xs
xsm
sm
md
lg

สหรัฐ,ยุโรปสั่งปรับภาคธนาคารวงเงินสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในปีนี้

เผยแพร่:   โดย: MGR Online

        หน่วยงานควบคุมกฎระเบียบของสหรัฐและยุโรปสั่งปรับธนาคารหลายแห่งในระดับที่สูงเป็นประวัติการณ์ในปีนี้ โดยสั่งปรับและดำเนินการรอมชอมคดีเป็นจำนวนเงินสูงกว่า 4.3 หมื่นล้านดอลลาร์ ในขณะที่หน่วยงานเหล่านี้   ในประเทศต่างๆประสานงานกันอย่างใกล้ชิดมากยิ่งขึ้นเพื่อสะสางปัญหาในภาคการเงิน
        ทั้งนี้ ธนาคารในยุโรปและสหรัฐได้จ่ายเงินค่าปรับสำหรับการกระทำผิดต่างๆ ซึ่งรวมถึงการขายตราสารหนี้จำนองในสหรัฐโดยไม่สุจริต, การปั่นอัตราดอกเบี้ย และการทำธุรกรรมที่มีความเสี่ยงสูง เช่น การเทรดที่เรียกว่า  "ลอนดอน เวล" ของธนาคารเจพีมอร์แกน
        หน่วยงานควบคุมกฎระเบียบทั่วโลกบังคับให้ธนาคารต่างๆจ่ายเงินสำหรับการกระทำผิดมากกว่าในอดีต โดยเฉพาะทางการสหรัฐซึ่งได้สั่งลงโทษเป็นจำนวนเงินที่สูงกว่าในยุโรปถึงกว่า 10 เท่า
        ธนาคารจ่ายค่าปรับและค่ารอมชอมคดีให้แก่หน่วยงานของรัฐบาลกลางและรัฐบาลระดับรัฐในสหรัฐเป็นจำนวนสูงกว่า 4 หมื่นล้านดอลลาร์ในปีนี้   โดยเฉพาะเจพีมอร์แกนที่จ่ายเงินสูงเป็นประวัติการณ์ราว 1.3 หมื่นล้านดอลลาร์ในเดือนพ.ย.ให้แก่หน่วยงานหลายแห่งในคดีขายตราสารหนี้จำนองโดยไม่สุจริต
        ทางการยุโรปสั่งปรับเงินสูงเป็นประวัติการณ์ในระดับสูงกว่า 3 พันล้านดอลลาร์ในปีนี้ โดยเฉพาะหน่วยงานต่อต้านการผูกขาดของสหภาพยุโรป (อียู) ที่สั่งปรับสถาบันการเงิน 6 แห่งเป็นเงิน 1.7 พันล้านยูโร (2.3 พันล้านดอลลาร์) ในเดือนนี้ในข้อหาปั่นอัตราดอกเบี้ยระหว่างธนาคาร ณ ตลาดลอนดอน (Libor) และอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงยูริบอร์
        มีแนวโน้มสองอย่างที่ปรากฏชัดในขณะนี้ โดยแนวโน้มแรกคือการที่หน่วยงานควบคุมกฎระเบียบสั่งปรับธนาคารเป็นเงินมากขึ้นเพื่อปรับปรุงมาตรฐาน และแนวโน้มที่สองคือการที่หน่วยงานควบคุมกฎระเบียบร่วมมือกันเป็นอย่างดียิ่งขึ้น
        นายริชาร์ด เบอร์เกอร์ หุ้นส่วนของบริษัทอาร์พีซี ระบุว่า "ระดับการร่วมมือกันและการประสานงานกันระหว่างหน่วยงานควบคุมกฎระเบียบในประเทศต่างๆ ถือเป็นภัยคุกคามต่อบริษัทที่อยู่ภายใต้กฎระเบียบ"
        นายเบอร์เกอร์กล่าวว่า "หน่วยงานควบคุมกฎระเบียบแต่ละหน่วยได้รับแรงกดดันทางการเมืองเป็นอย่างมากให้หาเงินเข้าประเทศตนเอง เมื่อเกิดการทำผิดกฎระเบียบข้ามพรมแดน"
        แหล่งข่าวกล่าวว่า บริษัทหลายแห่งมีความเต็มใจมากยิ่งขึ้นที่จะรอมชอมคดีตั้งแต่ในช่วงแรก เพื่อหลีกเลี่ยงแรงกดดันทางการเมืองและแรงกดดันจากสาธารณชน และมีการเปิดโปงการกระทำผิดมากยิ่งขึ้นในช่วงที่ผ่านมา
        มีแนวโน้มว่าธนาคารต่างๆอาจจะต้องจ่ายค่าปรับและจ่ายเงินรอมชอมคดีมากยิ่งขึ้นในปีหน้า ในขณะที่คณะกรรมาธิการยุโรป (อีซี) ประกาศว่า อีซีจะตรวจสอบการปั่นอัตราดอกเบี้ยต่อไป ขณะที่ธนาคารพาณิชย์ยังคงเผชิญ กับปัญหาหลายประการในสหรัฐ
