xs
xsm
sm
md
lg

“พลังงาน” เตรียมย้าย สนง.หนีภาพฮั้ว ปตท.“อารักษ์” เอาแน่ขึ้นราคาแอลพีจี

เผยแพร่:   โดย: MGR Online

อารักษ์ ชลธาร์นนท์
“อารักษ์” ห่วงภาพลักษณ์ “พลังงาน-ปตท.” ถูก ปชช.มอง อิงผลประโยชน์ เพราะทำงานอยู่ในอาคารเดียวกัน เล็งย้ายทำเลใหม่ไปใช้อาคาร สนพ.หรือบริเวณใกล้เคียง “เอนเนอร์ยี่ คอมเพล็กซ์” เพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิด พร้อมส่งสัญญาณขึ้นราคา “แอลพีจี” ภาคครัวเรือน ต.ค.นี้ ครวญราคาตลาดโลกสูงกว่าในประเทศ 4 เท่า และเพื่อบ้านราคาต่ำกว่าถึง กก.ละ 30 บาท ทำให้มีการลักลอบส่งออก และกองทุนน้ำมันฯ ขาดทุนสูงถึง 2 หมื่นล้าน

นายอารักษ์ ชลธาร์นนท์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวในการพบปะข้าราชการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ เพื่อกำชับนโยบายและทิศทางพลังงานประจำปีงบประมาณ 2555 พร้อมเน้นย้ำการตามยุทธศาสตร์ของกระทรวง เช่น สร้างความมั่นคงด้านพลังงาน การส่งเสริมพลังงานทดแทน การกำกับกิจการพลังงาน และราคาที่เหมาะสม เป็นธรรม การผลักดันอุตสาหกรรมพลังงานเพื่อสร้างรายได้แก่ประเทศ เป็นต้น

นายอารักษ์ ยอมรับว่า ที่ผ่านมา กระทรวงพลังงาน โดยบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ไม่สามารถแยกออกจากกัน มีการเอื้อประโยชน์ซึ่งกันและกัน ดังนั้น ทางกระทรวงอยู่ระหว่างพิจารณาจะทำอย่างไรให้เกิดภาพลักษณ์ที่มีการแยกออกจากกันอย่างชัดเจน เพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิด โดยหน้าที่กระทรวงพลังงานเป็นผู้กำกับนโยบายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามแผน

“ขณะนี้ มีผู้เสนอว่าให้ย้ายที่ทำงานของกระทรวงพลังงานออกจากตึกเอนเนอร์ยี่ คอมเพล็กซ์ ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ ปตท.จึงมีความเป็นไปได้สูงที่จะย้ายออก มีผู้เสนอ 2 แห่ง ได้แก่ สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) บริเวณถนนเพชรบุรีตัดใหม่ และอาคารบริเวณใกล้เคียงตึกเอนเนอร์ยี่ คอมเพล็กซ์”

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวเสริมว่า กรณีดังกล่าวจะต้องดูความเหมาะสมต่อไป ส่วนคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจที่มีข้าราชการระดับสูงเป็นบอร์ดนั้น คงไม่มีการเปลี่ยนแปลง เพราะการเข้าไปเป็นบอร์ดกำกับดูแลให้นำนโยบายของกระทรวง ของประเทศให้รัฐวิสาหกิจเดินหน้าได้ตามแผนงานที่กำหนด

ส่วนการศึกษาการปรับโครงสร้างราคาก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) และเชื่อเพลิงธรรมชาติสำหรับยานยนต์ (เอ็นจีวี) รอบใหม่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ตนเองได้มอบหมายให้จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยศึกษา โดยกำหนดให้แล้วเสร็จในเดือนเมษายน 255 นี้

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ยังส่งสัญญาณด้วยว่า นับจากนี้เป็นต้นไป ราคาก๊าซแอลพีจีภาคครัวเรือนจะต้องปรับขึ้นแน่นอน เพราะขณะนี้ ราคาตลาดโลกสูงกว่าในประเทศมากเกือบ 4 เท่า ราคาตลาดโลกประมาณ 1,200 ดอลลาร์ต่อตัน และในประเทศ 333 ดอลลาร์ต่อตัน ทำให้มีการลักลอบส่งออกไปประเทศเพื่อนบ้านสูงขึ้น เพราะราคาประเทศเพื่อนบ้านแอลพีจีอยู่ที่ 40-50 บาทต่อกิโลกรัม แต่ราคาในประเทศรอยู่ที่ 18.13 บาทต่อกิโลกรัม

สำหรับรูปแบบการขึ้นราคาก๊าซแอลพีจี คาดว่า จะทยอยปรับราคาแบบขั้นบันได โดยคำนึงเงินเฟ้อและช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย รวมถึงพ่อค้าแม่ค้า โดยจะมีการปรึกษาการไฟฟ้าถึงรูปแบบการช่วยเหลือเช่นเดียวกับการอุดหนุนค่าไฟฟ้าให้กับผู้ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 50 หน่วยต่อครัวเรือนได้หรือไม่

“หากจะปรับขึ้นภาคครัวเรือนก็คงจะเป็นอย่างช้าที่สุดไม่ถึงฤดูหนาวปีนี้ หรือเดือนกันยายน-ตุลาคม คงจะเห็นการปรับขึ้นราคาภาครัวเรือน มิเช่นนั้นเงินกองทุนน้ำมันจะขาดทุนสูงมากจากการอุดหนุน ปัจจุบันกองทุนขาดทุนประมาณ 20,000 ล้านบาท”

นายอารักษ์ ยืนยันว่า การปรับราคาแอลพีจีภาคครัวเรือน มีเป้าหมายให้กระทบต่อประชาชนน้อยที่สุด แต่หากยังปรับไม่ได้ราคาค่าขนส่งและเอ็นจีวีคงจะทยอยปรับสูตรเดิมไปก่อน โดยเฉพาะจากแอลพีจีตลาดโลกสูงขึ้น ขณะนี้คงไม่สามารถไม่ปรับแอลพีจีภาคครัวเรือนที่ใช้มานับ 10 ปี ที่สำคัญทุกฝ่ายต้องช่วยชี้แจงให้ประชาชนเข้าใจราคาพลังงานมากขึ้น

นายอนุสรณ์ แสงนิ่มนวล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า เห็นด้วยกับการทยอยปรับขึ้นแอลพีจี โดยส่วนตัวเห็นว่าจะเป็นรูปแบบการทำราคาแอลพีจีของประชาชนให้เป็นราคาเดียวกัน แต่อุดหนุนด้วยการไปดูว่าในส่วนของค่าไฟฟ้าครัวเรือนที่ยากจนจะลดให้เพิ่มมากกว่านี้ได้หรือไม่ ทำให้ประชาชนมีรายจ่ายน้อยลง

ขณะนี้ การขายแอลพีจีครัวเรือนเท่ากัน หากแตกต่างอาจจะเกิดการถ่ายเทและจะเกิดอันตรายมากขึ้น ราคาตลาดโลกสูงขึ้นทำให้ค่าตลาดลดลง ล่าสุดเบนซินอยู่ที่ 90 สตางค์ ดีเซล 1 บาท ดังนั้น ราคาสัปดาห์นี้จึงไม่สามารถปรับลดลงได้ แต่บางจากจะไม่เปลี่ยนราคา ส่วนสัปดาห์หน้า ราคาในตลาดโลกจะเป็นอย่างไรนั้น ถึงจะกลับมาดูการเปลี่ยนแปลงราคาขายในในประเทศอีกครั้ง
กำลังโหลดความคิดเห็น