xs
xsm
sm
md
lg

‘เลือกตั้งในสหรัฐฯ’ แผ่คลุมเหนือ ‘เจรจาสหรัฐฯ-จีน’

เผยแพร่:   โดย: Jing-dong Yuan

(จากเอเชียไทมส์ออนไลน์ www.atimes.com)

US election looms over US-China talks
By Jing-dong Yuan
23/06/2008

ถึงแม้ปักกิ่งและวอชิงตันรูดม่านปิดสมัยที่สี่ของ“การสนทนาทางเศรษฐกิจเชิงยุทธศาสตร์” ของรัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ แฮงก์ พอลสัน โดยที่สามารถทำข้อตกลงสำคัญๆ กันได้หลายฉบับ แต่การหารือกันในระดับสูงเช่นนี้ ก็อาจจะมีคุณค่าในแง่ของสิ่งที่มันไม่ได้ทำ มากพอๆ กับสิ่งที่มันได้ทำ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในการแก้ไขเรื่องสกุลเงินตราของจีนที่ถูกกล่าวหาไม่เลิกว่า “มีค่าต่ำเกินไป” หรือในการพิจารณาถึงผลต่อเนื่องที่จะเกิดขึ้น ถ้าหากผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีของสหรัฐฯเริ่มต้นกล่าวประณามจีนว่าเป็นผู้สร้างความทุกข์ยากทางเศรษฐกิจให้แก่อเมริกา

มอนเทอเรย์, มลรัฐแคลิฟอร์เนีย –“การสนทนาทางเศรษฐกิจเชิงยุทธศาสตร์สหรัฐฯ-จีน” (United States-China Strategic Economic Dialogue หรือ SED) จัดขึ้นทุกๆ รอบครึ่งปี โดยในสมัยที่ 4 มีขึ้นเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ณ โรงเรียนนายเรือสหรัฐฯ เมืองแอนนาโปลิส มลรัฐแมริแลนด์ หลังจากเปิดขึ้นเป็นครั้งแรกในเดือนธันวาคม 2006 SED ก็ค่อยๆ กลายเป็นเวทีอันมีประโยชน์สำหรับให้พวกเจ้าหน้าที่ระดับอาวุโสที่รับผิดชอบกิจการทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯและจีน ได้มาแลกเปลี่ยนทัศนะความเห็น, หาวิธีลดความผิดแผกแตกต่าง, และริเริ่มพัฒนาโครงการต่างๆ ที่จะดำเนินการร่วมกันเพื่อผลประโยชน์ของทั้งสองฝ่าย

สำหรับการประชุม SED เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว นับว่าเป็นครั้งที่น่าจดจำด้วยเหตุผลหลายๆ ประการ การหารือกันในระดับรัฐมนตรีอาวุโสคราวนี้ กลายเป็นโอกาสที่เปิดให้แก่เจ้าหน้าที่ฝ่ายอเมริกัน นำโดยรัฐมนตรีคลัง แฮงก์ พอลสัน ได้พบปะเป็นครั้งแรกกับทีมงานรัฐมนตรีและหัวหน้าหน่วยงานระดับสูงของฝ่ายจีนซึ่งเปลี่ยนตัวกันใหม่แทบทั้งชุด และนำโดย หวังซือซาน รองนายกรัฐมนตรีคนใหม่ของฝ่ายจีน ที่ทำหน้าที่กำกับดูแลกิจการทางการเงินและการค้าต่างประเทศ

ประการที่สอง ซึ่งอาจจะเป็นเครื่องแสดงถึงผลลัพธ์อันเป็นรูปธรรมด้วย ได้แก่การที่ทั้งสองฝ่ายได้ลงนามในข้อตกลงแม่บทว่าด้วยความร่วมมือด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม ที่มีอายุ 10 ปี ในตอนสุดท้ายของการหารือที่ดำเนินมา 2 วัน โดยเป็นผลของการปรึกษาหารือกันในระดับคณะทำงาน ตลอดจนการเจรจากันในสมัยประชุม SED ครั้งก่อนๆ

ปักกิ่งกับวอชิงตันยังเห็นพ้องกันที่จะเปิดการเจรจาว่าด้วยสนธิสัญญาการลงทุนระดับทวิภาคี เพื่อพัฒนามาตรการอันโปร่งใสต่างๆ ที่จะเป็นการส่งเสริมการลงทุนและการค้าระหว่างกันให้ก้าวไกลยิ่งขึ้น นอกจากนั้น ทั้งสองฝ่ายยังได้พัวพันเจรจากันในประเด็นปัญหาต่างๆ อย่างกว้างขวางครอบคลุม ตั้งแต่สินเชื่อเคหะประเภทซับไพรม์ในสหรัฐฯ ไปจนถึงกองทุนความมั่งคั่งภาครัฐของจีน

