xs
xsm
sm
md
lg

ธุรกิจอาหาร-เครื่องดื่มไทยงัดนวัตกรรมโชว์ล้ำใน THAIFEX 2017

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: MGR Online

ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ (กลาง) รองนายกรัฐมนตรี ให้เกียรติเป็นประธานเปิดงาน THAIFEX - World of Food Asia 2017 สุดยอดงานแสดงสินค้าอาหารระดับนานาชาติ โดยมีนางอภิรดี ตันตราภรณ์ (ที่ 2 จากซ้าย) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นางมาลี โชคล้ำเลิศ (ซ้าย) อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ นายกลินท์ สารสิน (ที่ 2 จากขวา) ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และนายมาเธียส คุปเปอร์ (ขวา) กรรมการผู้จัดการ บริษัท โคโลญเมสเซ่ จำกัด ในฐานะผู้จัดงาน ร่วมให้การต้อนรับ ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี
ผู้จัดการรายวัน 360 - กลับมาอีกครั้งอย่างยิ่งใหญ่กว่าทุกครั้งที่ผ่านมาสำหรับการจัดงาน “THAIFEX - World of Food Asia 2017” สุดยอดงานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่มที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย ตอกย้ำศักยภาพอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มไทยในฐานะ “ครัวโลก” ซึ่งมี ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดอย่างเป็นทางการ โดยจะมีการเปิดเจรจาธุรกิจตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 2 มิ.ย. 60 และจะมีวันจำหน่ายปลีกสำหรับประชาชนทั่วไปในวันที่ 3-4 มิ.ย. 60 ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี

การจัดงาน “THAIFEX - World of Food Asia 2017” เป็นความร่วมมือระหว่างกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับพันธมิตรภาคเอกชน หอการค้าไทย และโคโลญเมสเซ ประเทศเยอรมนี โดยได้รับการตอบรับจากบริษัทชั้นนำในวงการอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มเข้าร่วมงานจำนวนกว่า 2.2 พันบริษัท รวมเป็นจำนวน 5.2 พันคูหา จาก 46 ประเทศ ทั้งยังมีผู้ประกอบการรายใหม่เพิ่มขึ้นกว่า 30% โดยคาดว่าจะมีผู้เข้าชมงานประมาณ 1.5 แสนราย สร้างมูลค่าการสั่งซื้อสินค้าประมาณ 1.1 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 15% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าสำคัญมีแนวโน้มดีขึ้น ประกอบกับคุณภาพและภาพลักษณ์ของสินค้าอาหารไทยเป็นที่ยอมรับในตลาดโลก จึงคาดว่าความต้องการสินค้าอาหารทั่วโลกจะเพิ่มขึ้น

สำหรับไฮไลต์ของงานในปีนี้คือการเน้นชูนวัตกรรมอาหารเป็นหลัก รวมถึงการนำเสนอ 11 เทรนด์อาหารโลก เพื่อให้ผู้ประกอบการได้รับทราบแนวโน้มใหม่ๆ มีโอกาสและช่องทางใหม่ๆ ในการคิดค้นอาหารประเภทต่างๆ เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้า โดยปัจจุบันการนำนวัตกรรมมาพัฒนาในอุตสาหกรรมอาหารมีทิศทางและแนวโน้มให้เข้ากับวิถีชีวิตของคนเมืองมากขึ้น ทั้งยังมีการพัฒนาจัดทำในรูปแบบของอาหารพร้อมรับประทาน (Ready to Eat) มีความสะดวกรวดเร็วแต่ยังคงไว้ซึ่งคุณประโยชน์ รวมถึงการพัฒนาอาหารจากวัตถุดิบท้องถิ่นที่ช่วยสร้างรายได้ให้ชุมชน การหันมาคำนึงผลทางด้านสิ่งแวดล้อมมากขึ้น โดยการใช้วัสดุเหลือใช้เพื่อพัฒนานวัตกรรม
ดร.ณรงค์ชัย ศรีสันติแสง รองกรรมการผู้จัดการใหญ่บริหาร สายงานปฏิบัติการ กลุ่มธุรกิจอาหาร เครือเบทาโกร
“เบทาโกร” ชูนโยบาย “คู่คิด” ให้ “คู่ค้า” 
ดร.ณรงค์ชัย ศรีสันติแสง รองกรรมการผู้จัดการใหญ่บริหาร สายงานปฏิบัติการ กลุ่มธุรกิจอาหาร เครือเบทาโกร กล่าวว่า เครือเบทาโกรใช้งบประมาณ 10 ล้านบาทก่อตั้ง “ศูนย์นวัตกรรมอาหาร” (Food Innovation Center) เพื่อเป็นศูนย์พัฒนาผลิตภัณฑ์ทั้งในส่วนของสินค้าใหม่และบรรจุภัณฑ์ให้มีรูปแบบหลากหลาย พร้อมจัดตั้งทีมงาน Food Solution ซึ่งเป็นบุคลากรที่มีความรู้ความชำนาญทางด้านอุตสาหกรรมอาหารเป็นจำนวนกว่า 30 คน เพื่อทำหน้าที่ให้คำปรึกษาและร่วมกันพัฒนารายการอาหารใหม่ๆ เพื่อยกระดับมาตรฐานการจัดการธุรกิจอาหารให้ลูกค้ากลุ่มธุรกิจอาหาร ทั้งในส่วนของร้านอาหาร ภัตตาคาร และโรงแรม ภายใต้นโยบายเป็น “คู่คิด” ให้ “คู่ค้า”

ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาเครือเบทาโกรยังมีการพัฒนาจุดขายในช่องทางโมเดิร์นเทรดต่างๆ อย่างต่อเนื่องจนส่งผลให้มียอดขายเติบโตขึ้น 15-20% ขณะเดียวกันในช่วง 1 ปีที่ผ่านมายังพัฒนาวิธีการเลือกซื้อลูกชิ้น-ไส้กรอก รวมถึงวิธีการปรุงอาหารที่ถูกวิธี เช่น วิธีทอด การเปลี่ยนน้ำมัน และความสะอาดถูกสุขลักษณะของผู้ขายให้ผู้ประกอบการรายย่อยคือ “หน่วยรถทอด” เป็นจำนวนกว่า 2 พันหน่วยขาย

เครือเบทาโกรยังร่วมมือกับสถาบันการศึกษาชั้นนำ เช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหาร ลาดกระบัง และอื่นๆ ในการพัฒนาปรับปรุงสายพันธุ์และการเพิ่มมาตรฐานการผลิตเพื่อให้สินค้ามีมาตรฐานสูงขึ้น โดยขณะนี้กำลังอยู่ในระหว่างการพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อผู้สูงอายุ คาดว่าจะเริ่มเห็นผลในเร็วๆ นี้

“เทรนด์อาหารในยุคปัจจุบันจำเป็นต้องมีการพัฒนาเพื่อตอบสนองความต้องการของคนรุ่นใหม่ที่เน้นความสะดวก รวดเร็ว ทันใจ แต่กลับนิยมทำอาหารเองมากขึ้น การพัฒนาอาหารกึ่งสำเร็จรูปพร้อมรับประทาน หรือ RTE ให้มีความหลากหลายและใช้เวลาปรุงไม่นานนักจึงเป็นการตอบโจทย์ได้อย่างตรงจุด ประการสำคัญ ขนาดของผลิตภัณฑ์ต้องเล็กลงเหลือเพียง 200-250 กรัม จากเดิมที่บรรจุในปริมาณ 500 กรัม ในขณะที่ขนาด 1 กิโลกรัมกลายเป็นขนาดสำหรับตลาดอุตสาหกรรม” ดร.ณรงค์ชัยกล่าวในตอนท้าย
นายวิทวัส พลไพศาล รองประธานกรรมการเครือเฮอริเทจ
“เครือเฮอริเทจ” โชว์ “นมอัลมอนด์” เครื่องดื่มพรีเมียมรูปแบบใหม่
นายวิทวัส พลไพศาล รองประธานกรรมการเครือเฮอริเทจ กล่าวว่า การร่วมงาน THAIFEX 2017 ครั้งนี้ได้นำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่คือเครื่องดื่มน้ำนมอัลมอนด์เกรดพรีเมียมแบรนด์ “อัลมอนด์ บรีซ” (Almond Breeze) ภายใต้สิทธิบัตรของ “บลูไดมอนด์ โกรเวอร์ส” สหรัฐอเมริกา สหกรณ์ผู้ผลิตเครื่องดื่มอัลมอนด์ชั้นนำระดับโลก

