บอร์ดเซมิคอนดักเตอร์ พิจารณาร่างโรดแมปเซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติครั้งแรก วางกลไกขับเคลื่อน 5 ด้าน ปั้นไทยขึ้นแท่นผู้นำในภูมิภาค มุ่งสู่ “ชิปเมดอินไทยแลนด์” ภายในปี 2050 ตั้งเป้าดึงเงินลงทุนมากกว่า 2.5 ล้านล้านบาท สร้างบุคลากรทักษะสูงในประเทศกว่า 2.3 แสนคน
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงแห่งชาติ (บอร์ดเซมิคอนดักเตอร์)เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2569 ซึ่งมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน พิจารณาให้ความเห็นต่อ “ร่างยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงแห่งชาติ” ที่เริ่มจัดทำมาตั้งแต่เดือนเมษายน 2568 โดยได้ว่าจ้างบริษัท Roland Berger ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาชั้นนำระดับโลก เป็นผู้ศึกษาและจัดทำร่างยุทธศาสตร์ ภายใต้การกำกับดูแลของคณะอนุกรรมการฯ ที่ประกอบด้วยทีมงานจากบีโอไอ สภาพัฒน์ฯ กระทรวงอุตสาหกรรม ศูนย์เทคโนโลยีไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (TMEC) สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) และด้วยความร่วมมืออย่างดีจากภาคเอกชนทั้งไทยและต่างชาติ
ในการจัดทำร่างยุทธศาสตร์ฯ ได้มีการศึกษาข้อมูลเชิงลึก การจัดประชุมหารือกับภาคส่วนต่าง ๆ ทั้งในและต่างประเทศ การประเมินสภาพแวดล้อมของอุตสาหกรรมตลอดห่วงโซ่อุปทานทั้งของโลกและของประเทศไทย การประเมินความสามารถในการแข่งขัน การเปรียบเทียบกับประเทศคู่แข่ง มาตรการสนับสนุนของประเทศต่าง ๆ ความพร้อมของระบบนิเวศและโอกาสในการดึงดูดการลงทุนของไทย เพื่อนำมาสู่การกำหนดวิสัยทัศน์ เป้าหมาย ตัวชี้วัด ยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมในระยะต่าง ๆ มาตรการสนับสนุนที่เหมาะสม ตลอดจนการกำหนดกลไกการขับเคลื่อนแผนสู่การปฏิบัติ โดยร่างยุทธศาสตร์ที่นำเสนอบอร์ดในครั้งนี้ ได้ผ่านการประชาพิจารณ์และรับฟังความคิดเห็นจากผู้เกี่ยวข้องแล้ว เมื่อเดือนตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา
ในการศึกษาเปรียบเทียบการพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของไทยกับประเทศอื่นในภูมิภาค ทั้งผู้นำอย่างสิงคโปร์และมาเลเซีย รวมถึงประเทศคู่แข่งอย่างเวียดนามและฟิลิปปินส์ ถึงแม้อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ไทยอยู่ในช่วงเริ่มต้น แต่เมื่อพิจารณาปัจจัยต่าง ๆ ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน คุณภาพของบุคลากร สภาพแวดล้อมในการประกอบธุรกิจ มาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ และศักยภาพของอุตสาหกรรมปลายน้ำ พบว่าประเทศไทยยังมีโอกาสในการพัฒนาต่อยอดอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ให้เติบโตและแข่งขันได้ โดยควรเน้น 5 กลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ไทยมีศักยภาพสูง ได้แก่ ชิปประเภท Power, Sensor, Photonics, Analog และ Discrete เนื่องจากเป็นชิปที่ใช้ในอุตสาหกรรมสำคัญของไทย อาทิ ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ โทรคมนาคม ดาต้าเซ็นเตอร์ เทคโนโลยี AI ระบบออโตเมชั่น และการแพทย์
ร่างยุทธศาสตร์ฯ จึงได้กำหนดทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง โดยมุ่งต่อยอดจุดแข็งเดิมของไทย ควบคู่กับการเสริมสร้างขีดความสามารถใหม่ เชื่อมโยงห่วงโซ่การผลิตตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ผลักดันให้เกิด “ชิปเมดอินไทยแลนด์” (Made-in-Thailand Chips) โดยตั้งเป้าดึงดูดเงินลงทุนกว่า 2.5 ล้านล้านบาท ในช่วง 25 ปีข้างหน้า (ค.ศ. 2026 – 2050) พัฒนาบุคลากรในอุตสาหกรรมได้มากกว่า 230,000 คน และทำให้เกิดระบบนิเวศอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ครบวงจร เพื่อยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นผู้นำอุตสาหกรรมในภูมิภาค โดยในระยะ 5 ปีแรก จะมุ่งเน้นต่อยอดกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ไทยมีจุดแข็ง เช่น กิจการประกอบและทดสอบชิป (Outsourced Semiconductor Assembly and Test: OSAT) การออกแบบชิป (IC Design) และกลุ่มผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง รวมถึงการผลักดันให้เกิดการลงทุนในกิจการผลิตชิปต้นน้ำ (Wafer Fabrication) ในประเทศไทย ควบคู่กับการเริ่มสร้างผู้ประกอบการไทยที่มีศักยภาพให้เติบโตเป็นผู้เล่นหลัก (Local Champion) ในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ในอนาคต
เพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว ร่างยุทธศาสตร์ฯ จึงเสนอกลไกขับเคลื่อน 5 ด้านสำคัญ ได้แก่ 1) ด้านสิทธิประโยชน์ เช่น การให้เงินสนับสนุนและเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำในระยะยาว เพื่อดึงดูดโครงการลงทุนเป้าหมาย 2) ด้านบุคลากรทักษะสูง เช่น การพัฒนาหลักสูตรและความร่วมมือระหว่างภาคอุตสาหกรรมกับสถาบันการศึกษาทั้งในและต่างประเทศ เพื่อสร้างบุคลากรด้านวิศวกรรมเซมิคอนดักเตอร์และการวิจัยขั้นสูง รวมทั้งการยกระดับทักษะแรงงานผ่านการฝึกอบรมวิชาชีพเฉพาะทาง 3) ด้านเทคโนโลยี เช่น การยกระดับศูนย์เทคโนโลยีไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (TMEC) และศูนย์วิจัยด้านเซมิคอนดักเตอร์ของสถาบันการศึกษา การสร้างความร่วมมือระหว่างรัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษาในการวิจัยและพัฒนา 4) โครงสร้างพื้นฐาน เช่น การกำหนดพื้นที่ในรูปแบบคลัสเตอร์ การพัฒนาระบบน้ำและไฟฟ้า โดยเฉพาะพลังงานสะอาด การพัฒนาระบบป้องกันและจัดการภัยพิบัติที่มีประสิทธิภาพ 5) สภาพแวดล้อมทางธุรกิจ เช่น การอำนวยความสะดวกในการอนุมัติ/อนุญาตประกอบธุรกิจ การเจรจาข้อตกลงการค้ากับสหรัฐฯ และยุโรปในเรื่องเซมิคอนดักเตอร์ การออกแบบกลไกจัดซื้อภาครัฐเพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการไทย เป็นต้น
ที่ประชุม เน้นย้ำประเทศไทยจำเป็นต้องกำหนดกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์เป้าหมายให้มีความชัดเจน โดยมุ่งเน้นเทคโนโลยีที่สอดคล้องกับศักยภาพของประเทศ และสามารถต่อยอดกับอุตสาหกรรมหลักที่ประเทศไทยมีความเข้มแข็งอยู่ในปัจจุบัน เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อสร้างความได้เปรียบด้านการแข่งขันในเวทีโลกในระยะยาว และช่วยยกระดับขีดความสามารถของอุตสาหกรรมสำคัญอื่นในประเทศได้ด้วย นอกจากนี้ ที่ประชุมเห็นว่า การดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ ควรดำเนินการควบคู่กับการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการไทยมีบทบาทและมีส่วนร่วมในห่วงโซ่อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ เพื่อนำไปสู่การถ่ายทอดเทคโนโลยีและการพัฒนาผู้ประกอบการไทยให้เติบโตเป็น Local Champion ได้ในอนาคต
อีกประเด็นสำคัญซึ่งที่ประชุมเน้นการเตรียมความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน อาทิ ไฟฟ้า น้ำ ระบบจัดการของเสีย ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ รวมถึงการพัฒนาทักษะแรงงานรูปแบบใหม่ ให้สอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรม เพื่อเป็นปัจจัยสนับสนุนการตัดสินใจลงทุน อีกทั้งควรปรับยุทธศาสตร์ให้มีความยืดหยุ่น เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและห่วงโซ่อุปทานโลกที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว
“อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ เป็นอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ระดับโลกที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยคาดว่าจะมีขนาดตลาดใหญ่ถึง 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐในปี ค.ศ. 2030 และจะเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์ใหม่ที่จะช่วยเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของไทยในระยะยาว การที่บอร์ดเซมิคอนดักเตอร์ ได้พิจารณาและให้ความเห็นต่อร่างยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงในครั้งนี้ นับเป็นก้าวสำคัญที่จะนำไปสู่การวางโรดแมปที่ชัดเจนสำหรับการพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์อย่างเป็นระบบตลอดห่วงโซ่อุปทาน เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นฐานการออกแบบและผลิตชิปชั้นนำของภูมิภาค และสามารถบรรลุเป้าหมาย ‘ชิปเมดอินไทยแลนด์’ อย่างที่ตั้งใจไว้” นายนฤตม์ กล่าว
ทั้งนี้ ในช่วงปี 2561–พฤศจิกายน 2568 การขอรับการส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ มีจำนวน 1,748 โครงการ มูลค่าการลงทุน 1.17 ล้านล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 19 ของเงินลงทุนทั้งสิ้น นับเป็นอุตสาหกรรมที่มีคำขอรับการส่งเสริมมากที่สุด และมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในธุรกิจการผลิตแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) การประกอบและทดสอบเซมิคอนดักเตอร์ (OSAT) การผลิตฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์และชิ้นส่วน การผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์สำหรับยานยนต์ เครื่องมือแพทย์ อุปกรณ์โทรคมนาคม รวมทั้งการผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ
ที่ผ่านมา มีบริษัทชั้นนำในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์หลายรายที่ตัดสินใจลงทุนตั้งฐานการผลิตในประเทศไทย เช่น บริษัท Infineon ผู้ผลิตชิปอันดับหนึ่งของเยอรมนี บริษัท Analog Devices, Microchip Technology และ Lumentum จากสหรัฐอเมริกา บริษัท NXP Semiconductor จากเนเธอร์แลนด์ บริษัท Sony, Toshiba และ Rohm จากญี่ปุ่น และบริษัท Fiti ในเครือ Foxconn ผู้ผลิตอุปกรณ์ความแม่นยำสูงสำหรับเครื่องจักรผลิตเซมิคอนดักเตอร์จากไต้หวัน เป็นต้น


