ปัญหาผิวไม่ใช่เรื่องของอายุเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป เมื่อพฤติกรรมการดูแลตัวเองและการเข้าถึงนวัตกรรมด้านความงามเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน ปัจจุบัน “หัตถการความงาม” กลายเป็นทางเลือกที่หลายคนคุ้นเคย และถูกมองเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลบุคลิกภาพและความมั่นใจในชีวิตประจำวัน
ขณะเดียวกัน การพัฒนาอย่างต่อเนื่องของเทคโนโลยีทางการแพทย์ รวมถึงอิทธิพลจากโซเชียลมีเดีย ทำให้ผู้บริโภคในแต่ละช่วงวัยมีความเข้าใจและความคาดหวังต่อผลลัพธ์มากขึ้น ส่งผลให้ความต้องการหัตถการมีความหลากหลายและเฉพาะเจาะจงตามปัญหาของแต่ละ Generation
ปัจจัยสำคัญอีกประการคือ กระแสความนิยมของหัตถการแบบ Non-Invasive ที่ไม่ต้องผ่าตัด ไม่ต้องพักฟื้นนาน และสามารถเห็นผลได้จริง ไม่ว่าจะเป็นการฉีดโบท็อกซ์ ฟิลเลอร์ หรือการใช้เครื่องมือยกกระชับผิว ซึ่งตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนทำงานในยุคปัจจุบัน
ประเทศไทยเองก็กลายเป็นหนึ่งในศูนย์กลางด้านหัตถการความงามของภูมิภาค ด้วยมาตรฐานทางการแพทย์ ฝีมือแพทย์ และราคาที่เข้าถึงได้ง่าย โดยค่าบริการด้านความงามในไทยถูกกว่าสิงคโปร์ราว 3 เท่า และถูกกว่ามาเลเซียประมาณ 2 เท่า ทำให้ไม่เพียงแต่คนไทยเท่านั้น แต่ยังรวมถึงชาวต่างชาติที่เลือกเข้ามารับบริการในประเทศมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง
จากข้อมูลสถิติการเข้ารับบริการตลอดปี 2025 ของ Atita Clinic ร่วมกับคำแนะนำจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาผิวหลักและแนวโน้มการเลือกทำหัตถการของแต่ละ Generation ได้อย่างชัดเจน ดังนี้
Gen Z (อายุ 12-27 ปี) โฟกัสผิวใส ป้องกันปัญหาก่อนลุกลาม
แม้จะเป็นกลุ่มวัยรุ่นและวัยเริ่มทำงาน แต่ Gen Z กลับให้ความสำคัญกับการดูแลผิวมากกว่าที่หลายคนคาดคิด จากข้อมูลของ SCB EIC พบว่า 29% ของคนกลุ่มนี้เคยทำหัตถการแบบ Non-Invasive มาแล้ว และอีกกว่า 31% มีความสนใจด้านการทำหัตถการ แม้ยังไม่เคยเข้ารับบริการ รวมแล้วคิดเป็นกว่า 60% ของกลุ่มตัวอย่าง
4 ปัญหาที่กังวลมากที่สุด:
สิวและรอยคล้ำจากสิว (40%)
ผิวหมองคล้ำ ไม่สดใส (30%)
รูขุมขนกว้าง หน้ามัน (20%)
ต้องการปรับรูปหน้าให้เรียวขึ้น (10%)
หัตถการที่ตอบโจทย์
Gen Z ให้ความสำคัญกับแนวคิด “ป้องกันก่อนแก้” โดยเน้นงานผิวเป็นหลัก เช่น เมโสหน้าใส โปรแกรมเติมวิตามินผิว หรือทรีตเมนต์ฟื้นฟู Skin Quality เพื่อให้ผิวแข็งแรง ดูสุขภาพดีในระยะยาว
สำหรับผู้ที่มีปัญหาสิว มักเลือกโปรแกรมดูแลผิวเฉพาะทาง รวมถึงเมโสอย่าง MADE Collagen ที่ช่วยฟื้นฟูผิวควบคู่กับการจัดการปัญหาสิวอย่างตรงจุด ขณะที่การฉีดโบท็อกซ์กรามหรือเมโสแฟต ก็เป็นทางเลือกสำหรับผู้ที่ต้องการปรับรูปหน้าโดยไม่ต้องผ่าตัด
Gen Y (อายุ 28-43 ปี) ชะลอวัย แก้ปัญหา และดูดีอย่างเป็นธรรมชาติ
Gen Y ถือเป็นกลุ่มหลักของตลาดหัตถการในปัจจุบัน จากการสำรวจของ SCB EIC พบว่า 53% เคยใช้บริการหัตถการ และมีผู้ให้ความสนใจรวมกันสูงถึง 74%
ปัญหาผิวของคนกลุ่มนี้เริ่มเปลี่ยนจากการป้องกัน มาเป็นการ “แก้ไขและชะลอวัย” ควบคู่ไปกับการรักษาภาพลักษณ์ที่ดูดีเหมาะสมกับวัย
4 ปัญหาที่กังวลมากที่สุด:
ริ้วรอยแรกเริ่ม (35%)
ฝ้า กระ จุดด่างดำ (30%)
ริ้วรอยลึก (25%)
ผิวขาดน้ำ (10%)
หัตถการที่ตอบโจทย์
หัตถการยอดนิยมของ Gen Y ครอบคลุมตั้งแต่ทำโบท็อกซ์ ฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาและร่องแก้ม ไปจนถึง Bio Stimulator อย่าง Sculptra หรือ Radiesse ที่ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ฟื้นฟูผิวในระยะยาว
นอกจากนี้ เครื่องยกกระชับผิว เช่น HIFU และ Ultraformer III รวมถึง Pico Laser สำหรับปรับผิวให้เรียบเนียน กระจ่างใส ก็ได้รับความนิยมสูง เนื่องจากใช้เวลาพักฟื้นน้อยและเหมาะกับไลฟ์สไตล์คนทำงาน
Gen X (อายุ 44-59 ปี) ฟื้นโครงสร้างผิว คืนความอ่อนเยาว์อย่างเป็นธรรมชาติ
กลุ่มต่อมาที่มีความกังวลเรื่องผิวหน้ากันไม่น้อยก็คือ Gen X อีกกลุ่มที่มีสัดส่วนการทำหัตถการสูง โดย 45% เคยเข้ารับบริการมาแล้ว เน้นการแก้ปัญหาผิวหย่อนคล้อยและโครงสร้างใบหน้าที่เปลี่ยนไปตามวัย แม้ว่าสัดส่วนคนที่ทำหัตการจากผลสำรวจจะน้อยกว่า Gen Y แต่ยังเป็นคนกำลังหลักของตลาดเป็นอันดับสองเลยทีเดียว
4 ปัญหาที่กังวลมากที่สุด:
ผิวหย่อนคล้อย กรอบหน้าไม่ชัด (45%)
ร่องลึก เช่น ร่องน้ำตา ร่องน้ำหมาก (30%)
ริ้วรอยและผิวแห้ง (15%)
ฝ้าลึก เม็ดสีสะสม (10%)
หัตถการที่ตอบโจทย์
เทคโนโลยียกกระชับอย่าง Ulthera และ Thermage FLX ถูกเลือกใช้เพื่อยกผิวชั้นลึก ควบคู่กับการเติมฟิลเลอร์บริเวณขมับหรือแก้ม เพื่อคืนวอลุ่มให้ใบหน้าดูอ่อนเยาว์
ขณะเดียวกัน การมองหาคลินิกร้อยไหมหรือคลินิกที่มีบริการฉีด Bio Stimulator ก็เป็นอีกทางเลือกที่พวกเขาสนใจเพื่อช่วยฟื้นโครงสร้างผิว เพิ่มความชุ่มชื้น แต่ยังเน้นคงความเป็นธรรมชาติ และไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงมากเกินไป จนดูไม่ธรรมชาติ
จากข้อมูลทั้งหมดสะท้อนให้เห็นว่า ไม่ว่าจะเป็น Gen ใด ต่างก็ต้องการ “ผิวที่ดีในแบบของตัวเอง” มากกว่าการทำตามเทรนด์เพียงอย่างเดียว การเข้าใจโครงสร้างผิวและปัญหาที่แตกต่างกันในแต่ละช่วงวัย จึงกลายเป็นหัวใจสำคัญในการเลือกหัตถการอย่างเหมาะสม
เมื่อผู้บริโภคมีความรู้และความเข้าใจมากขึ้น กระแสหัตถการความงามจึงยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง และมีแนวโน้มขยายตัวต่อไปในปี 2026 ทั้งในมุมของการดูแลสุขภาพผิว และการเสริมความมั่นใจในชีวิตประจำวัน


