xs
xsm
sm
md
lg

ลาก UPA รับหน้า “เสี่ยยักษ์” / สุนันท์ ศรีจันทรา

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



หุ้นบริษัท ยูไนเต็ด เพาเวอร์ ออฟ เอเชีย จำกัด (มหาชน) หรือ UPA ถูกลากขึ้นชนเพดานสูง 30% หลังจากปรากฏชื่อ นายวิชัย วชิรพงศ์ หรือเสี่ยยักษ์ ถือหุ้นในสัดส่วน 12.83% ของทุนจดทะเบียน

เสี่ยยักษ์ทำรายการซื้อขายหุ้น UPA ผ่านกระดานซื้อขายรายใหญ่ หรือบิ๊กล๊อต วันศุกร์ที่ 27 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ก่อนแจ้งการทำรายการซื้อขายต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เช้าวันที่ 30 พฤศจิกายน 2563

หุ้นที่ซื้อเป็นหุ้นของ น.ส.แคทรียา บีเวอร์ จำนวนทั้งสิ้น 1,300 ล้านหุ้น หรือสัดส่วน 12.83% ของทุนจดทะเบียน โดยซื้อในราคาหุ้นละ 16 สตางค์ รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 208 ล้านบาท

ข่าวเสี่ยยักษ์ถือหุ้นใหญ่ UPA ทำให้เกิดแรงซื้อโหมเข้ามาในหุ้นตัวนี้ จนราคาพุ่งขึ้นไปปิดที่ 26 สตางค์ เพิ่มขึ้น 6 สตางค์ หรือเพิ่มขึ้น 30% มูลค่าการซื้อขายพุ่งขึ้น 219.33 ล้านบาท จากก่อนหน้าซื้อขายวันละไม่กี่ล้านบาท

น.ส.แคทรียา อดีตนางแบบ ซึ่งมีความสนิทสนมกับนักธุรกิจชาวออสเตรเลียที่เข้ามาหากินในประเทศไทย มักลงทุนในหุ้นตัวเดียวกับเสี่ยยักษ์ในหลายวาระ

ล่าสุด ได้รับการจัดสรรหุ้นจองบริษัท ศรีตรัง โกลฟส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ STGT จำนวนมาก จนร่ำรวยมหาศาลด้วยกันทั้งคู่

น.ส.แคทรียา เดิมถือหัน UPA ในสัดส่วน 2.25% ของทุนจดทะเบียนเท่านั้น แต่ใช้สิทธิจองซื้อหุ้นเพิ่มทุนเกินสิทธิที่ได้รับจากการเพิ่มทุนของ UPA ครั้งล่าสุดจำนวน 4,000 ล้านหุ้น โดยจัดสรรให้ผู้ถือหุ้นเดิมในสัดส่วน 1.66750004375 หุ้นเดิมต่อ 1 หุ้นใหม่ ในราคาหุ้นละ 15 สตางค์ ชำระค่าหุ้นระหว่างวันที่ 8-15 ตุลาคม 2563

หลังการเพิ่มทุน น.ส.แคทรียา มีสัดส่วนการถือหุ้นเพิ่มเป็น 14.64% ของทุนจดทะเบียน ก่อนจะยกล็อตตัดขายให้เสี่ยยักษ์ 12.83% ของทุนจดทะเบียน

การโยนหรือโยกหุ้นระหว่างเสี่ยยักษ์ กับ น.ส.แคทรียา เบื้องหน้าเบื้องหลังเป็นอย่างไร ไม่มีใครรู้

แต่ประเด็นที่น่าสนใจคือ เมื่อ ชื่อของเสี่ยยักษ์ปรากฏ หุ้น UPA กลับพุ่งทะยานชนเพดาน 30% ทั้งที่หุ้นตัวนี้มีสภาพเป็นหุ้นตายซากมาหลายปี

UPA เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ วันที่ 27 พฤษภาคม 2553 หลังนำหุ้นเสนอขายนักลงทุนในราคาหุ้นละ 1.60 บาท จากราคาพาร์ 50 สตางค์