การพบปะหารือคราวนี้เป็นสัญญาณแสดงถึงการเปลี่ยนผ่าน จากระยะเริ่มต้นซึ่งเน้นหนักที่เรื่องการวางหลักเกณฑ์ต่างๆ เกี่ยวกับการประชุม และการสำรวจแสวงหาสิ่งที่เป็นความกังวลใจร่วมกันและเป็นผลประโยชน์ร่วมกัน โดยมาถึงตอนนี้ ก็เป็นการก้าวขึ้นสู่ระยะที่มีการรวมศูนย์ความสนใจ ไปยังสิ่งที่ประเทศทั้งสองสามารถทำและควรทำในเงื่อนไขที่เป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น และไปยังการยอมรับมาตรการต่างๆ เพื่อแก้ไขประเด็นปัญหาที่อาจกีดขวางการขยายตัวของการค้าการลงทุนระดับทวิภาคี ตลอดจนการวางแผนเชิงยุทธศาสตร์ระยะยาว

ในฐานะที่เป็นผู้ใช้พลังงานระดับมากที่สุดของโลก และเป็นผู้ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาสูงที่สุดของโลก สหรัฐฯและจีนจึงต่างก็มีทั้งแรงจูงใจและความรับผิดชอบ ในการทำให้เกิดหลักประกันว่า จะมีการผลิตพลังงาน, อุปทานพลังงาน, และการใช้พลังงานที่มีเสถียรภาพและมีความมั่นคงปลอดภัย ในเวลาเดียวกัน ประเทศทั้งสองก็จะต้องรักษาการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน ตลอดจนการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมด้วย ข้อตกลงแม่บททวิภาคีว่าด้วยความร่วมมือด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม จึงเป็นก้าวสำคัญก้าวหนึ่งในการเดินหน้าสู่เป้าหมายเหล่านี้

ความเปลี่ยนแปลงที่สังเกตเห็นได้ในกระบวนการ SED คราวนี้อีกประการหนึ่งก็คือ ความเสมอภาคเท่าเทียมกันเพิ่มมากขึ้นของการหารือ โดยกำลังเคลื่อนออกมาจากการที่จีนเป็นฝ่ายแก้ต่างบรรดาข้อกล่าวหาและการประณามตำหนิของสหรัฐฯในประเด็นอย่างเช่น การบงการสร้างค่าเงินตรา, และการขาดดุลการค้า, ไปสู่การยื่นหมูยื่นแมวที่มีความสมดุลมากยิ่งขึ้น โดยที่ผู้เข้าร่วมหารือทางฝ่ายจีนมีการตั้งคำถามและแสดงความกังวลต่อนโยบายต่างๆ ของสหรัฐฯ ตั้งแต่สินเชื่อที่อยู่อาศัยประเภทซับไพรม์ ไปจนถึงการมีอัตราเงินออมต่ำเกินไปแต่มีการบริโภคสูงเกินไป มันจึงกำลังกลายเป็นถนนที่มีการเดินรถทั้งสองทางมากขึ้นเรื่อยๆ

ระยะหลายๆ เดือนและหลายๆ ปีต่อจากนี้ไป การนำไปปฏิบัติให้บังเกิดผลจะกลายเป็นกุญแจสำคัญที่จะรับประกันว่า บรรดาเป้าหมายที่ตั้งไว้ในข้อตกลงแม่บทว่าด้วยความร่วมมือด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมนั้นสามารถที่จะบรรลุได้ เนื่องจาก SED ได้มีการจัดวางแบบแผนอันสมบูรณ์เพื่อการปรึกษาหารือกันอย่างเป็นประจำอยู่แล้ว นี่เป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องรักษาไว้และทำให้แข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น และถ่ายโอนอย่างราบรื่นไปสู่คณะรัฐบาลชุดต่อไปของสหรัฐฯ

อันที่จริงแล้ว ถึงแม้ตั้งแต่เริ่มต้นขึ้นมาจนถึงบัดนี้ SED จะมีสัมฤทธิ์ผลในด้านต่างๆ แต่กระนั้นก็ยังมีประเด็นปัญหาที่สาหัสรุนแรงอยู่อีกจำนวนหนึ่ง

พวกนักวิจารณ์ได้ชี้ไปยังประเด็นที่ว่า คณะรัฐบาลจอร์จ ดับเบิลยู บุช มุ่งแต่จะขายตัวกระบวนการเอง ทว่าบกพร่องล้มเหลวในการผลักดันให้เกิดวาระการหารือเรื่องที่เป็นสาระสำคัญ อาทิ การขาดดุลการค้า, ค่าเงินตราของจีน ซึ่งสหรัฐฯมองว่ามีค่าต่ำกว่าความเป็นจริง, การเข้าถึงตลาด, และการคุ้มครองสิทธิทรัพย์สินทางปัญญา

