ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลกและความท้าทายเชิงโครงสร้างภายในประเทศ คำถามสำคัญของเศรษฐกิจไทยวันนี้ไม่ใช่เพียง “จะเติบโตอย่างไร” แต่คือ “จะเติบโตอย่างยั่งยืนได้หรือไม่” โดยคำตอบหนึ่งที่ชัดเจน คือความแข็งแรงของเศรษฐกิจฐานราก ซึ่งมี SME เป็นพลังขับเคลื่อนหลักของประเทศ
ผู้ประกอบการ SME ไทยกว่า 3.2 ล้านราย มีบทบาทสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจราว 35% ของ GDP และเป็นแหล่งจ้างงานมากกว่า 70% ของแรงงานทั้งหมด ทำให้ SME ไม่ใช่เพียงกลไกทางธุรกิจ แต่เป็นเสาหลักที่ค้ำจุนเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและสังคมในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม แม้ SME ไทยจำนวนมากจะมีศักยภาพ มีสินค้าคุณภาพจากวัตถุดิบท้องถิ่นและอัตลักษณ์เฉพาะตัว แต่โจทย์เชิงโครงสร้างที่ยังเป็นอุปสรรคสำคัญ คือ การเข้าถึงช่องทางจำหน่ายที่มั่นคง ต่อเนื่อง และเข้าถึงผู้บริโภคในชีวิตประจำวัน
เมื่อค้าปลีกกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ
ในบริบทนี้ บทบาทของ เซเว่น อีเลฟเว่น น่าสนใจในฐานะธุรกิจค้าปลีกที่ขยายขอบเขตบทบาทจาก “จุดขายสินค้า” ไปสู่การเป็น แพลตฟอร์มเชื่อมเศรษฐกิจฐานรากเข้ากับตลาดสมัยใหม่
แนวคิด “SME โตไกลไปด้วยกันอย่างยั่งยืน” ถูกนำมาพัฒนาเป็นกลไกเชิงระบบ ไม่ใช่เพียงโครงการระยะสั้น แต่เป็นการสร้างโครงสร้างตลาดที่ช่วยให้ผู้ประกอบการรายย่อยและเกษตรกรสามารถเติบโตไปพร้อมกับธุรกิจค้าปลีกขนาดใหญ่
ปัจจุบัน เซเว่น อีเลฟเว่น มีสินค้าจากผู้ประกอบการ SME วางจำหน่ายในสาขาจำนวน 8,769 รายการ จากผู้ประกอบการ SME และเกษตรกรไทยกว่า 3,370ครอบครัว จากทั่วประเทศ ครอบคลุมทั้งช่องทางหน้าร้าน ช่องทางออนไลน์ อย่าง All Online และบริการสั่งเซเว่น เดลิเวอรี่ ผ่านเซเว่นแอปพลิเคชัน โมเดลดังกล่าวช่วยสร้างเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจฐานรากกว่า 28,134 ล้านบาท สะท้อนบทบาทของค้าปลีกที่ไม่ได้หยุดอยู่แค่ปลายทางการขายสินค้า แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างเศรษฐกิจประเทศ
Economic Impact ที่ขยายผลจากธุรกิจสู่สังคม
ส่วนผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการสนับสนุน SME ของเซเว่น อีเลฟเว่น ไม่ได้วัดเพียงยอดขาย แต่ขยายไปสู่หลายมิติสำคัญ
1) เสถียรภาพรายได้ของครัวเรือนและชุมชน
การมีตลาดรองรับที่ต่อเนื่อง ช่วยให้ผู้ประกอบการและเกษตรกรสามารถวางแผนการผลิตได้ดีขึ้น ลดความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาด และสร้างรายได้ที่คาดการณ์ได้ในระยะยาว
2) การจ้างงานและเศรษฐกิจหมุนเวียนในท้องถิ่น
SME ที่สามารถขยายกำลังการผลิตเพื่อตอบโจทย์ตลาดค้าปลีกสมัยใหม่ ก่อให้เกิดการจ้างงานในชุมชน ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ จนถึงปลายน้ำ และช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่นอย่างเป็นรูปธรรม
3) ลดความเหลื่อมล้ำด้านโอกาสทางการค้า
การเปิดพื้นที่ให้สินค้า SME วางจำหน่ายเคียงข้างแบรนด์ขนาดใหญ่ ช่วยลดช่องว่างในการเข้าถึงตลาด ทำให้ผู้ประกอบการรายย่อยมีโอกาสแข่งขันบนเวทีเดียวกัน และผู้บริโภคสามารถสนับสนุนสินค้าท้องถิ่นได้ง่ายขึ้น
3 กลไกหลักในการสร้างผลกระทบเชิงเศรษฐกิจ การสร้าง Economic Impact ดังกล่าว ขับเคลื่อนผ่าน 3กลไกสำคัญ ได้แก่
• เปิดตลาด ใช้เครือข่ายร้านค้าและแพลตฟอร์มออนไลน์เป็นช่องทางจำหน่ายที่เข้าถึงผู้บริโภคในชีวิตประจำวัน
• ยกระดับศักยภาพ สนับสนุนความรู้ มาตรฐาน และการพัฒนาสินค้า เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน
• เชื่อมโยงเครือข่าย ทำหน้าที่เป็นตัวกลางเชื่อม SME กับพันธมิตรทางธุรกิจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
จากสินค้าชิ้นเล็ก สู่ฟันเฟืองหลักที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจทั้งระบบ
สินค้าจาก SME ที่วางจำหน่ายในเซเว่น อีเลฟเว่น อาจเป็นเพียงสินค้าในชีวิตประจำวันของผู้บริโภค แต่เบื้องหลังคือห่วงโซ่เศรษฐกิจที่เชื่อมโยงเกษตรกร ผู้ประกอบการ แรงงาน และชุมชนจำนวนมาก โมเดลนี้สะท้อนให้เห็นว่า การออกแบบบทบาทของธุรกิจให้เชื่อมโยงกับสังคมอย่างเป็นระบบ สามารถสร้างผลกระทบเชิงเศรษฐกิจที่ยั่งยืน และช่วยเสริมความแข็งแรงให้เศรษฐกิจฐานรากของประเทศได้จริง


