นายแพทย์สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยถึงสถานการณ์โรคโควิด-19 ว่า ล่าสุดจำนวนผู้ป่วยยืนยันรายเดิมที่มีอาการติดเชื้อในประเทศไทยยังคงอยู่ที่ 35 คน ยังไม่มีจำนวนผู้เสียชีวิต ซึ่งวันนี้มีผู้ป่วยได้รับการรักษาหายปกติสามารถกลับบ้านได้แล้วเพิ่มอีก 1 คนเป็นผู้ป่วยนักท่องเที่ยวหญิงชาวจีนอายุ 54 ปี รักษาที่สถาบันบำราศนราดูร ทำให้ล่าสุดมีจำนวนผู้รักษาหายกลับบ้านได้แล้วรวมเป็น 21 คน และสรุปขณะนี้ยังมีผู้ป่วยที่ยังต้องรักษาตัวในโรงพยาบาลทั้งหมด 14 คนซึ่งในจำนวนนี้ที่มีอาการรุนแรง 2 คน ขณะนี้อาการยังคงที่อยู่ระหว่างการรักษาตัว
จำนวนผู้ป่วยเข้าเกณฑ์สอบสวนโรคต้องเฝ้าระวังในไทย ตั้งแต่วันที่ 3 มกราคม - 22 กุมภาพันธ์ 2563 สะสมอยู่ที่ 1,355 คน คัดกรองจากสนามบิน 68 คน มารับการรักษาที่โรงพยาบาลเอง 1,287 คน รวมคัดกรองไปแล้วกว่า 3 ล้านคน จากด่านขาเข้าออกประเทศต่างๆ อนุญาตให้กลับบ้านได้แล้วและอยู่ระหว่างติดตามอาการ 1,071 คน ส่วนใหญ่เป็นไข้หวัดตามฤดูกาลยังคงรักษาในโรงพยาบาล 284 คน นอกจากนี้ ยังระบุว่า สำหรับการเดินทางระหว่างประเทศนั้นองค์การอนามัยโลกยังไม่มีคำแนะนำการเดินทางไปยังประเทศที่มีการระบาด แต่ประเทศไทยยังคงดำเนินการตามมาตรฐานองค์การอนามัยโลก ที่เฝ้าระวังและเพิ่มมาตรการคัดกรองผู้โดยสารที่เดินทางเข้า-ออกระหว่างประเทศทุกเส้นทาง ทั้งด่านบก อากาศ และทางน้ำ พร้อมขอให้ประชาชนที่เดินทางมาจากพื้นที่ที่มีการระบาดอย่างต่อเนื่อง อาทิ จีน ฮ่องกง มาเก๊า ไต้หวัน ญี่ปุ่น สิงคโปร์ และเกาหลีใต้ ขอความร่วมมือเฝ้าระวังอาการตนเองอย่างน้อย 14 วัน งดไม่ไปในที่สาธารณะ สวมหน้ากากอนามัย วัดไข้ทุกวัน ไม่ใช้ของใช้ร่วมกับผู้อื่น ซึ่งรวมถึงในกลุ่มนักเรียน นักศึกษาที่เดินทางไปทัศนศึกษาตามประเทศต่างๆ ที่มีความเสี่ยงติดเชื้อไวรัส ขอให้ปฏิบัติตามคำแนะนำดังกล่าวเช่นกัน หากมีอาการที่ต้องสงสัยให้ไปพบแพทย์ทันที หรือโทรสายด่วน 1422 เพื่อเข้ารับการรักษา
ด้านนายแพทย์ธนรักษ์ ผลิพัฒน์ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวถึงการรักษาผู้ป่วยในประเทศไทยด้วยส่วนประกอบของเลือด หรือพลาสมา ซึ่งการรักษาจะต้องใช้พาสมาในเลือดของผู้ป่วยที่รักษาหายแล้ว โดยประเทศไทยยังพบมีเพียงรายเดียวที่รักษาหาย คือคนขับแท็กซี่ที่เคยติดเชื้อ ซึ่งขณะนี้สาธารณสุขอยู่ระหว่างดำเนินการศึกษาเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง