รัฐมนตรีคลังยูโรโซน (ยูโรกรุ๊ป) ตกลงกันเมื่อวานนี้เรื่องวิธีการที่กองทุนกลไกรักษาเสถียรภาพยุโรป (ESM) สามารถลงทุนในธนาคารพาณิชย์ที่ประสบปัญหา อย่างไรก็ดี ยูโรกรุ๊ปได้กำหนดเงื่อนไขหลายประการในเรื่องนี้ ซึ่งอาจส่งผลให้ยูโรกรุ๊ปไม่ประสบความสำเร็จในการบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ในการแยกธนาคารที่อ่อนแอออกจากรัฐบาลของประเทศนั้น
ESM ซึ่งมีขนาด 5 แสนล้านยูโรได้รับการจัดตั้งขึ้นในตอนแรก โดยมีจุดประสงค์เพื่อช่วยเหลือรัฐบาลประเทศสมาชิกยูโรโซน แต่ในเวลาต่อมาได้มีการขยายหน้าที่ของ ESM ให้ครอบคลุมไปถึงธนาคารพาณิชย์ด้วยเพื่อจะได้ช่วยฟื้นฟูความเชื่อมั่นในตลาดการเงิน หลังจากความเชื่อมั่นดิ่งลงเพราะวิกฤติการเงินและหนี้สินในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา
ผู้กำหนดนโยบายตั้งความหวังว่า ความเคลื่อนไหวในครั้งนี้จะช่วยกระตุ้นการกู้ยืมเงินระหว่างธนาคาร เพื่อที่กลไกต่างๆในเศรษฐกิจยูโรโซนจะได้เริ่มทำหน้าที่ตามปกติอีกครั้ง หลังจากยูโรโซนประสบภาวะเศรษฐกิจถดถอยมาเป็นเวลายาวนาน
มีการตัดสินใจในเดือนมิ.ย. 2012 ว่า ESM สามารถเข้าซื้อหุ้นของธนาคารได้ โดยการตัดสินใจดังกล่าวมีขึ้นในช่วงที่วิกฤติหนี้ยูโรโซนทวีความรุนแรง และภาคธนาคารของสเปนจำเป็นต้องใช้เงินหลายหมื่นล้านยูโร นอกจากนี้ ต้นทุนการกู้ยืมของสเปนก็พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงนั้นด้วย ซึ่งส่งผลให้เกิดความกังวลกันว่า สเปนอาจจะสูญเสียช่องทางในการกู้ยืมเงินจากตลาด
ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ได้ลดความกังวลในตลาดนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา โดยอีซีบีให้สัญญาว่า อีซีบีจะเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลอย่างไม่จำกัดจำนวนเพื่อปกป้องสกุลเงินยูโรถ้าหากมีความจำเป็น
ภาวะสงบเงียบในตลาดเปิดโอกาสให้เยอรมนีและบางประเทศขัดขวางการปฏิรูปภาคธนาคารในวงกว้าง โดยนายโวล์ฟกัง ชอยเบล รมว.คลัง เยอรมนีกังวลว่า การปฏิรูปดังกล่าวอาจส่งผลให้เยอรมนีต้องจ่ายเงินมากเกินไปเพื่อแก้ไขปัญหาของประเทศอื่นๆ
ข้อตกลงของยูโรกรุ๊ปเมื่อวานนี้ส่งผลให้มีการแยกธนาคารที่อ่อนแอออกจากรัฐบาลของประเทศนั้นในระดับหนึ่ง แต่ไม่ได้แยกทั้งสองฝ่ายออกจากกันอย่างเด็ดขาดมากเท่ากับที่เคยตั้งเป้าไว้เมื่อ 9-12 เดือนก่อน โดยในช่วงนั้นผู้นำยูโรโซนเรียกร้องให้มีการทำลายวงจรป้อนกลับในทางลบระหว่างภาคธนาคารกับภาครัฐบาล
วงจรป้อนกลับในทางลบนี้คือการที่รัฐบาลที่ประสบวิกฤติการเงินขายพันธบัตรให้แก่ธนาคารพาณิชย์ในประเทศของตนเอง ซึ่งจะส่งผลให้ธนาคารถือครองพันธบัตรรัฐบาลเป็นจำนวนมาก และสถานะที่อ่อนแอของรัฐบาลกับของธนาคารก็จะส่งผลกระทบซึ่งกันและกัน
