เอเอฟพี - “ไททานิก” คือความภาคภูมิใจของอุตสาหกรรมเรือสำราญ ตอนที่มันจมลงในบริเวณนอกชายฝั่งแคนาดา ระหว่างการออกเดินทางเที่ยวแรกและเที่ยวสุดท้ายเมื่อ 100 ปีที่แล้ว โดยที่มีชีวิตสูญสิ้นไป 1,514 ชีวิต ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นว่ามันเป็นเรือที่ใหญ่โตขนาดไหน
ทุกวันนี้ เทรนด์ของเรือสำราญในโลกก็อยู่ในสภาพที่ต้องต่อเรือซึ่งใหญ่โตยิ่งขึ้นและโอ่อ่ายิ่งขึ้นเรื่อยๆ ทว่าแม้มีเทคโนโลยีพร้อมสรรพกว่าแต่ก่อน อันตรายก็ยังคงดำรงอยู่
ตัวอย่างล่าสุดคือกรณีของ “คอสตา คอนคอร์เดีย” เรือสำราญหรูจากอิตาลี ซึ่งเกยตื้นในบริเวณชายฝั่งเกาะในแดนมะกะโรนีเมื่อวันที่ 13 มกราคมที่ผ่านมา ทำให้มีผู้เสียชีวิตไป 32 คน
แม้พฤติกรรมของกัปตันเรือเป็นต้นเหตุหลักของโศกนาฏกรรมนี้ แต่ นอติลุส อินเตอร์เนชันแนล สหภาพแรงงานการเดินเรือระหว่างประเทศก็เตือนว่า อย่าด่วนสรุป เพราะยังอาจมีปัจจัยอื่นๆ เกี่ยวข้องด้วย
กรณี คอสตา คอนคอร์เดีย ทำให้เกิดคำถามว่า ข้อวินิจฉัยด้านความปลอดภัยที่ใช้กันอยู่ในเวลานี้ ตามทัน “พระราชวังลอยน้ำ” ที่ยิ่งใหญ่อลังการขึ้นไปเรื่อยๆ หรือไม่
อุบัติเหตุดังกล่าวยังฉุดยอดขายอย่างจัง โดยทั้งคาร์นิวัล เจ้าของบริษัท คอสตา ครุส ที่เป็นดำเนินการเรือ คอสตา คอนคอร์เดีย และคู่แข่งสำคัญอย่างบริษัท โรยัล แคริบเบียน ครุส ลิมิเต็ด (อาร์ซีซี) ต่างมียอดจองห้องพักในเรือสำราญลดวูบลง
ความต้องการเรือสำราญขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ เกิดขึ้นขณะที่อุตสาหกรรมนี้วางเดิมพันว่า รีสอร์ตลอยน้ำหรูหรานี่แหละเป็นแม่เหล็กดึงดูดลูกค้า
ในบรรดาเรือสำคัญ 13 ลำที่เริ่มเปิดตัวให้บริการเมื่อปีที่แล้ว มี 4 ลำที่รองรับผู้โดยสารได้อย่างน้อย 2,500 คน ขณะที่ในจำนวนอีก 15 ลำที่จะเปิดตัวในปีนี้ มีอย่างน้อย 5 ลำที่รองรับผู้โดยสารได้มากขนาดนั้น
ยังไม่มีสัญญาณเลยว่าแนวโน้มเช่นนี้จะชะลอตัวลง
เดือนที่ผ่านมา เมดิเตอร์เรเนียน ชิปปิ้ง คอมปานี (เอ็มเอสซี) สั่งต่อเรือสำราญยาว 333 เมตร รับผู้โดยสารได้ 5,700 คน ไม่กี่วันหลังจากนั้น อาร์ซีซีแอลสั่งต่อเรือที่รับผู้โดยสารได้ 4,200 คน
เทียบกับไททานิก ราชินีแห่งท้องทะเลในยุคนั้น ที่มีความยาว 270 เมตร รองรับผู้โดยสารและลูกเรือ 3,300 คน
ผู้บริหารในอุตสาหกรรมรีบออกมาแก้ต่างว่าอุบัติเหตุของคอสตา คอนคอร์เดีย เป็นกรณียกเว้นมากกว่าจะเป็นกรณีทั่วไป
