xs
xsm
sm
md
lg

เทิดไท้องค์ราชันและแผ่นดิน พันธกิจ ‘ฅนดนตรี’ รุ่นเก๋า

เผยแพร่:   โดย: MGR Online

 
 
     “จะกล่าวตำนาน แห่งกรุงกวี เจ้าพระยาธารานที รอบรอบขอบโขงคูคลองสองฝั่ง
ก่อเกิดเป็นเมือง รุ่งเรืองอลัง มีถนน กำแพง รั้ววังยอดปราสาทสูงอำไพ ปวงประชาร่มเย็นล้วนเป็นสุขสืบกันมายาวนาน ใต้บรมโพธิสมภารของพระองค์มิ่งขวัญแห่งปวงไทย...”
 
     น้ำเสียงทุ้มนุ่มของ สุรสีห์ อิทธิกุล ที่คลอเคล้าไปกับท่วงทำนองอันรื่นละไมในบทเพลงรัตนโกสินทร์...แผ่นดินแห่งรัก ราวกับประตูแห่งกาลเวลาที่พาผู้ฟังเปิดย้อนกลับไปสู่ยุคสมัยที่คนไทยยังไม่คุ้นเคยกับความขัดแย้งทางการเมืองที่ปะทุท้นถึงขั้นลุกขึ้นมาเผาบ้านเผาเมืองและกราดยิงคนในชาติเดียวกัน

 
     ภาพความขัดแย้งทางการเมืองซึ่งปะทุขึ้นเมื่อไม่ช้าไม่นานปีที่ผ่านมา ทำให้ฅนดนตรีรุ่นเก๋าอย่าง อ๊อด-ศรายุทธ สุปัญโญ, ต้อม-อิราวัติ บุนนาค ร่วมด้วยนักร้องเสียงทุ้มอย่างอ้อง-สุรสีห์ เกิดความคิดที่ว่าพวกเขาต้องลุกขึ้นมาทำอะไรบางอย่างเพื่อปลุกความรักสามัคคีของเพื่อนร่วมแผ่นดินให้คืนกลับมา และพวกเขาก็เชื่อมั่นว่าพลานุภาพทางดนตรีใดๆ ย่อมไม่อาจฉุดรั้งจิตใจของคนในชาติให้หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวได้เท่ากับบทเพลงพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว นำไปสู่การสร้างสรรค์อัลบั้ม Love Song For The Greatest King ที่อันเชิญบทเพลงรักในพระราชนิพนธ์ฯ มาเรียบเรียงดนตรีใหม่ โดยในบางบทเพลงมีการผสมผสานกลิ่นอายของอาร์แอนด์บีและร็อคแอนด์โรลได้อย่างน่าสนใจ สมดังที่ อ๊อด-ศรายุทธ เป็นตัวแทนบอกกล่าวถึงความมุ่งหวังของเขา

 
 
     “เพลงพระราชนิพนธ์เปรียบเสมือนสมบัติของชาติ เพราะฉะนั้น จะทำย่างไร? ให้เพลงพระราชนิพนธ์มีลมหายใจสืบต่อไป ไม่ถูกลืมเลือน ไม่ถูกมองว่าเชย ไม่ถูกมองว่าล้าสมัย การนำมาเรียบเรียงในรูปแบบที่แตกต่างจากเดิมนี่แหละ ถือเป็นการจุดประกายให้คนรุ่นใหม่สนใจมากขึ้น
     “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเคยทรงตรัสไว้ว่าแจ๊ซไม่ใช่ของสูง ดนตรีเป็นสมบัติของคนทุกคน และสำหรับผม ผมว่าดนตรีเปรียบได้กับภาษาของชาติที่ต้องมีการสืบทอด จากคนรุ่นนี้ ไปยังคนรุ่นต่อๆ ไป โดยเฉพาะเพลงพระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แม้เพลงของพระองค์จะมีกลิ่นอายของแจ๊ซ และบลูส์ แต่พระองค์เคยตรัสไว้ว่า แจ๊ซไม่ใช่ของสูง ส่วนตัวผมเชื่อว่าดนตรีทุกแนวสามารถหลอมรวมกันได้ แจ๊ซผสมกับร็อค ผสมกับป๊อบ ผสมกับลูกทุ่ง ลูกกรุงก็ได้ทั้งนั้น ดนตรีไม่ควรแบ่งแยก และที่สำคัญที่สุดนะ ในความรู้สึกของผม เพลงพระราชนิพนธ์เปรียบเสมือนสมบัติของชาติ เพราะฉะนั้น จะทำย่างไรให้เพลงพระราชนิพนธ์มีลมหายใจสืบต่อไป ไม่ถูกลืมเลือน ไม่ถูกมองว่าเชย ไม่ถูกมองว่าล้าสมัย
 
