเวียนเกล้ากับพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวจีนกลุ่มนี้จริง ซึ่งการทำใบปลิวชี้แจงก็ดูเหมือนเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุมากกว่า

ผมคงไม่อยากให้หน่วยงานภาครัฐที่รับผิดชอบเรื่องการท่องเที่ยวต้องหลอกตัวเองแล้วพยายามบอกประชาชนให้เข้าใจพฤติกรรมนักท่องเที่ยวชาวจีน โดยอ้างว่าเป็นนักท่องเที่ยวกลุ่มใหญ่ที่สร้างรายได้ให้กับเชียงใหม่ ฟังอย่างนี้แล้วเหมือนจะให้เราต้องใช้ความดีและความอดทนมายินยอมให้ถูกเอารัดเอาเปรียบอย่างไม่จบสิ้น

ที่สุดแล้ว วิธีแก้ปัญหาที่ดีที่สุดก็คือการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะตำรวจท่องเที่ยวต้องดำเนินคดีแบบไม่ปล่อยผ่านหรือเห็นใจนักท่องเที่ยว สถานประกอบการต้องไม่ให้ความร่วมมือหรือปล่อยผ่านนักท่องเที่ยวกระทำความผิด โดยตอกย้ำถึงข้อห้ามตามกฎหมายไทย และควรเปิดโอกาสให้แจ้งเบาะแสนักท่องเที่ยวที่กระทำความผิด ให้คนไทยมีส่วนร่วมในการดูแลท้องถิ่นของตนเอง นอกจากนี้ ควรที่จะสื่อสารถึงข้อห้ามที่ไม่ใช่เพียงแค่การแจกใบปลิวแก่นักท่องเที่ยว แต่ยังรวมถึงการเผยแพร่ข้อห้ามในทางปฏิบัติให้เห็นเด่นชัด เช่น ป้ายเตือนสองภาษา

สิ่งที่ผมเสนอแม้ในทางปฏิบัติจะสร้างความรู้สึกที่ไม่ดีต่อนักท่องเที่ยวต่างชาติอยู่บ้าง จากทัศนคติที่เมืองไทยถูกมองว่าเป็นดินแดนอิสระเสรี แต่ก็ถือโอกาสได้คัดกรองนักท่องเที่ยวที่มีคุณภาพเพื่อสร้างรายได้อย่างยั่งยืน ไม่เอารัดเอาเปรียบซึ่งกันและกัน ไปพร้อมๆ กับการอยู่ร่วมกันกับคนในสังคมได้อย่างสงบสุขนั่นเองครับ
ภาพจากแฟนเพจเฟซบุ๊ก ฮา จัง เจ๊ก
ภาพจากแฟนเพจเฟซบุ๊ก ฮา จัง เจ๊ก