xs
xsm
sm
md
lg

บูรพา“บาหลี” ณ ที่งดงามตราตรึง

เผยแพร่:   โดย: MGR Online

โดย : เหล็งฮู้ชง
ภาพวิถีชีวิตชาวบ้านในเทงกานัน
หากเอ่ยถึงบรรดา“เกาะสวรรค์” ที่ไม่ใช่แนวเกาะสวาท หาดสวรรค์ ผมยกให้“บาหลี”นอนมาเป็นอันดับต้นๆ เพราะเกาะแห่งนี้มีมนต์เสน่ห์ตราตรึงมากมาย ทั้งธรรมชาติ วิถีชีวิต และศิลปวัฒนธรรม จนทำให้นักเดินทางหลายๆคนใฝ่ฝันถึงว่าในชีวิตนี้น่าจะหาโอกาสไปเยือนสักครั้ง

บาหลี เป็นเกาะที่อยู่ระหว่างกลางของเกาะชวาและเกาะลอมบอก ประเทศอินโดนีเซีย ชาวบาหลีส่วนใหญ่นับถือศาสนาฮินดู-บาหลี ทำให้เกาะแห่งนี้มีวิถี วัฒนธรรม ประเพณี อันเป็นเอกลักษณ์แตกต่างออกไปจากอินโดนีเซีย ประดุจดังเกาะสวรรค์ทางการท่องเที่ยวในสายตาของใครหลายๆคน(รวมทั้งตัวผมด้วย)
หน้ากากหลากหลายแบบบนแผงในหมู่บ้านเทงกานัน
แต่...อนิจจา สวรรค์ทางการท่องเที่ยวบนบาหลีต้องล่มไปคราว เมื่อเกิดการก่อวินาศกรรมขึ้นในเดือน ตุลาคม 2545

แต่...เมื่อกาลเวลาได้เยียวยาให้บาหลีฟื้นตัวกลับคืนสู่เกาะสวรรค์อีกครั้ง ซึ่งหลังจากผมไปเที่ยวที่ ปรัมบานันและบุโรพุทโธในยอกยาการ์ตาแล้ว ผมเดินทางกลับสู่กรุงจาการ์ต้าเมืองหลวงอินโดฯอีกครั้งเพื่อมาต่อเครื่อง เดินทางสู่บาหลีด้วยสายการบินราคาประหยัด อินโด แอร์เอเชีย

ประมาณ 1 ชั่วโมงต่อจากนั้นผมก็เหินฟ้าข้ามทะเลจากจาการ์ต้ามาสู่เกาะบาหลี ซึ่งการเที่ยวบาหลีในครั้งนี้มีเป้าหมายหลักอยู่ที่บาหลีฝั่งตะวันออกที่มีสถานที่ท่องเที่ยวสวยๆงามๆและสำคัญๆให้เลือกชมกันมากมาย อีกทั้งยังเป็นดินแดนที่ชาวบาหลีนีสเชื่อว่าเป็นทิศมงคลที่สุดอีกด้วย

ในเย็นวันแรกที่บาหลีคณะทัวร์ของเราเลือกไปตั้งหลักพักค้างคืนกันแถว แคนดิดาสา(Candidasa) อดีตหมู่บ้านชาวประมงเล็กๆเมื่อราว 30 กว่าปีที่แล้ว ที่ปัจจุบันปรับเปลี่ยนเป็นหนึ่งในย่านที่พักขึ้นชื่อแห่งบาหลี