     “ผมเชื่อว่าการนำเพลงอันทรงคุณค่าเหล่านี้มาหลอมรวมกับแนวเพลงในรูปแบบอื่นๆ ที่แตกต่างไปจากเดิมจะช่วยสร้างความน่าสนใจให้คนรุ่นใหม่ๆ ได้ อย่างการนำมาถ่ายทอดในสไตล์ร็อคแอนด์ โรล ในครั้งนี้ ผมหวังว่าจะเป็นการจุดประกายให้เด็กรุ่นใหม่ๆ ได้ลองนำเพลงพระราชนิพนธ์ไปต่อยอดในแบบของเขาเอง แต่สิ่งสำคัญก็คือมันจะเป็นการสืบต่อลมหายใจให้เพลงพระราชนิพนธ์มีความร่วมสมัยกับคนรุ่นใหม่มากขึ้น”

 
     ขณะที่ต้อม-อิราวัติ ก็บอกกล่าวอย่างหนักแน่นว่า
 
     “เพลงพระราชนิพนธ์เป็นของสูง เป็นสิ่งที่ผมเคารพและบูชาเป็นอย่างมาก เป็น ‘ที่สุด’ ของดนตรี อัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงถ่ายทอดไว้ในบทเพลงพระราชนิพนธ์ทุกๆ เพลง เป็นสิ่งที่ผมได้ยินได้ฟังมาตั้งแต่เด็กๆ ฟังด้วยความรู้สึกบูชาและเทิดทูน แต่ในความคิดของผม อัจริยภาพทางดนตรีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงถ่ายทอดผ่านเพลงพระราชนิพนธ์นั้น ไม่ควรถูกวางไว้บนหิ้ง บทเพลงเหล่านั้นควรถูกทำให้มีชีวิตชีวา มีความร่วมสมัยมากขึ้นและสามารถเรียกความสนใจจากคนรุ่นใหม่ๆ เพื่อให้บทเพลงอันมีคุณค่าไม่ถูกลืมเลือน แต่เป็นที่รับรู้และจดจำตลอดไป แม้จะมีความเป็นแจ๊ซ เป็นบลูส์ แต่พระองค์ทรงเคยตรัสไว้ว่า ดนตรีเป็นของคนทุกคน เปรียบเหมือนภาษาที่ทุกคนในชาติเป็นเจ้าของ และต้องสืบทอดให้คงอยู่”

และดังที่เกริ่นกล่าวไว้ข้างต้น ว่านอกจากความเทิดทูนในพระอัจริยภาพทางดนตรีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อันนำไปสู่การสืบต่อเพลงพระราชนิพนธ์ให้น่าสนใจขึ้นด้วยท่วงทำนองร่วมสมัยแล้ว ศิลปินทั้ง 3 ท่านยังเชื้อชวนกันลุกขึ้นมาทำเพลงที่สื่อถึงความอ่อนโยนในเนื้อแท้ความเป็นไทยผ่านการสรรค์สร้างบทเพลง Royal Flora เพื่อใช้สำหรับการประชาสัมพันธ์งานมหกรรมพืชสวนโลกที่จะมีขึ้นในปลายปีนี้

