xs
xsm
sm
md
lg

Bitmine ทุ่ม 7 พันล้านซื้อหุ้น MrBeast แม้มีข่าวฉาวปั่นเหรียญคริปโต

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



วงการสินทรัพย์ดิจิทัลและสื่อบันเทิงโลกต้องจารึก! ‘Bitmine Immersion Technologies’ ยักษ์ใหญ่ผู้บริหารคลังคริปโทฯ สาย Ethereum ประกาศทุ่มเม็ดเงินมหาศาล 200 ล้านดอลลาร์ (ราว 7 พันล้านบาท) เข้าถือหุ้นใน ‘Beast Industries’ อาณาจักรของยูทูบเบอร์เบอร์หนึ่งโลก ‘MrBeast’ ดีลนี้ไม่ใช่แค่การลงขัน แต่คือยุทธศาสตร์ “เชื่อมนวัตกรรมการเงิน” เข้ากับ “ฐานแฟนคลับ Gen Z” ทั่วโลก ทว่าเบื้องหลังดีลหวานชื่น กลับมีประเด็นร้อนฉ่าจากอดีตที่ถูกครหาเรื่องการใช้ชื่อเสียง “ปั่นเหรียญ” ฟันกำไรเข้ากระเป๋ากว่า 23 ล้านดอลลาร์

การเคลื่อนไหวระดับ “Power Move” ครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา เมื่อ Bitmine บริษัทชั้นนำด้านการบริหารจัดการ Ethereum Treasury ได้ประกาศข้อตกลงซื้อหุ้นมูลค่า 200 ล้านดอลลาร์ ใน Beast Industries บริษัทบันเทิงของ Jimmy Donaldson หรือที่รู้จักกันทั่วโลกในนาม MrBeast โดยคาดว่าดีลจะปิดจบภายในวันที่ 19 มกราคม 2569 นี้

ยุทธศาสตร์ข้ามขั้วเมื่อ Crypto จับมือ Creator

Tom Lee ประธานกรรมการของ Bitmine มองเกมขาดว่า การผนึกกำลังครั้งนี้คือการเข้าถึงขุมทรัพย์ทางปัญญาและฐานผู้ชมที่ทรงพลังที่สุดในยุคนี้ นั่นคือกลุ่ม Gen Z, Gen Alpha และ Millennials ที่เติบโตมาพร้อมกับคอนเทนต์ของ MrBeast

ขณะที่ Jeff Housenbold ซีอีโอของ Beast Industries ไม่ได้มองเงินก้อนนี้เป็นแค่ทุนขยายกิจการ แต่ได้ทิ้งคำใบ้สำคัญที่ทำให้นักลงทุนว่าบริษัทกำลังมองหาลู่ทางในการ “ผนวก DeFi (Decentralized Finance)” เข้าไปในแพลตฟอร์มบริการทางการเงินตัวใหม่ที่กำลังจะเปิดตัว ซึ่งนั่นหมายความว่า MrBeast อาจกำลังจะกลายเป็นสะพานเชื่อมคนรุ่นใหม่หลายร้อยล้านคนเข้าสู่โลกการเงินไร้ศูนย์กลาง

ขุดคุ้ยแผลเก่า เงาปีศาจ ‘Insider Trading’

อย่างไรก็ตาม ภายใต้ภาพลักษณ์สวยหรูของการเป็นผู้ทรงอิทธิพลใจบุญ ยังมี “บาดแผลในอดีต” ที่ตามหลอกหลอน

ย้อนกลับไปในปี 2567 วงการคริปโตฯ เคยสั่นสะเทือนเมื่อสำนักที่ปรึกษา Loock.io และนักสืบเชน (On-chain Investigators) ออกมาแฉรายงานสุดฉาวที่ระบุว่า MrBeast มีส่วนพัวพันกับเครือข่ายกระเป๋าเงินคริปโตฯ กว่า 50 บัญชี ที่ถูกกล่าวหาว่าทำพฤติกรรม “ซื้อขายโดยใช้ข้อมูลภายใน” (Insider Trading) และปั่นราคา

รายงานอ้างว่า MrBeast และเครือข่ายอินฟลูเอนเซอร์ ได้โปรโมตโทเคนหลายตัวผ่านโซเชียลมีเดีย ก่อนจะเทขายทำกำไรก้อนโตใส่รายย่อย โดยเหรียญที่ถูกระบุชื่อ ได้แก่ SuperVerse (SUPER), Ethernity Chain (ERN), Polkamon (PMON) และอื่น ๆ ซึ่งประเมินว่าฟันกำไรเข้ากระเป๋าไปรวมกว่า 23 ล้านดอลลาร์ (เฉพาะ SUPER ตัวเดียวก็กวาดไปกว่า 11 ล้านดอลลาร์)

แม้เจ้าตัวจะเคยออกมาปฏิเสธข่าวลือเรื่องการลงทุนในเหรียญบางตัว แต่หลักฐานจากเส้นทางการเงินบนบล็อกเชนที่เชื่อมโยงกับกระเป๋าเงิน NFT ของเขา ยังคงเป็น “รอยด่าง” ที่นักวิเคราะห์ตั้งคำถามถึงความโปร่งใส

เดิมพันสูงบนความเสี่ยงชื่อเสียง

อย่างไรก็ตามการที่ Bitmine ตัดสินใจทุ่มเงินระดับ 200 ล้านดอลลาร์ ให้กับบุคคลที่มีประวัติสีเทาในโลกคริปโตฯ ถือเป็นการเดิมพันที่สูงลิ่ว ในแง่ธุรกิจ นี่คือโอกาสทองในการเจาะตลาด Mass Adoption ผ่านไอดอลผู้ทรงอิทธิพล แต่ในแง่ธรรมาภิบาล นี่คือโจทย์ใหญ่ที่ทั้งสองฝ่ายต้องพิสูจน์ให้ได้ว่า แพลตฟอร์มการเงินใหม่ที่จะเกิดขึ้น จะเป็นนวัตกรรมที่สร้างสรรค์จริง หรือเป็นเพียงเครื่องมือทางการเงินชิ้นใหม่ของกลุ่มทุนเดิม ๆ