ครั้นวันรุ่งขึ้นมาถึงคณะของเรารีบออกท่องบาหลีฝั่งบูรพาในทันที โดยจุดแรกพวกเราไปแวะเที่ยวที่หมู่บ้านเทงกานัน (Tenganan Village) หมู่บ้านท่องเที่ยววัฒนธรรมสไตล์บาหลีอันโด่งดัง มีอายุเก่าแก่กว่า 700 ปี
การเขียนภาพบนใบลานที่หมู่บ้านเทงกานัน
ชาวหมู่บ้านเทงกานันสืบเชื้อสายมาจากชนพื้นเมืองดั้งเดิม ซึ่งเมื่อเดินเข้าเขตหมู่บ้านผมพบว่า ชาวบ้านที่นี่ยังคงยังคงรูปแบบวัฒนธรรมประเพณีวิถีความเป็นอยู่เอาไว้อย่างเหนียวแน่น บ้านแต่ละหลังที่นี่จะปลูกสร้างลดหลั่นเรียงรายกันไปตามเนินเขา มีลานกลางหมู่บ้านเป็นพื้นที่สาธารณะให้ชาวบ้านใช้สอยร่วมกัน นับเป็นลานบ้านแห่งชีวิตเลยทีเดียว เพราะบนลานแห่งนี้มีภาพชีวิตและภาพชาวบ้านในชุดพื้นเมืองให้ชมกันเพียบ ทั้งภาพชาวบ้านเดินหาบฟืน หาบมะพร้าว ทูนของไว้บนศีรษะอย่างสมดุล ภาพเด็กๆวิ่งเล่นซุกซน หนุ่มๆเลี้ยงไก่ชน หญิงสาวเลี้ยงลูกน้อย คุณยายนั่งสงบนิ่ง นอกจากนี้ยังมี ควาย หมา นก ไก่ หมู ที่ชาวบ้านนำมาปล่อยมาเลี้ยงไว้ในลานแห่งนี้ให้ชมกันหลายจุดทีเดียว

และแน่นอนว่าเมื่อมีนักท่องเที่ยวมาเยี่ยมเยือนมากมาย ชาวบ้านที่นี่ย่อมไม่ละเลยต่อการทำธุรกิจท่องเที่ยวชุมชนเล็กๆน้อยๆเพื่อสร้างรายได้ ซึ่งก็มีทั้ง งานจักรสาน กระบุง ตะกร้า ของที่ระลึก หุ่นกระบอก งานศิลปะ หน้ากากหลากสีสันหลายรูปแบบ ไข่เพ้นท์สี ฯลฯ
ทิวทัศน์ฝั่งทะเลในพระราชวังทามัน อูจุง
ส่วนงานฝีมือที่ผมเห็นว่าแปลกใหม่ไม่น้อย(สำหรับคนไทย)ก็เห็นจะเป็น การเขียนลอนตะ (Lanta) ที่เป็นการเขียนภาพบนใบลานด้วยหมึกจากแมคคาดีเมียนัทอย่างสวยงามยอดเยี่ยมของศิลปินพื้นบ้าน ในขณะที่งานฝีมือด้านการทอผ้ากริงซิง(Gringsing) อันเป็นเอกลักษณ์ที่หมู่บ้านเทงกานันนี่ถือว่าขึ้นชื่อลือชามาก แถมสนนราคาก็ไม่แพง เล่นเอาสาวๆหลายคนช้อปกันกระเป๋าแทบกระจาย

หลังชื่นชมวิถีพื้นบ้านบาหลีที่เทงกานันแล้ว ช่วงสายเราออกเดินทางต่อไปยังพระราชวังทามัน อูจุง (Taman Ujung) ที่อยู่ทางตอนใต้ของเมืองอัมลาปุระ(Amlapura)ไปประมาณ 5 กม.

พระราชวังทามัน อูจุง สร้างโดยกษัตริย์ อนัค อากุง อังลุราห์(Anak Agung Anglurah) กษัตริย์องค์สุดท้ายแห่งราชวงศ์การังกาเซ็ม เป็นพระราชวังริมทะเลอันสวยงาม ทั้งตัวพระราชวังที่งดงามงานศิลปกรรมแบบตะวันตกผสมบาหลี
ซากอาคารเก่าแก่รุ่นแรกที่พระราชวังทามัน อูจุง
สำหรับอาคารพระราชวังแห่งนี้ส่วนใหญ่สร้างขึ้นมาใหม่หลังถูกแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในปี ค.ศ. 1979 จนเสียหายยับเยิน แต่กระนั้นในพื้นที่พระราชวังแห่งนี้ก็ยังมีซากอาคารเก่าแก่รุ่นแรกสร้าง
อายุร่วมพันปีให้เดินขึ้นไปยลความเก่าและชมวิวจากเบื้องบนลงมา ซึ่งบนนี้จะมองเห็นวิวทิวทัศน์อันสวยงามรอบข้างที่ด้านหนึ่งเป็นทะเลและอีกด้านหนึ่งเป็นขุนเขาโอบล้อม