การทำตลาดเครื่องดื่มน้ำนมอัลมอนด์ครั้งนี้นอกจากเป้าหมายทำยอดขาย 10% จากตลาดรวมเครื่องดื่มนมพร้อมดื่มยูเอชที 5 หมื่นล้านบาท ยังถือเป็นการพัฒนานวัตกรรมใหม่เพื่อเป็นอีกหนึ่งทางเลือกให้ผู้บริโภค ทั้งยังถือเป็นการพัฒนาตลาดให้มีสัดส่วนการดื่มนมที่มีคุณภาพให้มีสัดส่วนสูงขึ้นเช่นเดียวกับสหรัฐอเมริกาซึ่งมีสัดส่วนการบริโภคเครื่องดื่มน้ำนมอัลมอนด์สูงถึง 30% ขณะที่ประเทศไทยมีการบริโภคประมาณ 5% โดยส่วนใหญ่ยังคงดื่มนมวัวและนมถั่วเหลืองในสัดส่วนใกล้เคียงกันคือประมาณ 50:50

“เครือเฮอริเทจมีการทำตลาดผลิตภัณฑ์ถั่วอัลมอนด์และเครื่องดื่มน้ำนมอัลมอนด์ในประเทศไทยมานานกว่า 30 ปีแล้ว แต่ก่อนหน้านั้นเน้นตลาดเฉพาะในระดับพรีเมียมผ่านช่องทางซูเปอร์มาร์เกตชั้นนำเป็นหลัก เช่น ฟู้ดแลนด์ แต่ในปีนี้ได้มีการปรับกลยุทธ์ใหม่หลังจากกระแสการบริโภคอาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพของคนไทยเพิ่มสูงขึ้น จึงได้เริ่มมีการจัดจำหน่ายผ่านร้านเซเว่นอีเลฟเว่น ในราคากล่องละ 20 บาท ขนาดปริมาตร 180 มล. เพื่อให้เข้าถึงผู้บริโภคมากขึ้น” นายวิทวัสกล่าวเสริม

ทั้งนี้ เครือเฮอริเทจตั้งเป้ายอดขายรวม 1 หมื่นล้านบาทในปี 2562 เพิ่มขึ้นจาก 7 พันล้านบาทในปี 2559 โดยในส่วนของการทำตลาดเครื่องดื่มน้ำนมอัลมอนด์คาดว่าจะทำยอดขายในปี 2560 ประมาณ 100 ล้านบาท โดยเครือเฮอริเทจมีการใช้งบประมาณ 1 พันล้านบาทในการก่อสร้างโรงงานผลิตเครื่องดื่มน้ำนมอัลมอนด์บนพื้นที่ 20 ไร่ ย่าน ถ.เศรษฐกิจ จ.สมุทรสาคร พร้อมเริ่มเดินสายการผลิต 2 สายงานเมื่อช่วงต้นปี 2560 โดยมีแผนขยายการลงทุนในเฟสสองภายในปี 2561 ด้วยงบประมาณไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาท เพื่อกระตุ้นตลาดให้มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งคาดว่าตลาดรวมซึ่งมีผู้เล่นมากกว่า 10 รายจะมีมูลค่ารวมประมาณ 500 ล้านบาทถึง 1 พันล้านบาทภายใน 5 ปี
น.ส.ปิยจิต รักอริยะพงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็ปเป้ จำกัด (มหาชน)
“เซ็ปเป้” สร้างนวัตกรรมบรรจุภัณฑ์เจาะกลุ่มเจนวาย
น.ส.ปิยจิต รักอริยะพงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็ปเป้ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ปัจจุบันบริษัทฯ มีสินค้าที่จำหน่ายทั้งในและต่างประเทศ 4 กลุ่มผลิตภัณฑ์ รวม 15 ตราสินค้า เป็นจำนวนประมาณ 1 พันเอสเคยู พร้อมมีการส่งออกไปยัง 70 ประเทศทั่วโลก โดยคาดว่าในปี 2560 จะมีสัดส่วนการส่งออก 65% จำหน่ายในประเทศ 35% จากเดิม 60:40