ทั้งๆ ที่เงินหยวนเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ได้มีการปรับตัวแข็งค่าขึ้นถึงกว่า 20% แล้วในระยะ 2 ปีที่ผ่านมา แต่สกุลเงินตราจีนก็ยังคงถูกพิจารณาว่ามีมูลค่าต่ำเกินไป และดังนั้นจึงยังทำให้สินค้าจีนมีความได้เปรียบอย่างไม่เป็นธรรมอยู่นั่นเอง เรื่องนี้เองนำไปสู่การขาดดุลการค้าของสหรัฐฯอย่างต่อเนื่องและเพิ่มทวีขึ้นเรื่อยๆ นอกจากนั้นกำแพงกีดกั้นไม่ให้เข้าสู่ตลาดจีนยังคงมีความสูงอยู่มาก โดยเฉพาะในภาคบริการ อย่างเช่น การธนาคาร

ความขัดแย้งและประเด็นปัญหาทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศ ยังคงมีความเป็นไปได้อย่างชัดเจนที่จะถูกแปรให้กลายเป็นเรื่องการเมือง ในขณะที่การชิงชัยตำแหน่งประธานาธิบดีของสหรัฐฯกำลังร้อนแรงขึ้นทุกขณะ และผู้สมัครของทั้งสองพรรคต่างวางตัวเองเอาไว้ว่า เป็นหนทางเลือกที่ดีที่สุดในการคุ้มครองผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของคนอเมริกัน จีนจึงอาจกลายเป็นแพะรับบาปอีกคำรบหนึ่งสำหรับความลำบากเดือนร้อนทางเศรษฐกิจของอเมริกา การใช้ไม้แข็งเล่นงานจีนอาจจะเป็นกโลบายในการหาเสียงที่ดึงดูดใจชวนให้ลองใช้ดูก็ได้

พวกประเด็นปัญหาที่ใหญ่ๆ ของความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯกับจีน ไม่ว่าทางด้านการเมือง-ความมั่นคง หรือทางด้านเศรษฐกิจ แม้ไม่เกี่ยวกับช่วงจังหวะวงจรการเลือกตั้งของสหรัฐฯเลย ก็ย่อมจะต้องครอบงำวาทกรรมและการอภิปรายถกเถียงเชิงนโยบาย ในสหรัฐฯอยู่แล้ว เพราะการผงาดขึ้นมาของจีนนั้นย่อมก่อให้เกิดคำถามอันสาหัสจริงจังเกี่ยวกับศักยภาพที่แดนมังกรอาจจะท้าทายต่อฐานะการเป็นผู้ครอบงำบงการของสหรัฐฯในปัจจุบัน ในทางตรงกันข้าม อำนาจทางเศรษฐกิจและอิทธิพลทางการเมืองที่ขยายใหญ่ขึ้นทุกทีของจีนย่อมทำให้ปักกิ่งมีความมั่นใจที่จะพิทักษ์ผลประโยชน์แห่งชาติของตนด้วยความเด็ดเดี่ยวแน่วแน่ขึ้นเรื่อยๆ ขณะเดียวกัน ความต้องการพลังงานและทรัพยากรของจีน ก็น่าจะบงการให้มีการดำเนินนโยบายการต่างประเทศที่อาจไม่สอดคล้องกับผลประโยชน์ของสหรัฐฯ –ไล่เรียงกันตั้งแต่ซูดานไปจนกระทั่งถึงอิหร่าน

SED ได้วางกรอบโครงอันเป็นประโยชน์สำหรับให้เหล่าผู้นำสหรัฐฯและจีนได้ใช้งาน เพื่อการปรึกษาหารือและการเจรจากันในระดับสูงชนิดเจาะลึก แต่กระนั้นมันก็ยังเป็นกระบวนการที่ไม่อาจรับประกันได้ว่าจะบังเกิดสัมฤทธิผลเสมอไป เมื่อต้องรับมือกับประเด็นปัญหาในเชิงโครงสร้าง ในเวลาที่ประเทศทั้งสองต่างยังคงต้องปรับเปลี่ยนและดัดแปลงตัวเองให้เข้ากับสิ่งที่มองเห็นกันว่าเป็นการเปลี่ยนผ่านในขั้นรากฐานล้ำลึก ตลอดจนให้เข้ากับบทบาทของพวกเขาในระบบระหว่างประเทศ การบริหารจัดการการเปลี่ยนผ่านดังกล่าวนี้ อาจจะเป็นปัญหาท้าทายอันใหญ่โตทั้งสำหรับจีนและสำหรับสหรัฐฯ

Dr. Jing-dong Yuan เป็นผู้อำนวยการโครงการการไม่แพร่กระจายอาวุธร้ายแรงในเอเชียตะวันออก (East Asia non-proliferation program) ณ ศูนย์กลาง เจมส์ มาร์ติน เพื่อการศึกษาด้านการไม่แพร่กระจายอาวุธร้ายแรง (James Martin Center for Non-proliferation Studies) อีกทั้งเป็นรองศาสตราจารย์ด้านการศึกษานโยบายระหว่างประเทศ (international policy studies) ณ สถาบันเพื่อการศึกษาด้านการระหว่างประเทศแห่งมอนเทอเรย์ (Monterey Institute of International Studies)