ในเมืองอัมลาปุระยังมีอีกหนึ่งพระราชวังเก่าแก่ให้เที่ยวกันนั่นก็คือ ปุรี อากุง การังกาเซ็ม(Puri Agung Karangasem) ที่งดงามชวนชมตั้งแต่ด้านหน้าทางเข้า ซึ่งเป็นซุ้มประตูซ้อน 4 ชั้นตั้งตระหง่าน มีรูปปั้นเทพเจ้าบาหลีอันสวยงามประดิษฐานอยู่ ณ 2 ฝั่งของประตู
สถาปัตยกรรมในปุรี อากุง การังกาเซ็ม
พระราชวังแห่งนี้มีขนาดกะทัดรัดแต่ว่างดงามร่มรื่น ซึ่งเมื่อเดินเข้าเขตพระราชวัง ด้านซ้ายจะพบกับศาลาลอนดอน(Bale London) ที่สร้างด้วยสถาปัตยกรรมอังกฤษ ถัดไปเป็นมาสเกอร์ดาม (Maskerdam) หรืออาคารหลัก ที่ผู้ปกครองชาวดัตช์ยินยอมให้เรียกขานชื่อนี้ หลังราชวงศ์การังกาเซ็มสามารถโค่นราชวงศ์บาหลีที่มีอยู่เดิมลงได้ ภายในอาคารจัดแสดงกึ่งๆพิพิธภัณฑ์ มีรูปภาพ โคมไฟ ข้าวของ ให้ชมกันพอประมาณ

ในขณะที่ฝั่งตรงข้ามนั้นเป็น ศาลากัมบัง (Bale Kambang) ตั้งอย่างโดดเด่นกลางสระน้ำที่ในวันผมไปนั้นดูเขียวชอุ่มไปด้วยใบบัว จอก แหน ซึ่งเหมาะแก่การเดินไปนั่งพักรับลมเย็นๆยิ่งนัก
ศาลากัมบังแห่งปุรี อากุง การังกาเซ็ม
จากปุรี อากุง การังกาเซ็ม คณะเราไปแวะกินข้าวเที่ยงกันระหว่างทางก่อนเดินทางข้ามเมืองไปยัง วัดเบซากิห์(Pura Basakih) ที่อยู่ในเขตเมืองการังกาเซ็ม

วัดเบซากิห์หรือเบซากีฮ์ เป็นสถานที่ไฮไลท์สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของบาหลี เป็นวัดคู่บ้านคู่เมืองที่ใหญ่ที่สุด สำคัญที่สุด และศักดิ์สิทธิ์ที่สุดบนบาหลี ที่หากใครไปเที่ยวบาหลีแล้วต้องไม่พลาดด้วยประการทั้งปวง

วัดแห่งนี้ถือเป็นวัดหลวง(Mother Temple)เก่าแก่ประจำเกาะ สร้างขึ้นราว ค.ศ. 8 ตั้งอยู่บนความสูงราว 1 พันเมตรเหนือระดับน้ำทะเล บนเส้นทางขึ้นปากปล่องภูเขาไฟกุนุง อากุง

หลายๆคนยกให้เบซากิห์เป็นดังอาณาจักรแห่งกุนุง อากุง เพราะมีอาณาบริเวณกว้างใหญ่ไพศาล ภายในเบซากิห์ประกอบด้วยวัดเล็กวัดน้อยจำนวนมากถึง 23 วัด มีวัดเปนาทารัน อากุง ที่อยู่ตรงกลางเป็นไฮไลท์
วัดเบซากิห์ วัดคู่บ้านคู่เมืองสำคัญแห่งบาหลี
อ้อ...เนื่องจากวัดเบซากิห์เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์มากของชาวบาหลี การจะขึ้นไปเที่ยวชมจึงต้องเคร่งครัดหน่อย คือต้องแต่ตัวสุภาพ มิดชิด ห้ามนุ่งกระโปรงสั้น-กางเกงขาสั้นขึ้น ห้ามใส่เสื้อแขนกุดสายเดี่ยว โดยทางวัดจะมีโสร่ง ผ้าคลุมไว้บริการ ส่วนในบางพื้นที่ของวัดหากไม่ใช่ชาวฮินดูทางวัดเขาห้ามเข้าโดยเด็ดขาด โดยเฉพาะบริเวณลานศักดิ์สิทธิ์ของวัดแห่งนี้