ตลาดเครื่องดื่มฟังก์ชันนัลดริงก์มีมูลค่าประมาณ 1.8 พันล้านบาท ขณะที่ “เซ็ปเป้” มีส่วนแบ่งตลาด 29% เป็นรอง “แมนซั่ม” ที่มีส่วนแบ่ง 40% โดยในช่วงต้นปีที่ผ่านมาได้เปิดตัวสินค้าใหม่ในประเทศ จำนวน 7 รายการ ได้แก่ “เลโม เพลย์” น้ำมะนาววิตามินซีสูง 200% สูตรเวอร์จิ้น เลมอนเนด และ “พิ้งค์ เลมอนเนด” ดีไซน์บรรจุภัณฑ์โดนใจผู้บริโภค เครื่องดื่ม “เซ็ปเป้ อโลเวร่า ดริ๊งค์” กลิ่นแอปเปิล สูตรน้ำตาลน้อย “กุมิ กุมิ บาย โมกุ โมกุ” รสเมลอนญี่ปุ่นและลิ้นจี่จักรพรรดิ 2 รสชาติใหม่ คุณภาพระดับส่งออก และ “เซ็ปเป้ บิวติ ดริ๊งค์ สูตรแอคทีฟ ฟอร์ซ” และ “สูตรรีแล็กซิ่ง คาล์ม” ตอบโจทย์เรื่องสุขภาพและการดูแลตัวเอง นอกจากนี้ ยังเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่อขยายตลาดต่างประเทศอีก 4 รายการ ได้แก่ “โมกุ โมกุ ทู โก” 2 รสชาติ และ “เซ็ปเป้ อโลเวร่า ดริ๊งค์” สูตรน้ำตาลน้อย

สำหรับภาพรวมด้านกำลังซื้อของผู้บริโภคตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมายังคงซบเซาต่อเนื่องมาจากช่วงปลายปี 2559 ส่งผลให้ไตรมาสแรกของปี 2560 ภาพรวมของตลาดเครื่องดื่มฟังก์ชันนัลดริงก์ติดลบประมาณ 1.5% แต่ในช่วงไตรมาสที่สองซึ่งเข้าสู่ช่วงฤดูร้อนตลาดเริ่มมีการตื่นตัวมากขึ้น เนื่องจากเริ่มเข้าสู่ฤดูร้อน ประกอบกับผู้ประกอบการทั้งรายเก่าและใหม่มีการจัดแคมเปญกระตุ้นตลาดอย่างต่อเนื่องทำให้ตลาดกลับมาเติบโตได้ถึง 20% จึงคาดว่าในปี 2560 จะมีการเติบโตประมาณ 7-10%

“ในช่วงที่ผ่านมาบริษัทฯ มีการพัฒนานวัตกรรมด้านต่างๆ เช่น บรรจุภัณฑ์ “เลโม เพลย์” ซึ่งมีความแตกต่างจากบรรจุภัณฑ์เครื่องดื่มทั่วไปเพื่อเน้นกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีอายุ 15-30 ปี นอกจากนั้นยังมีการพัฒนาสูตรเครื่องดื่มใหม่เพิ่มขึ้น เช่น เครื่องดื่มม็อกเทลพร้อมดื่มในรูปแบบ RTD” น.ส.ปิยะจิตกล่าว

ในช่วงครึ่งปีหลังบริษัทฯ จะเปิดตัวแคมเปญ “เซ็ปเป้คาราวาน : ภารกิจมอบมง แซ่บ เป๊ะ ปัง” โดยจัดกิจกรรม “SAPPE Healthy Lifestyle Program เลือกที่ชอบ ดื่มที่ใช่” พร้อมเปิดตัวพรีเซ็นเตอร์ 3 แบรนด์หลัก ได้แก่ “ซอจียอน” พรีเซ็นเตอร์ในโอกาสฉลองครบรอบ 10 ปี “เซ็ปเป้ บิวติดริ๊งค์”, “ โทนี่ รากแก่น” พรีเซ็นเตอร์ “เซ็ปเป้ อโลเวร่า ดริ๊งค์ “เพื่อเป็นตัวแทนคนรุ่นใหม่ที่มีไลฟ์สไตล์แตกต่างโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ และ “กระแต อาร์สยาม” พรีเซ็นเตอร์ “เพรียว คอฟฟี่”