แมลงเม่าเซ่นสังเวยหุ้นตัวนี้จำนวนมาก เพราะมีการสร้างข่าวดีกระตุ้นราคาหุ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงปี 2557 ซึ่งมีโครงการจะสร้างโรงไฟฟ้า เพื่อป้อนไฟฟ้าให้นิคมอุตสาหกรรมที่ทวาย ประเทศพม่า

ราคาหุ้น UPA ถูกลากขึ้นไปสูงสุดที่ 8.68 บาท ในเดือนพฤศจิกายน ก่อนโครงการต้องพับลง เมื่อรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ถูกยึดอำนาจ หลังจากนั้น ราคาหุ้น UPA ดิ่งลง จนเหลือไม่กี่สตางค์ ขณะที่ผลประกอบการขาดทุนต่อเนื่อง

นายอุปกิต ปาจรียางกูร เคยเป็นผู้บริหารและผู้ถือหุ้นใหญ่ UPA แต่ลาออกและขายหุ้นทั้งหมด เพื่อเข้ารับตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภา

ผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 1 และอันดับ 2 เป็นนักลงทุนสถาบันต่างประเทศ โดยเสี่ยยักษ์ จะเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 3 ส่วนผู้ถือหุ้นรายย่อยมีจำนวนทั้งสิ้น 7,534 ราย และส่วนใหญ่น่าจะติดหุ้นตัวนี้อยู่

แม้ UPA จะพยายามหาช่องทางการลงทุนใหม่ โดยลงทุนผลิตน้ำประปาในลาว ลงทุนด้านพลังงานทางเลือกในเวียดนาม ซึ่งราคาหุ้นไม่ได้ตอบรับข่าวการลงทุนใหม่มากนัก

แต่เมื่อชื่อของเสี่ยยักษ์ ถูกเปิดว่าเข้ามาลุย UPA ราคาก็ถูกกระชากขึ้นทันที

หุ้นที่ผ่องมาจาก น.ส.แคทรียา ในราคา 16 สตางค์ เมื่อเทียบกับราคาปิดเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายนที่ราคา 26 สตางค์ เสี่ยยักษ์ฟันกำไรไปแล้ว 62% ในเวลาเพียงแค่ข้ามสัปดาห์

เสี่ยยักษ์กำลังเป็นขาใหญ่ที่มีรูปแบบเดียวกับนายสอง วัชรศรีโรจน์ หรือเสี่ยสองเมื่อประมาณ 30 ปีก่อน

สมัยนั้นเมื่อมีการ ปล่อยข่าวว่า เสี่ยสองเข้าหุ้นตัวไหน แมลงเม่าจะตามแห่เข้าไปเก็งกำไร ไล่ซื้อหุ้นกันฝุ่นตลบ จนราคาหุ้นพุ่งทะยาน

แต่เวลาเสี่ยสอง ขายหุ้นออก ไม่มีใครรู้ และเสี่ยสองก็ไม่บอกใคร กว่ารายย่อยจะรู้ว่าขาใหญ่เผ่นไปแล้ว ก็สายเกินไปที่จะขายหุ้นหนีตายได้ทัน

เสี่ยยักษ์ที่ร่ำรวยเหยียบหมื่นล้านบาทจากตลาดหุ้น ถ้าไล่เรียงหุ้นที่ทำกำไรจากอดีต ส่วนใหญ่น่าจะเป็นหุ้นที่แมลงเม่าเสียหายแทบหมดเนื้อหมดตัว

เสี่ยยักษ์กำไร แต่รายย่อยขาดทุน

ความมั่งคั่งของเสี่ยยักษ์ หรือเสี่ยหุ้นอีกหลายคน จึงอาจเกิดขึ้นบนความสูญเสียของรายย่อย

เสี่ยยักษ์ จุดชนวนเก็งกำไรหุ้น UPA แล้ว แมลงเม่าที่ไม่กลัวตาย ลองเข้าไปแลกหมัดวัดดวงได้






กำลังโหลดความคิดเห็น...