xs
xsm
sm
md
lg

PTTGC แจงกำไรปี 66 อยู่ที่ 999 ล้านบาท มาจากกำไรพิเศษการขายหุ้น GCL 50%

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



PTTGC แจ้งผลประกอบการปี 2566 มีกำไรสุทธิ 999 ล้านบาท โตขึ้น 111% จากปีก่อน มาจากกำไรพิเศษจากการขายหุ้น GCL 50% ให้ WHA และกำไรจากการซื้อหุ้นกู้คืน ขณะที่ธุรกิจปิโตรเคมียังไม่ฟื้นตัวทำให้บริษัทมีผลขาดทุนจากการดำเนินงาน เผยตั้งงบลงทุน 5 ปีนี้ 666 ล้านเหรียญสหรัฐ บอร์ดฯ อนุมัติจ่ายปันผลงวดปี 66 อยู่ที่หุ้นละ 0.75 บาท

นางสาวภัทรลดา สง่าแสง รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการเงินและบัญชี บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC เปิดเผยว่า ผลประกอบการในปี 2566 บริษัทฯ มีรายได้ 616,635 ล้านบาท ลดลง 9% เมื่อเทียบกับปีก่อนที่มีรายได้อยู่ที่ 678,267 ล้านบาท และกำไรสุทธิรวม 999 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 111% เมื่อเทียบกับปี 2565 ที่ขาดทุนสุทธิ 8,752 ล้านบาท

ในปี 2566 บริษัทขาดทุนจากการดำเนินงานปกติอยู่ที่ 3,587 ล้านบาท จากอุปสงค์ยังคงชะลอตัวจากสภาวะเศรษฐกิจยังไม่ฟื้นและอุปทานของภาคปิโตรเคมีที่เข้ามาในระหว่างปี โดยบริษัทรับรู้รายการที่ไม่ได้เกิดขึ้นจากการดำเนินงานปกติ ได้แก่ ผลขาดทุนจากสต๊อกน้ำมันและรายการขาดทุนจากการปรับมูลค่าสินค้าคงเหลือให้เท่ากับมูลค่าสุทธิที่จะได้รับ (Stock Loss Net NRV) รวม 2,756 ล้านบาท กำไรทางบัญชีจากอัตราแลกเปลี่ยนและกำไรจากตราสารอนุพันธ์ทางการเงินรวม 790 ล้านบาท

นอกจากนี้ บริษัทได้ขายหุ้นในบริษัท จีซี โลจิสติกส์ โซลูชั่นส์ จำกัด (GCL) สัดส่วน 50% ให้กับกลุ่มบริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ WHA คิดเป็นมูลค่าประมาณ 2,640 ล้านบาท โดยมีกำไรพิเศษที่เกี่ยวข้องจากรายการนี้ (รวมกำไรจากการตีมูลค่ายุติธรรมของเงินลงทุนที่เหลือใน GCL) เป็นจำนวน 4,017 ล้านบาท และบริษัทยังดำเนินการลดภาระหนี้สินทางการเงินด้วยการซื้อหุ้นกู้สกุลเหรียญสหรัฐ โดยมีกำไรจากการซื้อคืนหุ้นกู้ดังกล่าวจำนวน 1,890 ล้านบาท การดำเนินการดังกล่าวส่งผลให้มีปัจจัยสนับสนุนผลประกอบการนอกเหนือจากการดำเนินงานตามปกติของบริษัท และมีผลขาดทุนจากเงินลงทุนที่รับรู้ในปี 2566 จำนวน 725 ล้านบาท ลดลงจากปี 2565

ในปี 2566 บริษัทมีรายได้ปรับตัวลดลง 9% เมื่อเทียบกับปีก่อน สาเหตุมาจากราคาผลิตภัณฑ์กลุ่มปิโตรเลียมและปิโตรเคมีปรับลดลงในทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์สะท้อนสภาพเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัวจากสภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลก อย่างไรก็ตาม ในด้านปริมาณการขายธุรกิจโรงกลั่นที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากการที่ปี 2565 เนื่องจากมีการปิดซ่อมบำรุงใหญ่ในไตรมาส 4/2565 ในขณะที่ปี 2566 ไม่มีปิดซ่อมบำรุง ทำให้ปริมาณการขายปี 2566 ปรับตัวสูงขึ้นกว่าปีก่อน ในขณะที่ปี 2565 มีสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศรัสเซีย-ยูเครน ส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมาก ทำให้ราคาขายผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมในปี 2565 ปรับสูงขึ้นกว่าปกติ โดยในปี 2566 บริษัทมี Adjusted EBITDA อยู่ที่ 40,007 ล้านบาท ปรับตัวลดลง 19% จากปีก่อน ตามทิศทางส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีส่วนใหญ่ที่ปรับลดลง โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจปิโตรเคมีขั้นกลางและกลุ่มธุรกิจผลิตภัณฑ์พอลิเมอร์และเคมีภัณฑ์ที่ได้รับผลกระทบจากกำลังการผลิตใหม่ที่เข้ามาเป็นจำนวนมากในปี 2566