บริษัทฯ ยังมุ่งเน้นการเติบโตจากตลาดต่างประเทศเป็นหลัก เนื่องจากเป็นฤดูกาลขายในกลุ่มประเทศที่สำคัญ โดยมีเป้าหมายการเติบโตจากตลาดต่างประเทศในปีนี้ 15% จากการขยายช่องทางการจัดจำหน่ายที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น การจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายและการตลาด ตลอดจนการนำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ตามแผนงานที่ได้วางไว้ โดยคาดว่าตลาดในประเทศจะมีการเติบโต 5% ซึ่งเป็นความสำเร็จจากการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ในไตรมาส 2 พร้อมคาดว่าจะสามารถผลักดันให้ยอดขายรวมของบริษัทฯ ในปี 2560 มีการเติบโตประมาณ 10%
นายณัฐพล วิสุทธิไกรสีห์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอเซียติค อุตสาหกรรมเกษตร จำกัด
“เอเซียติคฯ” พัฒนาเทคโนโลยีสร้างการเข้าถึงผู้บริโภคยุคดิจิตอล
นายณัฐพล วิสุทธิไกรสีห์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอเซียติค อุตสาหกรรมเกษตร จำกัด ผู้ผลิต แปรรูป และส่งออกผลิตภัณฑ์จากมะพร้าวรายใหญ่ของประเทศไทย เปิดเผยว่า ปัจจุบันบริษัทฯ มีผลิตภัณฑ์ 3 กลุ่ม คือ 1. น้ำมะพร้าวแท้ 100% พร้อมดื่ม “โคโค่แม็ก” (Cocomax) และน้ำนมมะพร้าวพร้อมดื่มรายแรกของประเทศไทยที่มีส่วนผสมของน้ำและเนื้อมะพร้าว “มิลค์กี้ โคโค่” (Milky Coco) 2. กะทิแท้ 100% “อัมพวา” (Ampawa) และ 3. ผลิตภัณฑ์อื่นๆ เช่น มะพร้าวอบแห้ง

ในปี 2559 บริษัทฯ มียอดขายประมาณ 2.5 พันล้านบาท แบ่งสัดส่วนเป็นต่างประเทศ 70% และในประเทศ 30% จากเดิมที่เป็นการส่งออก 100% ส่วนการจัดจำหน่ายในประเทศเน้นช่องทางโมเดิร์นเทรดและเทรดิชันนัลเทรด 80-90% และช่องทางออนไลน์และโฮเรกา 10-20% ขณะที่ตลาดต่างประเทศเน้นช่องทางออนไลน์เป็นหลัก โดยมีตลาดหลักคือ สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย และตะวันออกกลาง

“สำหรับปี 2560 บริษัทฯ ตั้งเป้ายอดขายประมาณ 4 พันล้านบาท เนื่องจากมีการเปิดตัวและขยายช่องทางการตลาดอย่างจริงจังมากขึ้น โดยในช่วงกลางปี 2561 มีแผนลงทุน 2 พันล้านบาท เพื่อขยายไลน์การผลิตน้ำมะพร้าวและกะทิให้มีกำลังการผลิตรวมเป็น 4.6 พันตู้คอนเทนเนอร์ต่อปีภายในปี 2563 โดยปัจจุบันโรงงานมีพื้นที่ประมาณ 60 ไร่ ตั้งอยู่ที่ อ.อัมพวา จ.สมุทรสาคร”