ทั้งนี้ ESM จะสามารถใช้เงินได้ไม่เกิน 6 หมื่นล้านยูโรในการเข้าซื้อหุ้นธนาคาร โดยการกำหนดเพดานเงินนี้มีจุดประสงค์เพื่อรักษาความสามารถของ ESM ในการปล่อยกู้แก่ภาครัฐบาล ซึ่งสิ่งนี้ถือเป็นหน้าที่หลักของ
ESM อย่างไรก็ดี อาจจะมีการปรับเพดานเงินนี้ให้สูงขึ้นได้ถ้าหากมีความจำเป็น
นายเจอโรน ดีจ์เซลเบลิม ประธานยูโรกรุ๊ปกล่าวในการแถลงข่าวว่า "เครื่องมือนี้จะช่วยรักษาเสถียรภาพของยูโรโซน และขจัดความเสี่ยงที่ปัญหาในภาคการเงินจะลุกลามไปสู่ภาครัฐบาล และด้วยเหตุนี้เครื่องมือนี้จึงช่วย ลดทอนวงจรอุบาทว์ระหว่างภาคธนาคารกับภาครัฐบาล"
ทางด้านนายชอยเบลกล่าวว่า "เราต้องขจัดความคาดหวังที่ผิดพลาดใน เรื่องการเพิ่มทุนโดยตรงแก่ธนาคารพาณิชย์ ทั้งนี้ มีบางคนที่คาดหวังว่าธนาคารแห่งใดก็ตามที่ขาดแคลนเงินทุน จะสามารถขอความช่วยเหลือจาก ESM แต่ความคาดหวังนี้เป็นสิ่งที่ผิดพลาด"
ยูโรกรุ๊ปตกลงกันอีกด้วยว่า ประเทศเจ้าของธนาคารที่ประสบปัญหา จำเป็นต้องจ่ายเงินสมทบทุนเพื่อช่วยเหลือธนาคารแห่งนั้นด้วย
ในขั้นแรกนั้น รัฐบาลจำเป็นต้องเพิ่มทุนให้แก่ธนาคารที่อ่อนแอ เพื่อรับประกันว่าเงินกองทุนขั้นที่ 1 ที่มีองค์ประกอบหลักเป็นหุ้นสามัญของธนาคารแห่งนั้น จะผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำที่ 4.5% โดยรัฐบาลต้องทำเช่นนี้ก่อนที่ ESM จะเข้ามาถือหุ้นในธนาคารแห่งนั้น
ถ้าหากธนาคารแห่งนั้นผ่านเกณฑ์เงินกองทุนขั้นต่ำแล้ว รัฐบาลก็จำเป็นต้องจัดหาเงินทุน 20% ของปริมาณเงินทุนทั้งหมดที่จำเป็นต้องอัดฉีดเข้าสู่ธนาคารแห่งนั้น ในขณะที่ ESM จะจัดหาเงินทุนอีก 80% ในช่วงสองปีแรกหลังจากกฎหมายนี้เริ่มมีผลบังคับใช้ในฤดูใบไม้ร่วงปี 2014
หลังจากช่วงสองปีแรกผ่านไป สัดส่วนเงินสมทบของรัฐบาลก็จะดิ่งลงสู่ 10% ของปริมาณการเพิ่มทุนที่จำเป็นมาตรการช่วยเหลือนี้อาจจะไม่ประสบความสำเร็จมากนักในการเพิ่มความเชื่อมั่นในตลาด เพราะมีการคาดการณ์กันว่า ก่อนที่ ESM จะเข้ามาลงทุนในธนาคารที่อ่อนแอได้นั้น ผู้ถือหุ้น, ผู้ถือหุ้นกู้ และผู้ฝากเงินรายใหญ่ในธนาคารแห่งดังกล่าวอาจจำเป็นต้องจ่ายเงินช่วยเหลือธนาคารแห่งนั้นด้วย
นายดีจ์เซลเบลิมกล่าวว่า "จะมีการใช้มาตรการ bail in ในระดับที่เหมาะสม ก่อนที่ ESM จะเข้ามาเพิ่มทุนให้ธนาคารแห่งนั้น โดยสิ่งนี้จะสอดคล้องกับกฎเกณฑ์ของสหภาพยุโรป (อียู) ในเรื่องการให้ความช่วยเหลือจาก
ภาครัฐ และสอดคล้องกับหลักการในข้อบังคับเรื่องการฟื้นฟูและการปิดกิจการธนาคาร" ทั้งนี้ bail in คือการที่ผู้ถือหุ้นและผู้ถือหุ้นกู้ถูกบังคับให้แบกรับภาระในการปรับโครงสร้างเป็นกลุ่มแรก