 
     โดยสิ่งที่พวกเขาทั้ง 3 คน ร่วมด้วยนักแต่งเพลงชื่อดังอย่าง ชนะ ชนะเสวิกุล ได้ร่วมกันถ่ายทอดไว้ในเพลงรอยัล ฟลอร่า ก็คือกลิ่นอายของความห้าวหาญจากเสียงกลองสะบัดชัยอันถือเป็นจังหวะศักดิ์สิทธิ์และเปี่ยมมนต์ขลังแห่งล้านนา โดยขับคลอไปกับเครื่องดนตรีพื้นบ้านอื่นๆ ทั้งผสานกับคำร้องที่สื่อถึงความรักในผืนแผ่นดินและความเทิดทูนในสถาบันพระมหากษัตริย์ผ่านการเปรียบเปรยกับมวลหมู่พฤกษาอันสวยงามราวอุทยานจากสรวงสวรรค์
 
     แต่สิ่งสำคัญอันเหนือไปกว่าเหตุผลทั้งหมดทั้งปวงก็คือ คำเน้นย้ำจากพวกเขาที่ฝากไว้ว่า ในฐานะ ศิลปินและ 'คนไทย' คนหนึ่ง เมื่อเห็นความขัดแย้งทางการเมืองของคนในสังคมที่ปะทุและคุกรุ่นมาเนิ่นนานปี สิ่งเหล่านั้นคือแรงผลักดันที่ทำให้พวกเขาลุกขึ้นมาจับมือกันสร้างสรรค์บทเพลงอันมีท่วงทำนองเปี่ยมด้วยจิตวิญญาณสงบงามแห่งชนชาวสยาม...ที่นับวัน เราต่างก็ปล่อยให้ความขัดแย้งเข้าครอบงำจนหลงลืม

     ท่วงทำนองจากผลงานทั้ง 3 อัลบั้มที่พวกเขาถ่ายทอดไว้ จึงอาจเปรียบได้กับบทบันทึกของยุคสมัยที่สื่อถึงความวาดหวังอันสวยงามสวนทางกับความรุนแรง เพราะเหตุนั้น การบรรเลงคำร้องและท่วงทำนองจึงก้าวพ้นความขัดแย้ง ไร้ซึ่งการวิพากษ์แบ่งฝักฝ่าย หากเปี่ยมด้วยความพยายามที่จะปลุกความรักความผูกพันในผืนแผ่นดินและองค์มหาราชาผู้ทรงธรรมให้กลับมาฝังแน่นในใจของชนทั้งชาติอีกครั้ง

สมคำกล่าวที่ โปรดิวเซอร์อย่างอ๊อดฝากไว้ว่า
     “ศิลปินต้องอยู่เหนือความขัดแย้ง ไม่เลือกข้าง ไม่แบ่งสี แต่เราสื่อสารถึงสิ่งที่สำคัญกว่านั้น”
                                  ...........
                      เรื่องโดย : รพีพรรณ สายัณห์ตระกูล

*หมายเหตุ ผู้สนใจรับฟังบทเพลงจากทั้ง 3 อัลบั้ม สามารถดาวน์โหลดได้ที่เว็บไซต์ดังต่อไปนี้
เพลงRoyal Flora ดาวน์โหลดที่ www.royalflora2011.com  
เพลงLove Song For The Greatest King ดาวน์โหลดที่ www.cdtsoftask.com
เพลงรัตนโกสินทร์...แผ่นดินแห่งรัก ดาวน์โหลดที่ www.nitasrattanakosin.com
*ต้นฉบับดั้งเดิมของบทความดังกล่าวได้รับการเผยแพร่ในนิตยสาร มิวสิค แอนด์ อาร์ต ฉบับเดือนสิงหาคม 2554 โดยบางส่วนซึ่งเพิ่มเติมขึ้นจากต้นฉบับเดิมอันมีพื้นที่จำกัด คือทัศนะของนักดนตรีที่ผู้เขียนได้นำมาถ่ายทอดไว้ในที่นี้ รวมทั้งแก้ไขเนื้อความพาดหัวและคำเปรียบเปรยบางส่วน

 
>> อัปเดตข่าวในแวดวงสังคม กอสซิป แฟชั่น ความงาม และเที่ยว กิน ดื่ม เพิ่มเติมได้ที่  http://www.celeb-online.net
กำลังโหลดความคิดเห็น