xs
xsm
sm
md
lg

แมทธิว พลวัต ณ นคร หนุ่มลูกครึ่งไทย-อเมริกัน ชีวิตผูกติดเรือยอชต์

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


>>นานๆ ที เราจะมีโอกาสได้พูดคุยทำความรู้จักกับชายหนุ่มลูกครึ่งในคอลัมน์ Flash Guy และครั้งนี้เป็นหนุ่มโสดวัย 30 ที่ชีวิตผูกพันกับการแล่นเรือและท้องทะเล นั่นคือ “แมทธิว พลวัต ณ นคร” หนุ่มลูกครึ่งไทย-อเมริกัน ผู้จัดการฝ่ายการตลาดของซิมป์สัน มารีน (ประเทศไทย) บริษัทตัวแทนขายเรือยอชต์ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย และถือเป็นคนไทยคนแรกที่ได้รับตำแหน่งนี้

ไม่เฉพาะงานที่ทำเท่านั้น แต่ครอบครัวของแมทธิวก็เกี่ยวข้องกับทะเลโดยตรงเพราะมีบ้านพักอยู่ที่จังหวัดกระบี่ ทำให้ชีวิตผูกพันกับสายลม ชายหาดและทะเลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ “การไปทะเลคือกิจกรรมประจำครอบครัวผมครับ เรามีพื้นที่อยู่จำนวนหนึ่ง ซึ่งเมื่อก่อนเราให้คนเช่าไว้ทำนากุ้ง แต่พอคนเลิกเช่าไป พื้นที่ตรงนั้นก็ถูกทิ้งไว้เฉยๆ ไม่เกิดประโยชน์ คุณพ่อของผม (พลเรือเอกสุริยา ณ นคร) ศึกษาและเห็นเหมาะสม เลยคิดถึงการทำท่าจอดเรือยอชต์ขึ้นมา”

แมทธิวเรียนจบด้านเอเชียนศึกษา จากมหาวิทยาลัยยูทาห์ สหรัฐอเมริกา ซึ่งเรียนเกี่ยวกับเศรษฐศาสตร์ รัฐศาสตร์ ประวัติศาสตร์และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของทวีปเอเชีย โดยเน้นศึกษาประเทศจีน อินเดีย และญี่ปุ่น แม้ว่าการเรียนจะไม่ได้เกี่ยวข้องกับงานที่ทำอยู่โดยตรง แต่เขาอาศัยการศึกษาด้วยตัวเองและการไปดูงานตามที่ต่างๆ “ผมเริ่มจากศูนย์ เน้นการอ่านหนังสือ ศึกษาจากอินเทอร์เน็ตเป็นหลัก ศึกษาดูงาน และโชคดีที่ผมมีที่ปรึกษาเป็นนักพัฒนามารีนาระดับโลก ตอนนี้ผมเลยศึกษาจากเขาแทน เพราะเขามีประสบการณ์เยอะมาก”

หลังกลับมาจากต่างประเทศ เมื่อประมาณ 3 ปีก่อน เป็นช่วงที่โครงการท่าเรือเจออุปสรรค จึงหยุดพักโครงการไปก่อน และเป็นโอกาสดีที่เขาจะได้ไปหาประสบการณ์ที่น่าประทับใจอีกแบบหนึ่ง นั่นคือการเข้าไปรับใช้ชาติด้วยการสมัครเป็นทหารเรือ และประจำการอยู่ 6 เดือน

“คุณพ่อผมแนะนำและผมอยากรู้เรื่องเรือด้วย ซึ่งเรื่องนี้มันไม่ใช่เรื่องง่ายที่เราจะได้ออกไปอยู่กลางทะเลแบบนั้น ด้วยความที่ผมเคยเรียนที่วชิราวุธวิทยาลัยมาก่อน เราจึงค่อนข้างคุ้นเคยกับการอยู่ในระเบียบวินัย พอได้เข้าไปจริงๆ มันเป็นประสบการณ์ที่คุณหาไม่ได้ง่ายๆ คือคนที่เราได้รู้จักในระหว่างการเป็นทหาร มาจากทั่วสารทิศ ทุกภาคของประเทศ และแต่ละคนก็มาจากพื้นฐานที่แตกต่างกันมาก ทำให้ได้เปิดวิสัยทัศน์ของเราไปด้วย