นายณัฐพลกล่าวอีกว่า บริษัทฯ ให้ความสำคัญต่อการนำเสนอสินค้าที่มีคุณภาพ สร้างความต่างให้โดดเด่นด้วยการใช้นวัตกรรมพัฒนาผลิตภัณฑ์มะพร้าวที่สามารถเทียบเคียงคุณภาพกับธรรมชาติเพื่อให้คนไทยได้บริโภคสินค้าที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ขณะเดียวกันยังขยายฐานตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงการต่อยอดวิจัยและพัฒนา (R&D) ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ รวมถึงการบริหารจัดการเพื่อใช้ทุกส่วนของมะพร้าวให้คุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด

ในปี 2560 บริษัทฯ ใช้งบประมาณการตลาดกว่า 100 ล้านบาท ขยายช่องทางการโฆษณาและประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างการรับรู้แบรนด์และการส่งเสริมการขายเพิ่มขึ้น โดยเน้นสอดแทรกไลฟ์สไตล์ในผลิตภัณฑ์ของบริษัทฯ เพื่อสร้างการเข้าถึงและมีส่วนร่วมของกลุ่มผู้บริโภคในยุคดิจิตอล โดยใช้เทคโนโลยี “ Virtual Reality” หรือ “VR” และ “Augmented Reality” หรือ “AR” ผ่านแบรนด์ “โคโค่แม็ก” และ “อัมพวา” ซึ่งถือเป็นการตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมธุรกิจมะพร้าวในประเทศไทยอีกด้วย

ภายในงาน “THAIFEX-World of Food Asia 2017” บริษัทฯ ได้จัดกิจกรรมสุดไฮเทค “Cocomax Play Zone” ด้วยการใช้เทคโนโลยี VR จำลองการเล่นกีฬายอดนิยมในเครื่อง VR แบบเสมือนจริงเพื่อให้ผู้เข้าชมงานสนุกสนานไปกับกีฬาต่างๆ รวมทั้งทราบข้อมูลเกี่ยวกับพลังงานที่สูญเสียไปและสามารถชดเชยได้ด้วย “โคโค่แม็ก” ซึ่งเป็นการเน้นย้ำถึงการเป็นเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพที่เป็นเกลือแร่จากธรรมชาติและสามารถชดเชยการเสียเหงื่อจากการเล่นกีฬา โดยผู้เข้าร่วมงานสามารถร่วมสนุกด้วยการโพสท่าถ่ายรูปในชุดกีฬาประเภทต่างๆ พร้อมฉากที่สมจริง เสมือนได้ออกกำลังกายจริงๆ แถมยังได้รับภาพถ่ายกลับไปเป็นที่ระลึกฟรีอีกด้วย

นอกจากนี้ ยังได้เปิดตัว AR แอปพลิเคชัน “กะทิอัมพวา ครัวในขวด” รายแรกของประเทศไทยกับการนำเสนอเมนูอาหารผ่านเทคโนโลยี จุดประกายไอเดียทำอาหารผ่านการสแกน AR บนขวดกะทิอัมพวา สร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้ผู้บริโภคในยุคดิจิตอลที่ชื่นชอบการทำอาหาร เพียงใช้สมาร์ทโฟน ไอโฟน หรือไอแพด สแกน AR Marker ที่โลโก้กะทิอัมพวาทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษบนขวดกะทิ “อัมพวา” ก็จะพบกับคลิปวิดีโอแสดงวิธีปรุงเมนูอาหารใหม่ๆ ง่ายๆ จากวัตถุดิบกะทิ “อัมพวา” กว่า 10 รายการ โดยกะทิ “อัมพวา” 1 ขวด สามารถสแกนได้หลายครั้งและสามารถเชื่อมโยงเข้าสู่หน้าเว็บไซต์ได้สะดวก ง่ายดาย พร้อมเมนูใหม่ที่จะมีการอัปเดตอย่างต่อเนื่องและสามารถย้อนดูเมนูที่ผ่านๆ มาได้ด้วย โดยเบื้องต้นได้จัดทำคลิปวิดีโอ 2 ภาษา คือ ภาษาไทย และภาษาอังกฤษ โดยคาดหวังให้ทุกๆ เมนูเป็นเรื่องง่ายและสนุกสำหรับกลุ่มแม่บ้านทุกช่วงวัย



กำลังโหลดความคิดเห็น...