xs
xsm
sm
md
lg

กรุงศรีคาดเงินบาทซื้อขายในกรอบ 31.00-31.40 ติดตามสถานการณ์โควิด-19

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



กลุ่มงานโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา (BAY) มีมุมมองต่อทิศทางค่าเงินบาทในสัปดาห์นี้ว่า มีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบ 31.00-31.40 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ เทียบกับสัปดาห์ที่ผ่านมา เงินบาทปิดแข็งค่าที่ 31.15 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ หลังซื้อขายในช่วง 31.15-31.49 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ในเดือนเมษายนที่ผ่านมา เงินบาทแข็งค่าขึ้น 0.3% เมื่อเทียบกับระดับปิดสิ้นเดือนมีนาคม ท่ามกลางสัญญาณการฟื้นตัวของเศรษฐกิจการค้าโลกสะท้อนจากกิจกรรมด้านการผลิตและราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่สูงขึ้น เงินดอลลาร์ฟื้นตัวเมื่อเทียบกับเงินยูโรและเยนในสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยได้แรงหนุนจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ที่ปรับตัวสูงขึ้นตามข้อมูลเศรษฐกิจที่บ่งชี้ทิศทางการเติบโตอย่างสดใส

ทางด้านธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) มีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงเป้าหมายอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 0-0.25% ตามความคาดหมายของตลาด และระบุว่าจะหนุนเศรษฐกิจต่อไป โดยเฟดจะยังคงเข้าซื้อพันธบัตรสหรัฐฯ อย่างน้อย 8 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อเดือน และหลักทรัพย์ที่ได้รับการค้ำประกันจากสัญญาจำนอง (Mortgage-backed Securities) อย่างน้อย 4 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อเดือน แม้เฟดประเมินภาวะเศรษฐกิจและแนวโน้มของวิกฤตโรคระบาดในทางที่ดีขึ้น ทั้งนี้ นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิในตลาดหุ้นและพันธบัตรไทย 3,332 ล้านบาท และ 13,800 ล้านบาท ตามลำดับ

นอกจากนี้ มองว่านักลงทุนจะให้ความสนใจกับตัวเลขภาคบริการและการจ้างงานเดือนเม.ย.ของสหรัฐฯ ซึ่งคาดว่ายังคงบ่งชี้การฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องตามการกระจายวัคซีนที่รวดเร็วและการกลับมาเปิดเมือง อย่างไรก็ตาม ในการแถลงล่าสุดประธานเฟดมองว่าการจ้างงานยังคงอยู่ห่างไกลจากเป้าหมายและเน้นย้ำว่า อัตราเงินเฟ้อจะปรับขึ้นเพียงชั่วคราวเท่านั้น ทางด้าน รมว.คลังสหรัฐฯ ได้กล่าวช่วงต้นสัปดาห์นี้ว่า อาจต้องปรับดอกเบี้ยสูงขึ้นบ้างเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากภาวะเศรษฐกิจร้อนแรงเกินไป ส่งผลให้นักลงทุนระมัดระวังมากขึ้น ขณะที่ผลการประชุมธนาคารกลางอังกฤษ (บีโออี) ในวันที่ 6 พ.ค.อาจสร้างความผันผวนให้แก่เงินปอนด์ได้เช่นกัน โดยตลาดจะติดตามสัญญาณเกี่ยวกับช่วงเวลาถอนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของบีโออีในระยะถัดไป

สำหรับปัจจัยในประเทศ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) คงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 0.50% ตามเดิมในวันนี้ หลังธนาคารแห่งประเทศไทยรายงานการอุปโภคบริโภคภาคเอกชนเดือนมีนาคมขยายตัว 1.8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนเติบโต 5.7% อย่างไรก็ดี กิจกรรมทางเศรษฐกิจเดือนเมษายนได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดในประเทศระลอก 3 และยังต้องติดตามว่าสถานการณ์จะยืดเยื้อเพียงใด ขณะที่การส่งออกสินค้าดีขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งจะทำให้การฟื้นตัวมีลักษณะแตกต่างกัน (uneven recovery) มากขึ้น
กำลังโหลดความคิดเห็น...