ผมมีโอกาสปฏิบัติหน้าที่บนเรือหลวงศุกร์ เป็นเวลา 1 เดือน เพราะผมอยู่กรมอุทกศาสตร์ ซึ่งกรมนี้จะดูแลเรื่องต่างๆ เกี่ยวกับการเดินเรือ เช่น การพยากรณ์อากาศ ลม การวัดระดับน้ำ ทำแผนที่ทะเล ช่วงที่ผมไปเป็นช่วงที่เขาออกไปทำแผนที่ฝั่งอ่าวไทยพอดี เลยได้ออกเรือตั้งแต่ท่าบางนา ไปจนถึงจังหวัดสงขลา การอยู่บนเรือ 1 เดือน มันก็เหมือนการผจญภัยนะ เราอยู่รวมกันบนเรือประมาณ 60 คน ได้ทำกิจกรรมต่างๆ บนเรือ แล้วผมอยู่แผนกเดินเรือ เป็นคนตรวจการณ์ ประมาณ Watchmen ที่ตรวจเรื่องความปลอดภัย ผมคิดว่าตัวเองโชคดีมากที่ได้ไปปฏิบัติหน้าที่ ถือเป็นประสบการณ์ครั้งแรกที่ได้ล่องอยู่บนเรือนานๆ ครับ”

ถ้าพูดถึงกิจกรรมแล่นเรือหรือเล่นเรือยอชต์ หลายคนคงนึกภาพกีฬาของมหาเศรษฐี ซึ่งแมทธิวอยากจะแก้ไขความเข้าใจผิดนี้ “ตอนแรกๆ ผมยังไม่เข้าใจนะครับ เพราะบ้านผมก็ไม่เคยมีเรือยอชต์มาก่อน อย่างมากก็เคยเล่นแค่เรือพายธรรมดา พอเราไปดูจึงเข้าใจว่ามันเป็นยังไง และลูกค้าต้องการอะไร ถ้าเราจะทำ ต้องทำอย่างไร มันจะเป็นธุรกิจแบบไหน แต่พอเห็นทำให้ผมเข้าใจว่า เรื่องของเรือยอชต์ ไม่ใช่เรื่องของคนรวย ไฮโซหรูหรา แต่มันเป็นวัฒนธรรมของการเล่นเรือ พอเราได้ไปเห็นจริงๆ ก็รู้สึกประทับใจ เพราะคนที่มาเขามารีแลกซ์ สนุกกับกิจกรรมบนเรือ มากับครอบครัวหรือมากับเพื่อนฝูง

พอเราเห็นอย่างนั้นเราก็เริ่มสนใจมากขึ้น เมื่อสนใจก็เลยเริ่มเรียนรู้ด้วยตัวเอง จนตอนหลังโชคดีที่เราได้มาทำเรื่องการขายเรือด้วย ยิ่งทำให้เราเข้าใจมันลึกซึ้งมากขึ้นไปอีก การทำท่าจอดเรือเป็นเรื่องของการทำ Service Provider แต่เรื่องของการขาย เป็นเรื่องของการทำให้คนที่ฝันอยากจะมีเรือได้เป็นจริง”

สำหรับคนที่อยากรู้จักการแล่นเรือ และมีเรือเป็นของตัวเอง แมทธิวให้คำแนะนำไว้ว่า “สิ่งแรกคือต้องชอบก่อน ไม่จำเป็นว่าต้องเป็นเรือยอชต์นะ ไม่ว่าจะเป็นเรือเล็ก เรือใหญ่ ต้องเริ่มมาจากความรักก่อน พอเราเริ่มสนใจ และต้องการทำจริง เราต้องเรียนรู้ข้อมูลต่างๆ เช่น การบำรุงรักษา เนื่องจากเรื่องเกี่ยวกับเรือยอชต์สำหรับใครหลายๆ คน มันเป็นเรื่องใหม่ ทั้งที่จริงๆ เรื่องเรือไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับคนไทย เมื่อก่อนคนไทยก็เดินทางไปไหนมาไหนด้วยการใช้เรือเป็นหลัก แต่ปัจจุบันเราเน้นการเดินเรือเพื่ออุตสาหกรรมและการค้ามากกว่า แต่ง่ายที่สุดคือการสอบถามเรื่องเรือยอร์ชกับผมเนี่ยแหละครับ

สำหรับผมการได้แล่นเรือ เป็นกิจกรรมที่เราไม่สามารถหาอะไรมาทดแทนได้นะครับ พอเรามีเรือของเราแล้ว มันก็จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว เป็นเหมือนบ้านหนึ่งหลัง และกลายเป็นไลฟ์สไตล์ของคุณ เป็นโอกาสที่จะได้ใช้เวลากับครอบครัวและเพื่อนอย่างมีคุณภาพ ถือเป็นการพักผ่อน เพราะเป็นกิจกรรมที่สนุกและสร้างเป็นความทรงจำที่ดีให้เราได้”

