เอเอฟพี – นายกรัฐมนตรี นเรนทรา โมดี แห่งอินเดีย ซึ่งเคยถูกสหรัฐฯ แบนวีซ่าไม่ให้เข้าประเทศอยู่นานหลายปี จะเดินทางไปยังทำเนียบขาวเพื่อพบปะกับประธานาธิบดี บารัค โอบามา เป็นเวลา 2 วันในช่วงปลายเดือนนี้ ซึ่งถือเป็นการพบกันระหว่างผู้นำ 2 ชาติมหาอำนาจที่น่าจับตามากที่สุดครั้งหนึ่ง
กำหนดการพบปะซึ่งตรงกับวันที่ 29-30 กันยายน จะถือเป็นการไปเยือนวอชิงตันครั้งแรกของ โมดี นับตั้งแต่พรรคฮินดูขวาจัด ภารติยะชนตะ (บีเจพี) ซึ่งมีเขาเป็นผู้นำสามารถกวาดชัยชนะอย่างถล่มทลายได้ในศึกเลือกตั้งเมื่อเดือนพฤษภาคม
เมื่อปี 2005 รัฐบาลอเมริกันภายใต้การนำของประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู บุช ปฏิเสธที่จะออกวีซ่าเข้าสหรัฐฯให้แก่นักการเมืองฮินดูผู้นี้ เนื่องจาก โมดี ซึ่งดำรงตำแหน่งมุขมนตรีรัฐคุชราตอยู่ในเวลานั้น ถูกกล่าวหาว่าเพิกเฉยต่อเหตุจลาจลครั้งใหญ่เมื่อปี 2002 จนทำให้ชนกลุ่มน้อยมุสลิมถูกพวกฮินดูหัวรุนแรงสังหารไปเกือบ 1,000 คน
โมดี ยืนยันมาโดยตลอดว่า เขาไม่ได้กระทำผิดในเหตุการณ์ดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม เมื่อมีแนวโน้มชัดเจนว่า โมดี จะชนะเลือกตั้งและก้าวสู่ตำแหน่งผู้นำแดนภารตะคนใหม่อย่างแน่นอนแล้ว รัฐบาลโอบามาซึ่งเล็งเห็นความสำคัญของอินเดียที่มีต่อยุทธศาสตร์ปรับสมดุลอำนาจสู่เอเชียก็ออกมาแบะท่าทันทีว่า อเมริกาพร้อม “เปิดประตู” ต้อนรับ โมดี อีกครั้ง
ทำเนียบขาวมีถ้อยแถลงเกี่ยวกับการเยือนของผู้นำอินเดียว่า “ประธานาธิบดี และนายกรัฐมนตรี โมดี จะหารือในประเด็นต่างๆ ที่เป็นผลประโยชน์ร่วมกัน เพื่อขยายความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ระหว่างสหรัฐฯ กับอินเดีย”
“ผู้นำทั้งสองจะหารือเกี่ยวกับการกระตุ้นเศรษฐกิจ การส่งเสริมความมั่นคง และความร่วมมือในกิจกรรมต่างๆ เพื่อผลประโยชน์ร่วมกันในระยะยาวระหว่างสองประเทศ และประชาคมโลก”
โอบามา และโมดี จะได้ถกประเด็นปัญหาอื่นๆ ด้วย เช่น สถานการณ์ในอัฟกานิสถาน ซีเรีย และอิรัก
วอชิงตัน พยายามจะหยิบยื่นไมตรีต่อ โมดี ซึ่งดูเหมือนจะแคร์อเมริกาน้อยกว่านายกรัฐมนตรีอินเดียคนก่อนอย่าง มาน โมฮัน สิงห์ ซึ่งเป็นนักวิชาการผู้รักการอ่านและค่อนข้างสนิทชิดเชื้อกับ โอบามา
จอห์น เคร์รี รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศ และ ชัค เฮเกล รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ได้เดินทางไปเยือนกรุงนิวเดลีเพื่อพบปะผู้นำคนใหม่ของอินเดียแล้ว
ไม่บ่อยนักที่ผู้นำต่างชาติ โดยเฉพาะผู้ที่ไม่ได้ไปเยือนแบบรัฐพิธี (state visit) จะได้รับโอกาสให้ไปเยือนทำเนียบขาวถึง 2 วันติด
“กำหนดการหารือนานถึง 2 วันเป็นเครื่องบ่งชี้ว่า ความร่วมมือระหว่างสหรัฐฯกับอินเดียสำคัญอย่างยิ่ง” เคทลิน เฮย์เดน โฆษกหญิงจากสภาความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐฯ ระบุ
แม้วอชิงตันจะมองว่า การก้าวขึ้นมามีบทบาทของอินเดียจะเป็นอีกหนึ่งพลังประชาธิปไตยที่ช่วยต้านทานอิทธิพลของจีนได้ ทว่าการปฏิสัมพันธ์กับอินเดียก็ยังไม่ราบรื่นนัก
เคร์รี กล่าวติเตียนนายกรัฐมนตรี โมดี ที่ไม่ยอมร่วมลงนามข้อตกลงขององค์การการค้าโลก (WTO) ว่าด้วยการลดขั้นตอนด้านศุลกากรเพื่อกระตุ้นการค้าระหว่างประเทศ ขณะที่รัฐบาลอินเดียแย้งว่า เงื่อนไขการเปิดตลาดของข้อตกลงฉบับนี้เป็นอุปสรรคต่อนโยบายอุดหนุนคนยากจนในอินเดีย
สหรัฐฯ พยายามที่จะฟื้นฟูความสัมพันธ์อันดีกับอินเดีย หลังเกิดประเด็นพิพาทที่ทำให้ต้องหมางใจกันหลายครั้ง รวมถึงกรณีที่ตำรวจสหรัฐฯ จับกุม และเปลื้องผ้าค้นตัว เทพยานี โคบรากาด นักการทูตหญิงสัญชาติภารตะ ด้วยข้อหาปฏิบัติต่อแม่บ้านอย่างไม่เป็นธรรม ซึ่งทำให้รัฐบาลนิวเดลีไม่พอใจอย่างมาก


