xs
xsm
sm
md
lg

เอกชนเป็นห่วงการเมือง ม็อบ กระทบการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ดัชนีเชื่อมั่นหอการค้าไทยเดือน ก.ย. ปรับตัวขึ้นเล็กน้อย ได้รับผลดีจากการปรับจีดีพีปีนี้ติดลบน้อยลง รัฐบาลเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจ ราคาสินค้าเกษตรปรับตัวดีขึ้น แต่ยังเป็นห่วงภาคท่องเที่ยวชะลอตัว การเมืองมีปัญหา ม็อบป่วน เป็นตัวฉุดการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ

นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทย เดือนก.ย. 2563 ปรับตัวขึ้นมาเล็กน้อยอยู่ที่ระดับ 32.5 จากเดือน ส.ค. อยู่ที่ 32.3 เป็นการปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง 4 เดือนติดต่อกัน ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นในอนาคตปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 39.8 จากเดือน ส.ค. อยู่ที่ 39.6 เป็นการเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง 4 เดือนเช่นกัน โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2563 ใหม่ โดยคาดว่าเศรษฐกิจทั้งปีจะติดลบเพียง 7.8% จากเดิมติดลบ 8.1% และรัฐบาลได้ดำเนินมาตรการดูแลและเยียวยาผลกระทบจากโควิด-19 เพื่อช่วยเหลือประชาชน และผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง รวมถึงราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศยังอยู่ในระดับทรงตัว และภาคธุรกิจยังเห็นว่าราคาสินค้าเกษตรในภูมิภาคปรับตัวดีขึ้นกว่าที่ผ่านมา ทำให้การขายสินค้าทำได้ดีมากขึ้น

ทั้งนี้ แม้ดัชนีจะปรับตัวขึ้นแต่ก็ฟื้นตัวเล็กน้อย ค่อนข้างช้า และยังอยู่ในระดับต่ำ โดยทุกภาคมองว่าเศรษฐกิจยังแย่ จึงต้องการให้รัฐดูแลราคาสินค้า เพราะประชาชนได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ทำให้กำลังซื้อลดลง ภาคท่องเที่ยวได้รับผลกระทบ จึงควรได้รับการเยียวยา และต้องดูแลสถานการณ์การเมืองให้มีเสถียรภาพ เพื่อดึงความเชื่อมั่นนักลงทุน รวมทั้งต้องเร่งมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ลดภาระหนี้

“ประเมินว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ ได้แก่ เติมเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเพิ่ม 500 บาทต่อเดือน โครงการคนละครึ่ง และช้อปดีมีคืน จะมีเม็ดเงินลงไปในระบบเศรษฐกิจหลายแสนล้านบาท ทั้งของภาครัฐและเอกชน ทำให้เกิดการหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ 2-3 รอบ แต่ถ้าการเมืองตึงเครียดและรุนแรงจะทำให้การหมุนเวียนเศรษฐกิจลดลง และกระทบต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจได้ จากเดิมคาดว่าไตรมาส 4 จีดีพีจะเพิ่ม 2-3% ทำให้ทั้งปีติดลบเหลือ 4-5% แต่ถ้าการเมืองเป็นตัวแปร ไตรมาส 4 จะโตเพียง 1% จีดีพีทั้งปีจะลบ 6-7%”

อย่างไรก็ตาม ปัจจัยทางการเมืองจะกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนในพื้นที่กรุงเทพฯ เป็นหลัก ส่วนภาคอื่นๆ ให้น้ำหนักมาตรการดูแลของภาครัฐ เช่น การดูแลหนี้ เพิ่มสภาพคล่อง การจ้างงาน และการเพิ่มกำลังซื้อ

ส่วนการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ที่จะมีขึ้นช่วงปลายเดือน ธ.ค. 2563 คาดว่าจะมีเม็ดเงินในการหาเสียงเข้าสู่ระบบมากถึง 3 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในปีนี้ได้อีก จากนั้นในช่วงต้นปี 2564 จะมีการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) จะสร้างเม็ดเงินสะพัดเพิ่มขึ้นอีก 2-3 หมื่นล้านบาท มีผลต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจในปี 2564


กำลังโหลดความคิดเห็น...