กฎหมายของอียูในเรื่องการให้ความช่วยเหลือจากภาครัฐระบุว่า ผู้ถือหุ้นและผู้ถือหุ้นกู้ด้อยสิทธิจะต้องแบกรับยอดสูญเสียในการกอบกู้กิจการธนาคาร อย่างไรก็ดี ข้อบังคับเรื่องการฟื้นฟูและการปิดกิจการธนาคาร ซึ่งยังคงอยู่ในระหว่างการจัดทำ ระบุว่าผู้ถือหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิและผู้ฝากเงินรายใหญ่อาจจะต้องแบกรับยอดสูญเสียด้วยเช่นกัน
ในวันนี้ยูโรกรุ๊ปและรัฐมนตรีคลังของประเทศอื่นๆในอียู จะหารือกันเรื่องข้อบังคับในการกอบกู้หรือปิดกิจการธนาคารที่ล้มละลาย
แนวปฏิบัติสำหรับ ESM นี้จะมีผลบังคับใช้ตามกฎหมายก็ต่อเมื่อ รัฐสภายุโรปอนุมัติข้อบังคับเรื่องการกอบกู้หรือปิดกิจการธนาคารแล้ว
ยูโรกรุ๊ปตัดสินใจอีกด้วยว่า ESM จะสามารถเข้าถือหุ้นในธนาคารที่ประสบปัญหาก่อนฤดูใบไม้ร่วงปี 2014 ได้ด้วย โดยสิ่งนี้หมายความว่ามาตรการนี้จะมีผลย้อนหลัง
นายดีจ์เซลเบลิมกล่าวว่า การตัดสินใจว่าธนาคารแห่งใดมีสิทธิได้รับความช่วยเหลือย้อนหลังนั้น จะแยกพิจารณาเป็นแต่ละกรณีไป
ไอร์แลนด์ต้องการให้ ESM เข้าซื้อหุ้นในธนาคารพาณิชย์ของไอร์แลนด์ อย่างไรก็ดี สเปนระบุว่า สเปนจะไม่ขอใช้ทางเลือกนี้ เพราะการทำเช่นนี้อาจเป็นการส่งสัญญาณต่อตลาดว่า รัฐบาลสเปนไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ด้วยตนเอง
นายชอยเบลส่งสัญญาณว่า อาจมีการพิจารณาเรื่่องการให้ความช่วยเหลือแก่ไอร์แลนด์ โดยเขากล่าวว่า "เราได้บอกเพื่อนชาวไอร์แลนด์ไปแล้วว่ามีความเป็นไปได้ที่จะมีการใช้มาตรการนี้ย้อนหลังในอนาคต โดยแยกพิจารณาเป็นแต่ละกรณีไป"
(ข่าวจากสำนักข่าว รอยเตอร์)
T.Thammasak
ESM ซึ่งมีขนาด 5 แสนล้านยูโรได้รับการจัดตั้งขึ้นในตอนแรก โดยมีจุดประสงค์เพื่อช่วยเหลือรัฐบาลประเทศสมาชิกยูโรโซน แต่ในเวลาต่อมาได้มีการขยายหน้าที่ของ ESM ให้ครอบคลุมไปถึงธนาคารพาณิชย์ด้วยเพื่อจะได้ช่วยฟื้นฟูความเชื่อมั่นในตลาดการเงิน หลังจากความเชื่อมั่นดิ่งลงเพราะวิกฤติการเงินและหนี้สินในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา
ผู้กำหนดนโยบายตั้งความหวังว่า ความเคลื่อนไหวในครั้งนี้จะช่วยกระตุ้นการกู้ยืมเงินระหว่างธนาคาร เพื่อที่กลไกต่างๆในเศรษฐกิจยูโรโซนจะได้เริ่มทำหน้าที่ตามปกติอีกครั้ง หลังจากยูโรโซนประสบภาวะเศรษฐกิจถดถอยมาเป็นเวลายาวนาน
มีการตัดสินใจในเดือนมิ.ย. 2012 ว่า ESM สามารถเข้าซื้อหุ้นของธนาคารได้ โดยการตัดสินใจดังกล่าวมีขึ้นในช่วงที่วิกฤติหนี้ยูโรโซนทวีความรุนแรง และภาคธนาคารของสเปนจำเป็นต้องใช้เงินหลายหมื่นล้านยูโร นอกจากนี้ ต้นทุนการกู้ยืมของสเปนก็พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงนั้นด้วย ซึ่งส่งผลให้เกิดความกังวลกันว่า สเปนอาจจะสูญเสียช่องทางในการกู้ยืมเงินจากตลาด
ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ได้ลดความกังวลในตลาดนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา โดยอีซีบีให้สัญญาว่า อีซีบีจะเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลอย่างไม่จำกัดจำนวนเพื่อปกป้องสกุลเงินยูโรถ้าหากมีความจำเป็น
ภาวะสงบเงียบในตลาดเปิดโอกาสให้เยอรมนีและบางประเทศขัดขวางการปฏิรูปภาคธนาคารในวงกว้าง โดยนายโวล์ฟกัง ชอยเบล รมว.คลัง เยอรมนีกังวลว่า การปฏิรูปดังกล่าวอาจส่งผลให้เยอรมนีต้องจ่ายเงินมากเกินไปเพื่อแก้ไขปัญหาของประเทศอื่นๆ
ข้อตกลงของยูโรกรุ๊ปเมื่อวานนี้ส่งผลให้มีการแยกธนาคารที่อ่อนแอออกจากรัฐบาลของประเทศนั้นในระดับหนึ่ง แต่ไม่ได้แยกทั้งสองฝ่ายออกจากกันอย่างเด็ดขาดมากเท่ากับที่เคยตั้งเป้าไว้เมื่อ 9-12 เดือนก่อน โดยในช่วงนั้นผู้นำยูโรโซนเรียกร้องให้มีการทำลายวงจรป้อนกลับในทางลบระหว่างภาคธนาคารกับภาครัฐบาล
วงจรป้อนกลับในทางลบนี้คือการที่รัฐบาลที่ประสบวิกฤติการเงินขายพันธบัตรให้แก่ธนาคารพาณิชย์ในประเทศของตนเอง ซึ่งจะส่งผลให้ธนาคารถือครองพันธบัตรรัฐบาลเป็นจำนวนมาก และสถานะที่อ่อนแอของรัฐบาลกับของธนาคารก็จะส่งผลกระทบซึ่งกันและกัน
ทั้งนี้ ESM จะสามารถใช้เงินได้ไม่เกิน 6 หมื่นล้านยูโรในการเข้าซื้อหุ้นธนาคาร โดยการกำหนดเพดานเงินนี้มีจุดประสงค์เพื่อรักษาความสามารถของ ESM ในการปล่อยกู้แก่ภาครัฐบาล ซึ่งสิ่งนี้ถือเป็นหน้าที่หลักของ
ESM อย่างไรก็ดี อาจจะมีการปรับเพดานเงินนี้ให้สูงขึ้นได้ถ้าหากมีความจำเป็น
นายเจอโรน ดีจ์เซลเบลิม ประธานยูโรกรุ๊ปกล่าวในการแถลงข่าวว่า "เครื่องมือนี้จะช่วยรักษาเสถียรภาพของยูโรโซน และขจัดความเสี่ยงที่ปัญหาในภาคการเงินจะลุกลามไปสู่ภาครัฐบาล และด้วยเหตุนี้เครื่องมือนี้จึงช่วย ลดทอนวงจรอุบาทว์ระหว่างภาคธนาคารกับภาครัฐบาล"
ทางด้านนายชอยเบลกล่าวว่า "เราต้องขจัดความคาดหวังที่ผิดพลาดใน เรื่องการเพิ่มทุนโดยตรงแก่ธนาคารพาณิชย์ ทั้งนี้ มีบางคนที่คาดหวังว่าธนาคารแห่งใดก็ตามที่ขาดแคลนเงินทุน จะสามารถขอความช่วยเหลือจาก ESM แต่ความคาดหวังนี้เป็นสิ่งที่ผิดพลาด"
ยูโรกรุ๊ปตกลงกันอีกด้วยว่า ประเทศเจ้าของธนาคารที่ประสบปัญหา จำเป็นต้องจ่ายเงินสมทบทุนเพื่อช่วยเหลือธนาคารแห่งนั้นด้วย
ในขั้นแรกนั้น รัฐบาลจำเป็นต้องเพิ่มทุนให้แก่ธนาคารที่อ่อนแอ เพื่อรับประกันว่าเงินกองทุนขั้นที่ 1 ที่มีองค์ประกอบหลักเป็นหุ้นสามัญของธนาคารแห่งนั้น จะผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำที่ 4.5% โดยรัฐบาลต้องทำเช่นนี้ก่อนที่ ESM จะเข้ามาถือหุ้นในธนาคารแห่งนั้น