สำหรับผลประกอบการไตรมาส 4/2566 บริษัทมีรายได้จากการขายรวม 162,264 ล้านบาท ปรับตัวเพิ่มขึ้น 30% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 1% จากไตรมาสก่อน ขณะที่ปี 2566 บริษัทรายงานกำไรสุทธิ 5,081 ล้านบาท เพิ่มขึ้นมากกว่า 200% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนซึ่งอยู่ที่ 678 ล้านบาท และเพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนที่มีกำไรสุทธิ 1,427 ล้านบาท


นางสาวภัทรลดากล่าวอีกว่า ประมาณการงบลงทุนในช่วง 5 ปีข้างหน้า (ปี 2567-2571) ของกลุ่มบริษัทอยู่ที่ 666 ล้านเหรียญสหรัฐ แบ่งเป็น งบลงทุนของบริษัทและบริษัทย่อย (ไม่รวม allnex) จำนวน 192 ล้านเหรียญสหรัฐ และงบลงทุนของบริษัท allnex จำนวน 474 ล้านเหรียญสหรัฐ ทั้งนี้ ในปี 2567 บริษัทจะใช้งบลงทุนรวมประมาณ 262 ล้านเหรียญสหรัฐ, ปี 2568 รวมอยู่ที่ 151 ล้านเหรียญสหรัฐ, ปี 2569 อยู่ที่ 98 ล้านเหรียญสหรัฐ, ปี 2570 อยู่ที่ 92 ล้านเหรียญสหรัฐ และปี 2571 ใช้งบลงทุนรวมอยู่ที่ 63 ล้านเหรียญสหรัฐ

ส่วนแนวโน้มตลาดและธุรกิจปี 2567 มองว่าสถานการณ์เศรษฐกิจโลกโดยรวมมีแนวโน้มเติบโตลดลง แม้จะมีการฟื้นตัวจากวิกฤตโควิด-19 สงครามในยูเครนและวิกฤตพลังงาน แต่ทั้งนี้การเติบโตของโลกมีแนวโน้มอ่อนแอทั้งในภาพรวมและรายประเทศ ผนวกกับผลกระทบจากอัตราดอกเบี้ยที่สูงในรอบกว่าทศวรรษในประเทศสำคัญของโลก และการเผชิญกับความท้าทายทางเศรษฐกิจ นอกจากนี้ ความแตกแยกทางภูมิรัฐศาสตร์ยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ ทั้งจากความยืดเยื้อของสถานการณ์สงครามในรัสเซีย-ยูเครน และประเด็นการสู้รบระหว่างอิสราเอส-ฮามาส จึงคาดว่าการเติบโตจะชะลอตัวจาก 3.5% ในปี 2565 เป็น 3% ในปี 2566 และ 2.9% ในปี 2567 คาดว่าสถานการณ์ทางเศรษฐกิจจะค่อยๆ คลี่คลายอย่างช้าๆ ในช่วงครึ่งปีหลัง จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของนานาชาติ และจะทำให้ภาพรวมทางเศรษฐกิจเริ่มมีทิศทางดีขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป

ทั้งนี้ ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทฯ มีมติอนุมัติจ่ายเงินปันผลงวดปี 2566 ในอัตราหุ้นละ 0.75 บาท คิดเป็นเงินทั้งสิ้นประมาณ 3,382 ล้านบาท โดยบริษัทฯ กำหนดให้วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2567 เป็นวันให้สิทธิผู้ถือหุ้นในการเข้าประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2567 และมีสิทธิรับเงินปันผลรวมถึงกำหนดจ่ายเงินปันผลในวันที่ 24 เมษายน 2567


กำลังโหลดความคิดเห็น