        ทางการอังกฤษสั่งปรับธนาคาร, บริษัทการเงิน และบุคคลที่เกี่ยวข้องเป็นเงินจำนวน 472 ล้านปอนด์ (772 ล้านดอลลาร์) ในปีนี้ โดยพุ่งขึ้น 50 % จากปี 2012 และถือเป็นการทำสถิติใหม่เป็นปีที่ 3 ติดต่อกันเกือบ 75 % ของเงินดังกล่าวมาจากคดีที่ทางการอังกฤษสอบสวนร่วมกับหน่วยงานต่างชาติ โดยเฉพาะหน่วยงานควบคุมกฎระเบียบของสหรัฐ
        อังกฤษสั่งปรับบริษัทหรือบุคคลที่เกี่ยวข้อง 45 รายในปีนี้ ซึ่งถือเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2009 แต่ค่าปรับพุ่งขึ้นสู่ 10.5 ล้านปอนด์ต่อราย ซึ่งสูงเกือบเป็น 2 เท่าของปี 2012 และสูงเป็น 9 เท่าของปี 2011
        นางเทรซี แมคเดอร์มอทท์ เจ้าหน้าที่ควบคุมกฎระเบียบของอังกฤษกล่าวว่า ภาคเอกชนได้รับแจ้งว่าจำเป็นต้องคำนึงถึงวิธีการให้บริการแก่ลูกค้าและตลาดในระยะยาว โดยค่าปรับที่เรียกเก็บนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งในการทำให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว
        นางแมคเดอร์มอทท์กล่าวว่า "อุตสาหกรรมบริการทางการเงินจำเป็นต้องออกห่างจากวัฒนธรรมที่ให้รางวัลมากที่สุดแก่การสร้างรายได้"
        ประเทศอื่นๆในยุโรปไม่ได้สั่งปรับเป็นเงินจำนวนมากนัก โดยหน่วยงานควบคุมกฎระเบียบทางการเงินของสวิตเซอร์แลนด์ได้รับเงิน 6.1 ล้านฟรังก์สวิส (6.8 ล้านดอลลาร์) จากการจ่ายคืนผลกำไร  ในคดีสองคดี ส่วนหน่วยงานอัยการของเนเธอร์แลนด์สั่งปรับธนาคารราโบแบงก์เป็นเงิน 70 ล้านยูโร (95 ล้านดอลลาร์) ในขณะที่ราโบแบงก์รอมชอมคดีกับทางการเนเธอร์แลนด์, สหรัฐ และอังกฤษในคดีปั่น Libor
        การรอมชอมคดีของราโบแบงก์สะท้อนความแตกต่างกันระหว่างประเทศต่างๆ โดยราโบแบงก์จ่ายค่าปรับทั้งหมด 774 ล้านยูโร  โดย 75 % ของเงินจำนวนนี้เป็นการจ่ายให้แก่ทางการสหรัฐ, 16 % จ่ายให้แก่อังกฤษ และ 9 % จ่ายให้แก่เนเธอร์แลนด์
        การจ่ายค่าปรับในสหรัฐอยู่ในระดับสูงเนื่องจากมีหน่วยงานหลายหน่วยงานเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งรวมถึงสมาคมการจำนองแห่งชาติของรัฐบาลกลาง (แฟนนี เม), บรรษัทจำนองสินเชื่อบ้านของรัฐบาลกลาง (เฟรดดี แมค) สำนักงานสหภาพสินเชื่อแห่งชาติ (NCUA), หน่วยงานควบคุมกฎระเบียบในตลาดพลังงาน และรัฐบาลของรัฐต่างๆ
        ตัวอย่างของกรณีประเภทนี้คือการรอมชอมคดีตราสารหนี้จำนองของเจพีมอร์แกน โดยเจพีมอร์แกนจ่ายเงิน 2 พันล้านดอลลาร์ให้แก่กระทรวงยุติธรรมของสหรัฐ, 1.4 พันล้านดอลลาร์ให้แก่ NCUA, 4 พันล้านดอลลาร์เพื่อช่วยเหลือผู้บริโภค และจ่ายเงินให้รัฐอีก 5 รัฐ ซึ่งรวมถึงการจ่ายเงิน 299 ล้านดอลลาร์ให้แก่รัฐแคลิฟอร์เนีย และ 20 ล้านดอลลาร์ให้แก่รัฐเดลาแวร์
        ธนาคารพาณิชย์ของสหรัฐที่จ่ายค่าปรับหรือค่ารอมชอมคดีจำนวนมากรวมถึงธนาคารแบงก์ ออฟ อเมริกา และธนาคารเวลส์ ฟาร์โก ส่วนธนาคารยุโรปที่จ่ายค่าปรับจำนวนมากในสหรัฐรวมถึงธนาคารยูบีเอสของสวิตเซอร์แลนด์, ดอยช์ แบงก์ของเยอรมนี และรอยัล แบงก์ ออฟ สก็อตแลนด์ (RBS) ของอังกฤษ
(ข่าวจากสำนักข่าว รอยเตอร์)
 
ทวีสุข ธรรมศักดิ์
Executive Vice President.
RHB-OSK Securities (Thailand)PLC
RHB Banking Group
กำลังโหลดความคิดเห็น...