ถ้าหากธนาคารแห่งนั้นผ่านเกณฑ์เงินกองทุนขั้นต่ำแล้ว รัฐบาลก็จำเป็นต้องจัดหาเงินทุน 20% ของปริมาณเงินทุนทั้งหมดที่จำเป็นต้องอัดฉีดเข้าสู่ธนาคารแห่งนั้น ในขณะที่ ESM จะจัดหาเงินทุนอีก 80% ในช่วงสองปีแรกหลังจากกฎหมายนี้เริ่มมีผลบังคับใช้ในฤดูใบไม้ร่วงปี 2014
หลังจากช่วงสองปีแรกผ่านไป สัดส่วนเงินสมทบของรัฐบาลก็จะดิ่งลงสู่ 10% ของปริมาณการเพิ่มทุนที่จำเป็นมาตรการช่วยเหลือนี้อาจจะไม่ประสบความสำเร็จมากนักในการเพิ่มความเชื่อมั่นในตลาด เพราะมีการคาดการณ์กันว่า ก่อนที่ ESM จะเข้ามาลงทุนในธนาคารที่อ่อนแอได้นั้น ผู้ถือหุ้น, ผู้ถือหุ้นกู้ และผู้ฝากเงินรายใหญ่ในธนาคารแห่งดังกล่าวอาจจำเป็นต้องจ่ายเงินช่วยเหลือธนาคารแห่งนั้นด้วย
นายดีจ์เซลเบลิมกล่าวว่า "จะมีการใช้มาตรการ bail in ในระดับที่เหมาะสม ก่อนที่ ESM จะเข้ามาเพิ่มทุนให้ธนาคารแห่งนั้น โดยสิ่งนี้จะสอดคล้องกับกฎเกณฑ์ของสหภาพยุโรป (อียู) ในเรื่องการให้ความช่วยเหลือจาก
ภาครัฐ และสอดคล้องกับหลักการในข้อบังคับเรื่องการฟื้นฟูและการปิดกิจการธนาคาร" ทั้งนี้ bail in คือการที่ผู้ถือหุ้นและผู้ถือหุ้นกู้ถูกบังคับให้แบกรับภาระในการปรับโครงสร้างเป็นกลุ่มแรก
กฎหมายของอียูในเรื่องการให้ความช่วยเหลือจากภาครัฐระบุว่า ผู้ถือหุ้นและผู้ถือหุ้นกู้ด้อยสิทธิจะต้องแบกรับยอดสูญเสียในการกอบกู้กิจการธนาคาร อย่างไรก็ดี ข้อบังคับเรื่องการฟื้นฟูและการปิดกิจการธนาคาร ซึ่งยังคงอยู่ในระหว่างการจัดทำ ระบุว่าผู้ถือหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิและผู้ฝากเงินรายใหญ่อาจจะต้องแบกรับยอดสูญเสียด้วยเช่นกัน
ในวันนี้ยูโรกรุ๊ปและรัฐมนตรีคลังของประเทศอื่นๆในอียู จะหารือกันเรื่องข้อบังคับในการกอบกู้หรือปิดกิจการธนาคารที่ล้มละลาย
แนวปฏิบัติสำหรับ ESM นี้จะมีผลบังคับใช้ตามกฎหมายก็ต่อเมื่อ รัฐสภายุโรปอนุมัติข้อบังคับเรื่องการกอบกู้หรือปิดกิจการธนาคารแล้ว
ยูโรกรุ๊ปตัดสินใจอีกด้วยว่า ESM จะสามารถเข้าถือหุ้นในธนาคารที่ประสบปัญหาก่อนฤดูใบไม้ร่วงปี 2014 ได้ด้วย โดยสิ่งนี้หมายความว่ามาตรการนี้จะมีผลย้อนหลัง
นายดีจ์เซลเบลิมกล่าวว่า การตัดสินใจว่าธนาคารแห่งใดมีสิทธิได้รับความช่วยเหลือย้อนหลังนั้น จะแยกพิจารณาเป็นแต่ละกรณีไป
ไอร์แลนด์ต้องการให้ ESM เข้าซื้อหุ้นในธนาคารพาณิชย์ของไอร์แลนด์ อย่างไรก็ดี สเปนระบุว่า สเปนจะไม่ขอใช้ทางเลือกนี้ เพราะการทำเช่นนี้อาจเป็นการส่งสัญญาณต่อตลาดว่า รัฐบาลสเปนไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ด้วยตนเอง
นายชอยเบลส่งสัญญาณว่า อาจมีการพิจารณาเรื่่องการให้ความช่วยเหลือแก่ไอร์แลนด์ โดยเขากล่าวว่า "เราได้บอกเพื่อนชาวไอร์แลนด์ไปแล้วว่ามีความเป็นไปได้ที่จะมีการใช้มาตรการนี้ย้อนหลังในอนาคต โดยแยกพิจารณาเป็นแต่ละกรณีไป"
(ข่าวจากสำนักข่าว รอยเตอร์)
T.Thammasak