สมาคมเรือสำราญระหว่างประเทศ (ซีแอลไอเอ) อ้างอิงตัวเลขจากจีพี ไวด์ ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรม เพื่อบอกว่า ในช่วง 10 ปีก่อนเกิดกรณี คอสตา คอนคอร์เดีย มีผู้เสียชีวิตบนเรือสำราญเพียง 28 คน ในจำนวนนี้เป็นลูกเรือถึง 22 คน
ขณะที่สภาเรือสำราญแห่งยุโรปอ้างอิงรายงานฉบับเดียวกันของจีพี ว่าแม้รวมการเสียชีวิตจากเรือคอสตา คอนคอร์เดีย เข้าไปด้วย อัตราการเสียชีวิตนับจากปี 2002 ยังอยู่ที่เพียง 0.2 ต่อล้านเท่านั้น
กระนั้น พวกสมาคมอุตสาหกรรมระหว่างประเทศทั้งหลายก็สั่งให้มีการตรวจสอบด้านความปลอดภัยเพื่อหาช่องทางยกระดับมาตรฐาน
เออร์มินิโอ เอสเชนา ผู้อำนวยการใหญ่เอ็มเอสซี ครุส ฟรานซ์ หนึ่งในโฆษกของอุตสาหกรรมนี้ในยุโรป ยอมรับว่า กรณี คอสตา คอนคอร์เดีย บ่งชี้ว่ามีความจำเป็นอย่างมากในการฟื้นความมั่นใจของลูกค้า
ทว่า เจ้าหน้าที่บางคนยังไม่สบายใจกับพัฒนาการปัจจุบัน
ฌากส์ ลัวโซ นายกสมาคมกัปตันเรือแห่งฝรั่งเศส (อัฟแกน) ประณาม “แนวโน้มสู่ขนาดใหญ่ยักษ์” ในอุตสาหกรรม
ลัวโซสำทับโดยอ้างอิงอุบัติเหตุของ คอสตา คอนคอร์เดีย ว่า “แม้แต่ในปัจจัยแวดล้อมที่ดีที่สุด ด้วยความใหญ่ขนาดนั้น คุณไม่มีทางช่วยชีวิตทุกๆ คนได้”
เช่นเดียวกัน แม้ไม่ได้คัดค้านแนวโน้มการต่อเรือขนาดใหญ่ยิ่งขึ้น แต่ นอติลุส อินเตอร์เนชันแนล แสดงความกังวลเกี่ยวกับการออกแบบและการต่อเรือว่า จำเป็นต้องพิจารณาเทคโนโลยีในการอพยพลูกเรือและผู้โดยสารด้วย เนื่องจากข้อบกพร่องด้านเรือชูชีพและแพชูชีพที่เป็นที่รับรู้กันอยู่
ทั้งนี้ อุตสาหกรรมเรือสำราญถูกดึงดูดเข้าหาแนวคิด “การประหยัดจากขนาด” ซึ่งเรือขนาดใหญ่ยักษ์สามารถให้ได้ และต่างฝ่ายต่างจ้องแข่งขันกันในตลาดที่กำลังขยายตัว ด้วยยอดผู้โดยสารทั่วโลกสูงสุดเป็นประวัติการณ์ถึง 16 ล้านคนในปีที่ผ่านมา โดยลูกค้ากลุ่มใหญ่ที่สุดอยู่ในอเมริกา ขณะที่ยุโรปมีผู้โดยสารเพียง 6 ล้านคน
ช่วงไม่กี่ปีมานี้ คอสตา ครุส เติบโตอย่างน่าประทับใจ จากจำนวนผู้โดยสาร 363,000 คนในปี 2000 (รวมบริษัทในเครือในเยอรมนีและสเปน) เป็น 2.89 ล้านคนในปี 2010
ด้านเอ็มเอสซีหวังว่า ธุรกิจจะโตอีกเท่าตัวในช่วง 2-3 ปีหน้า ขณะเดียวกัน แม้บริษัทต่างๆ ยังต้องการเรือขนาดใหญ่ แต่ความคิดเริ่มขยับขยายไปที่เรือที่มีขนาดสั้นลงแต่กว้างขวางขึ้น