เมื่อได้ซึมซับวัฒนธรรมของการแล่นเรือ ก็ยิ่งทำให้เขาหลงใหลมากขึ้น จนตอนนี้เขาเองก็ได้ไปเรียนการเล่นเรือใบเป็นเรื่องเป็นราว “พอดีผมได้มาทำงานที่พัทยา อยู่ใกล้ทะเลและพอมีเวลา ผมเริ่มจากเรือเล็กๆ นี่แหละครับ แบบเรือใบเลเซอร์ และตอนนี้ผมได้เรียนที่สมาคมเรือใบของทหารเรือ ซึ่งค่าใช้จ่ายไม่แพงเลยนะ ผมว่านี่แหละ ถ้าอยากจะรู้ว่าเราชอบเล่นเรือหรือไม่ ก็ลองมาเริ่มจากการทดลองดูก่อน ตอนนี้ผมฝึกมาได้ประมาณ 2 เดือนแล้วครับ

หลักการเล่นมันไม่ยากนะ แต่การปฏิบัติมันค่อนข้างยาก และขึ้นอยู่กับนิสัยส่วนตัวด้วย เพราะผมเป็นคนที่ค่อนข้างใจร้อน แต่คนเล่นเรือใบต้องเป็นคนใจเย็น เพราะต้องคอยสังเกตทิศทางลม เข้าใจจังหวะ ถ้าเราจะรีบไป มันจะคว่ำเอาง่ายๆ ซึ่งผมคว่ำตลอด เพราะความใจร้อนนี่แหละ (หัวเราะ)”

เปิดเผยกับเรามาเล็กน้อยว่าเป็นคนใจร้อน เลยรีบถามต่อว่าตัวตนจริงๆ ของหนุ่มแมทธิว เป็นอย่างไร “ผมเป็นคนค่อนข้างตรงไปตรงมานะ รักเพื่อน รักครอบครัว ผมชอบใช้เวลากับเพื่อนๆ และครอบครัวค่อนข้างเยอะครับ” มาถึงตรงนี้ ญาติผู้พี่ของแมทธิวอย่างพี่พาย (ภัทรียา ณ นคร) ก็ช่วยเสริมว่า “เขาเป็นคนรักเพื่อน รักครอบครัว และขี้เกรงใจ เป็นคนเสมอต้นเสมอปลาย มีน้ำใจ ถึงจะเป็นคนตรงไปตรงมาและมีความคิดแบบฝรั่ง แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นคนนอบน้อมและขี้เกรงใจแบบไทยๆ”

เราลองถามถึงความฝันของเขา แมทธิวบอกว่า นอกจากการมีเรือยอชต์เป็นของตัวเองแล้ว การได้แล่นเรือนรอบโลก คือสุดยอดความฝัน “ถ้ามีโอกาสก็อยากทำมากๆ มีรายการหนึ่งชื่อ Clipper Around The World เป็นรายการที่ให้คนที่ไม่มีประสบการณ์เหมือนกับผม มาแข่งกันแล่นเรือ โดยที่มีคอร์สฝึกซ้อม แล่นไปเป็นกลุ่ม ทั้งหมดประมาณ 5 เรซ ใช้เวลาประมาณ 1 ปี ก่อนหน้านี้ผมเคยขอคุณพ่อไปแล้วนะ แต่คุณพ่อไม่ยอม เพราะมันเป็นเวลาที่ผมควรมาทำงาน ไม่ใช่ไปเที่ยว (หัวเราะ) และต้องใช้เวลานานตั้ง 1 ปี ผมอยากแล่นเรือระยะยาวสักครั้งในชีวิต หรือแค่สักครึ่งหนึ่งก็ยังดี”

แต่ก่อนทำอย่างอื่น เขาต้องทำงานทุกวันนี้ให้ประสบความสำเร็จ รวมทั้งการทำท่าจอดเรือยอชต์ของครอบครัวที่กระบี่ให้เป็นรูปเป็นร่างอย่างที่หวังไว้ โดยยึดคติว่า ต้องทุ่มเทให้เต็มที่ “ผมว่าเราต้องเชื่อมั่น และให้กำลังใจตัวเองเยอะๆ ถ้าทำเต็มที่ เราจะได้ไม่เสียใจทีหลัง มีนักธุรกิจคนหนี่งบอกกับผมว่า สิ่งที่แพงที่สุดคือเวลา ถ้ามันผ่านไปแล้วคือผ่านไปเลย คุณไม่สามารถเรียกมันกลับคืนมาได้ ดังนั้นต้องใช้เวลาที่เรามีได้อย่างเต็มที่”