เอาล่ะเมื่อรู้กฎข้อบังคับของเขาแล้วทีนี่ผมก็ไม่รีรอเดินขึ้นสู่วัดเบซากิห์ในทันที ระหว่างทางจะมีรูปปั้นทวยเทพตั้งอยู่เป็นจุดๆไป ครั้นพอเข้าเขตพื้นที่วัดก็จะน่าตื่นตื่นใจในความอลังการ และมนต์เสน่ห์ของงานศิลปะ สถาปัตยกรรมแบบฮินดู-บาหลีอันโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ ไม่ว่าจะเป็นช่องประตูแบบไม่มีทับหลังหรือคาน หลังคาโบสถ์ วิหาร ศาลา ที่มุงด้วยวัสดุพื้นถิ่น โดยอาคารบางหลังแสดงความสำคัญด้วยการซ้อนชั้นหลังคาขึ้นไปสูงหลายชั้น

นอกจากงานศิลปกรรมแล้ว วัดเบซากิห์ยังถือเป็นจุดชมวิวชั้นดี ทั้งวิวของมุมเงย(มองขึ้นไป) หรือวิวมุมสูงทึ่มองลงมา เห็นหลังคาวัดสูงต่ำสร้างเรียงราย ส่วนวิวที่ไกด์ของเราบอกว่าดีที่สุดนั้นเป็นในช่วงเช้าราว 7-8 โมง ที่จะมองเห็นวัดเบซากิห์ตั้งตระหง่านท่ามกลางฉากหลังของภูเขาไฟกุนุง อากุง อันงดงาม แต่หลังจากนั้นเมฆหมอกก็จะเข้าปกคลุมบดบังยอดภูเขาไฟจนไม่อาจเห็นได้อย่างชัดเจน
ด้านหน้าของวัดเบซากิห์เมืองมองย้อนลงมาในมุมสูง
สำหรับภูเขาไฟกุนุง อากุง (Gunung Agung)นั้น เป็นภูเขาไฟที่ยังคุกรุ่นที่ชาวบาหลีนับถือเป็นภูเขาไฟศักดิ์สิทธิ์ที่สุดสำคัญที่สุดและสูงที่สุดในบาหลี คือสูงถึง 3,142 เมตร เปรียบเสมือนดังจุดศูนย์กลางของโลก

ภูเขาไฟลูกนี้ได้ระเบิดครั้งล่าสุด(ครั้งสุดท้าย)เมื่อค.ศ. 1963 ซึ่งเป็นการระเบิดอย่างรุนแรงในช่วงคราบรอบ 100 สร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวงต่อบาหลี คร่าชีวิตผู้คนไปกว่า 2,000 คน และมีผู้ไร้ที่อยู่อาศัยนับแสนคน เมืองหลายเมืองได้รับความเสียหายจากภูเขาไฟครั้งนี้

แต่น่าแปลกที่วัดเบซากิห์ที่อยู่ห่างจากปากปล่องภูเขาไฟเพียง 6 กิโลเมตร กลับได้รับความเสียหายเพียงเล็กน้อย เนื่องจากก้อนหินลาวาที่ไหลพรั่งพรูลงมาได้ถูกแนวท่อนไม้ที่สร้างเป็นแนวกำแพงวัดกั้นไว้อย่างเหลือเชื่อ นับเป็นเรื่องน่ามหัศจรรย์สำหรับชาวบาหลีนีสไม่น้อยเลย

แต่จะว่าไปหลายๆเรื่องราวในโลกนี้ต่างก็เกิดจากความมหัศจรรย์มิใช่หรือ?
*****************************************

บาหลี มีเวลาเร็วกว่าเมืองไทยและกรุงจาร์กาต้าเมืองหลวงของอินโดฯ 1 ชั่วโมง บนบาหลีใช้เงินสกุลรูเปียของอินโดนีเซีย มีอัตราแลกเปลี่ยนอยู่ที่ 1 บาท ประมาณ 250-300 รูปเปีย(ตามการขึ้นลงของค่าเงิน) นอกจากบาหลีฝั่งตะวันออกแล้วบนบาหลียังมีสถานที่ท่องเที่ยวขึ้นชื่ออีกมากมาย อาทิ หาดคูต้า, หาดนูซา ดัว,หาดซานูร์,วัดทานาร์ลอต,วัดอูลัน ดานู บาตูร์,เมืองอูบุด เป็นต้น