xs
xsm
sm
md
lg

“เทสโก้” ดันสินค้าไทยสู่ต่างชาติ จี้ผู้ผลิตปรับตัวรับกฎหมายใหม่

เผยแพร่:   โดย: MGR Online

(จากซ้ายไปขวา) อัสลาม อาเรียส, สลิลลา สีหพันธ์, วิชาดา ภาบรรเจิดกิจ
ASTVผู้จัดการรายวัน – “เทสโก้โลตัส” เร่งปั้นสินค้าไทยส่งออกไปต่างประเทศผ่านเครือข่ายเทสโก้ ปีนี้ตั้งเป้าเติบโต 15% จากปีที่แล้วที่ทำได้ 3,200 ล้านบาท ปีนี้เล็งไปที่มาเลเซียเป็นหลัก ทูตพาณิชย์เตือนผู้ผลิตไทยปรับตัวรับมือกฎหมายที่เข้มงวดมากขึ้นในปีหน้า

นางสาวสลิลลา สีหพันธ์ รองประธานกรรมการฝ่ายกิจการบรรษัท บริษัท เอก-ชัย ดิสทริบิวชั่น ซิสเทม จำกัด ผู้บริหารค้าปลีกเครือข่ายเทสโก้โลตัสในประเทศไทย เปิดเผยว่า บริษัทฯมีเป้าหมายที่จะส่งเสริมและผลักดันการส่งออกสินค้าไทยไปต่างปรเทศเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะสินค้าผักผลไม้เพื่อเป็นการช่วยผู้ประกอบการไทยในการทำตลาดต่างประเทศและสร้างศักยภาพให้มากขึ้น โดยการใช้เครือข่ายของเทสโก้โลตัสเองที่มีกระจายอยู่ในต่างประเทศทั่วโลกมากถึง 12 ประเทศ จำนวนสาขามากกว่า 6,500 แห่ง เช่น เชก สโลวาเนีย อังกฤษ ไทย จีน เกาหลี มาเลเซีย เป็นต้น จะเป็นตลาดที่รองรับได้อย่างดี

จากช่วงหลายปีที่ผ่านา “เทสโก้โลตัส” ส่งออกสินค้าไทยไปหลายประเภทแล้ว ทั้งผลไม้ไทยตามฤดูกาล อาหารทะเล อาหารกระป๋อง และอาหารสัตว์ และอื่นๆ โดยมีมูลค่าการส่งออกรวมประมาณ 3,200 ล้านบาทในปี 2556 สำหรับปีนี้เทสโก้ตั้งเป้าหมายที่จะผลักดันการส่งออกสินค้าไทยไปเครือข่ายค้าปลีกทั่วโลกของเทสโก้ให้เติบโตประมาณ 15%

อย่างไรก็ตาม ในปีนี้จะเน้นส่งออกไปตลาดที่มีศักยภาพและแนวโน้มดี เช่น ประเทศมาเลเซีย มากขึ้น เพราะอาหารไทยได้รับความนิยมในหมู่ชาวมาเลเซียอย่างมาก นอกจากการส่งออกอาหารสดแล้ว “เทสโก้โลตัส” ยังทำงานร่วมกันกับผู้ผลิตของไทยเพื่อพัฒนาสินค้าคุณภาพสูงสำหรับการส่งออก โดยมีโครงการที่กำลังดำเนินการอยู่ ได้แก่ สินค้าประเภทเครื่องเขียนเช่น กระดาษสำเนาและดินสอ รวมไปถึงน้ำหอมปรับอากาศรถยนต์ เป็นต้น
สินค้าบางส่วนจากประเทศไทยที่ส่งไปจำหน่ายในมาเลเซีย
นายอัสลาม อาเรียส รองประธานกรรมการฝ่ายกิจการบรรษัท เทสโก้ มาเลเซีย 1 เปิดเผยว่า ตลาดค้าปลีกในประเทศมาเลเซียมีการแข่งขันที่รุนแรงเช่นในประเทศอื่นในเอเซียด้วยกัน ทั้งการแข่งขันทางด้านการทำโปรโมชั่นราคา การขยายสาขา การจัดดกิจกรรมต่างๆ เพื่อกระตุ้นตลาดและเพิ่มส่วนแบ่งตลาด ซึ่งในตลาดค้าปลีกที่มาเลเซียมีผู้ประกอบการรายใหญ่ไม่กี่ราย เช่น เทสโก้จากอังกฤษ มีประมาณ 49 สาขา ขนาดสโตร์ใหญ่ สาขาอิออนจากญี่ปุ่น ประมาณ 30 สาขา ไจแอนท์ของฮ่องกงประมาณ 100 สาขา ไมเดนของมาเลเซีย ประมาณ 30 สาขา และอิคอนเซฟของมาเลเซียประมาณ 40 สาขา

นางสาววิชาดา ภาบรรเจิดกิจ อัครราชทูตที่ปรึกษา ฝ่ายการพาณิชย์ ประจำกรุงกัวลาลัมเปอร์ เปิดเผยว่า ประเทศมาเลเซียถือเป็นประเทศคู่ค้าที่สำคัญรายหนึ่งของไทย เป็นประเทศที่นำเข้าสินค้าจากไทยมากเป็นอันดับที่ 1 ในกลุ่มประเทศอาเซียนและเป็นอันดับที่สี่ของโลก โดยสินค้าท็อปเท็นที่นำเข้าจากไทยส่วนใหญ่จะเป็นสินค้าอุตสาหกรรม เช่น น้ำมันสำเร็จรูป อุปกรณ์ถรยนต์ ผลิตภัณฑ์ยจากายางพารา เคมีภัณฑ์

ขณะที่สินค้ากลุ่มอาหาร พืชผัก ผลไม้ จัดอยู่ในลำดับท็อปทเวนตี้ แต่เป็นกลุ่มสินค้าที่มีแนวโน้มการเติบโตอย่างดี แม้ว่าทุกวันนี้มาเลเซียจะนำผักผลไม้และสินค้าอื่นรวมกันจากประเทศไทยมากที่สุดก็ตาม ทั้งนี้มูลค่าสินค้าที่นำเข้าจากไทยไปมาเลเซียมีประมาณ 13 พันล้านเหรียญดอลล่าร์สหรัฐ เติบโต 4.7%

สิ่งที่ผู้ประกอบการไทยต้องเตรียมพร้อมและปรับตัวในการส่งออกไปยังมาเลเซียคือ เรื่องเกี่ยวกับกฎหมายและข้อระเบียบต่างๆ ที่มาเลเซียจะนำมาใช้ เช่น วันที่ 1 เมษายนปีหน้า (2558) มาเลเซียเตรียมที่จะประกาศใช้การจัดเก็บภาษีสินค้าและบริการ 6% จากเดิมที่ไม่มีการเก็บ จะมีแต่ภาษีการขาย 5-10% หรือแม้แต่การออกกฎหมายที่เกี่ยวกับบรรจุภัณฑ์ที่เรียกว่า “จีพีแอล” (GPL/Grading Packing Labeling) ต้องให้ซัพพลาเออร์ทุกรายจัดทำเกี่ยวกับฉากซึ่งะมีการบังคับว่าต้องมีรายละเอียดให้ชัดเจนเกี่ยวกับสินค้านั้น


กำลังโหลดความคิดเห็น