เหตุการณ์สุดระทึกตอนเป็นทหารเรือ

“ที่ได้เจอมาก็หนักเหมือนกันนะครับ ตอนที่ผมออกเรือเป็นช่วงที่เกิดอาฟเตอร์ช็อกจากเหตุการ์สึนามิที่ญี่ปุ่นพอดี แล้วตอนนั้นเป็นช่วงที่ผมเข้าเวรยามพอดี แล้วจู่ๆ ฝนก็ตกลงมาหนักมาก เริ่มลมแรง คลื่นสูง สักพักต้นเรือก็มาเรียก ให้เข้ามาอยู่ในสะพานเรือเพื่อความปลอดภัย เพราะตอนนั้นฝนตกลมแรง และเป็นตอนประมาณเที่ยงคืน เรือเริ่มปะทะกับคลื่นมากขึ้น และคลื่นใหญ่เริ่มตีเรือสูงขึ้น เสาข้างเรือก็หักไปข้างหนึ่ง ตอนนั้นก็กลัวนะ แต่เราก็ต้องมีสติ ตอนนั้นมีบางคนที่ทำหน้าที่ไม่ได้ เพราะเมาเรือ คนที่มีสติก็ต้องช่วยกันให้เรือมันไปให้ได้ ไม่งั้นก็ไม่รอด แต่โชคดีว่าทางผู้บังคับบัญชามีความสามารถในการบังคับเรือ ผ่านไปสัก 2-3 ชั่วโมง พอตอนเช้าเราก็มาสำรวจความเสียหายที่ห้องกะลาสี ก็มีน้ำท่วมด้วย”

Life in USA

“ผมใช้ชีวิตอยู่ที่อเมริกาทั้งหมด 9 ปี ตั้งแต่จบ ม.5 คุณพ่ออยากให้ไปเรียนที่อเมริกา แต่ผมเรียนจบช้ากว่าคนอื่น เพราะเรียนไปด้วย ทำงานไปด้วย เราไม่อยากขอเงินพ่อแม่ใช้ ผมก็หางานทำตั้งแต่เก็บรถเข็นใน Walmart เป็นแคชเชียร์ เด็กเก็บจาน เด็กเสิร์ฟในร้านอาหาร และเป็นพนักงานขายเสื้อผ้า ผมเป็นคนไม่ชอบปล่อยให้เวลาผ่านไปเฉยๆ ด้วย และผมไม่ชอบความรู้สึกที่ต้องขอเงินพ่อแม่ ก็เลยหารายได้เองให้มากที่สุด”

คุณพ่อ บุคคลบันดาลใจ

“จริงๆ หลังจากเรียนจบผมอยากจะไปเรียนต่อที่นิวยอร์ก หรือไม่ก็ย้ายไปประเทศอื่นเพื่อหาประสบการณ์ก่อน แต่พอลองคิดดูอีก กลับมามองดูว่าจริงๆ แล้วเราอยากเป็นเหมือนใคร ก็คุณพ่อของผมนี่ล่ะ แม้ว่าผมจะเกิดในครอบครัวทหารแต่ที่บ้านไม่ได้เข้มงวด คุณพ่อค่อนข้างจะให้อิสระกับผม แต่สิ่งที่คุณพ่อเข้มงวด คือเรื่องการทำงาน ผมนับถือท่านมาก ท่านฝ่าฟันอะไรมาเยอะ เพื่อให้ครอบครัวอยู่สบาย และคงไม่มีใครจะเป็นตัวอย่างได้ดีไปกว่าพ่อของเราเอง เลยตัดสินใจกลับมาเมืองไทย คิดว่ากลับมาแล้วเรียนรู้จากคุณพ่อ อย่างโครงการท่าเรือยอร์ช Port Takola มันเป็นความฝันของผมกับพ่อและครอบครัว ทำให้เราสนิทกันมากขึ้น เพราะเราต้องปรึกษาและสนับสนุนซึ่งกันและกัน”

My Style

“ผมชอบแต่งตัวสบายๆ ครับ ปกติคือเสื้อยืด กางเกงขายาว รองเท้าผ้าใบนี่แหละ ลุยๆ มากกว่า เสื้อเชิ้ตนานๆ ทีถึงจะได้ใส่ เพราะงานผมต้องออกไปข้างนอกอยู่แล้วด้วย ของที่พกประจำก็จะเป็นแว่นกันแดด พวกไอแพด ไอโฟน เอาไว้ทำงานและติดต่องานเป็นหลักครับ” :: Text by FLASH












>> อัปเดตข่าวในแวดวงสังคม กอสซิป แฟชั่น ความงาม และเที่ยว กิน ดื่ม เพิ่มเติมได้ที่  http://www.celeb-online.net และ ติดตาม CelebStagram ได้ที่ http://www.manager.co.th/celebonline/celebstagram/