xs
xsm
sm
md
lg

EPG มองครึ่งหลังงวดบัญชีปี 63/64 อุตฯ ยานยนต์เริ่มฟื้นตัว สร้างโอกาสทำกำไร เตรียมจ่ายปันผลระหว่างกาล 9 สตางค์

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



อีสเทิร์นโพลีเมอร์ คาดธุรกิจชิ้นส่วนอุปกรณ์และตกแต่งยานยนต์จะเริ่มฟื้นตัวในช่วงครึ่งปีหลังของปีบัญชี 63/64 ตามทิศทางของอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศ ชี้นโยบายลดค่าใช้จ่ายหนุนอัตรากำไรขั้นต้นปรับตัวที่ดีขึ้น พร้อมอนุมัติจ่ายปันผลระหว่างกาลกว่า 252 ล้านบาท

นายเฉลียว วิทูรปกรณ์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อีสเทิร์นโพลีเมอร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ EPG ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์โพลีเมอร์และพลาสติกแปรรูป เปิดเผยว่า ในช่วงครึ่งปีหลังของปีบัญชี 63/64 (ต.ค.63-มี.ค.64) รายได้จากการขายจากกลุ่มธุรกิจชิ้นส่วนอุปกรณ์และตกแต่งยานยนต์ จะเร่งตัวสูงขึ้นตามทิศทางของยอดขายยานยนต์ที่ฟื้นตัวจากการกลับมาผลิตของอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศ และยอดขายที่ปรับตัวดีขึ้นในต่างประเทศ สำหรับธุรกิจฉนวนยางกันความร้อน/เย็น แม้ยอดขายในประเทศชะลอตัวบ้าง แต่ในสหรัฐอเมริกาเติบโต และธุรกิจบรรจุภัณฑ์พลาสติก ยอดขายของกล่องใส่อาหารเติบโตขึ้นอย่างโดดเด่นเมื่อเทียบกับปีก่อน

นอกจากนี้ การนำนโยบายลดค่าใช้จ่าย เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน หรือ “USE” (U : Utilization การใช้ประโยชน์จากทรัพยากรที่มีอยู่อย่างคุ้มค่า S : Save การประหยัดค่าใช้จ่าย และ E : Efficiency การเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน) มาใช้อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นปรับตัวที่ดีขึ้น จึงคาดว่าในปีบัญชี 63/64 (เม.ย.63-มี.ค.64) จะมียอดขายประมาณ 9,000 ล้านบาท และมีอัตรากำไรขั้นต้นที่ 28-30%

สำหรับแผนการดำเนินงานของ 3 ธุรกิจหลัก ได้แก่

ธุรกิจฉนวนยางกันความร้อน/เย็น ภายใต้แบรนด์ Aeroflex มุ่งเน้นการตลาดในกลุ่มสินค้าพรีเมียมทั้งในและต่างประเทศ โดยในสหรัฐอเมริกา ฉนวน Aeroflex เป็นสินค้าจำเป็น (Essential Product) จึงมีโอกาสเติบโตต่อเนื่อง โดยการก่อสร้างโรงงานใหม่อยู่ระหว่างดำเนินการ คาดว่าจะแล้วเสร็จประมาณปีบัญชี 64/65 (เม.ย.64-มี.ค.65) ซึ่งจะสร้างโอกาสในขยายตลาดเพิ่มขึ้น รวมถึงความต้องการของการใช้วัคซีนโควิด-19 ที่มีความเกี่ยวข้องกับการใช้ฉนวนยางกันความร้อน/เย็น เช่น โรงงานวัคซีน และการขนส่งวัคซีน เป็นโอกาสในการทำตลาดของ Aeroflex เช่นกัน สำหรับในญี่ปุ่น เริ่มเห็นความต้องการใช้ฉนวน Aeroflex ที่เพิ่มขึ้นตั้งแต่ไตรมาสที่ 3 ปี 63/64 และมีโอกาสขยายตลาดในกลุ่มผลิตภัณฑ์ใหม่เพิ่มขึ้น ส่วนตลาดในประเทศชะลอตัวตามแนวโน้มการก่อสร้างในประเทศที่ลดลง

ธุรกิจชิ้นส่วนอุปกรณ์และตกแต่งยานยนต์ ภายใต้แบรนด์ Aeroklas กลุ่มลูกค้า OEM (Original Equipment Manufacturer) มียอดสั่งซื้อสินค้าจำนวนมาก ฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว และมีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง หลังจากกลับมาผลิตยานยนต์ตามปกติ ธุรกิจในประเทศออสเตรเลียมียอดขายชิ้นส่วนอุปกรณ์ตกแต่งยานยนต์เพิ่มขึ้นเนื่องจากประชากรออสเตรเลียท่องเที่ยวภายในประเทศเพิ่มขึ้น นิยมท่องเที่ยงธรรมชาติ จึงมีความต้องการใช้งานอุปกรณ์ตกแต่งยานยนต์ เพื่อเพิ่มสมรรถนะ และความปลอดภัยในการขับขี่ อย่างไรก็ตาม Aeroklas ใช้ช่วงเวลาจากการที่ค่ายรถยนต์ต่างๆ หยุดดำเนินการชั่วคราวจากวิกฤตโควิด-19 เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพด้านต่างๆ เตรียมความพร้อมสำหรับการกลับมาเปิดดำเนินงานตามปกติ จึงทำให้ Aeroklas มีต้นทุนการผลิตใหม่ที่ลดลง

ธุรกิจบรรจุภัณฑ์พลาสติก ภายใต้แบรนด์ EPP ผู้บริโภคนิยมสั่งอาหารเดลิเวอรี หรือซื้ออาหารกลับไปรับประทานที่บ้านมากขึ้น ส่งผลให้บรรจุภัณฑ์พลาสติกประเภทกล่องใส่อาหารมียอดคำสั่งซื้อต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามยอดขายของบริษัท อีสเทิร์น โพลีแพค จำกัด เริ่มฟื้นตัวดีขึ้นและคาดว่าจะฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องจากการสนับสนุนโครงการของภาครัฐที่กระตุ้นการใช้จ่าย และการท่องเที่ยวภายในประเทศ เช่น โครงการคนละครึ่ง และโครงการเที่ยวด้วยกัน เป็นต้น

สำหรับผลประกอบการในไตรมาสที่ 2 ปี 63/64 (ก.ค.63-ก.ย.63) บริษัทมีรายได้จากการขาย 2,329.6 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้จากการขาย 2,762.5 ล้านบาท หรือปรับตัวลดลง 15.7% และมีอัตรากำไรขั้นต้นที่ 30.2% และมีกำไรสุทธิ 307.7 ล้านบาท ปรับตัวลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 326.3 ล้านบาท หรือลดลง 5.7% หากเทียบกับไตรมาส 1 ปี 63/64 (เม.ย.63-มิ.ย.63) มีกำไรสุทธิ 74.6 ล้านบาท ปรับตัวเพิ่มขึ้น 312.6% แสดงให้เห็นถึงการฟื้นตัวที่ดีขึ้นในรายไตรมาส และในไตรมาสนี้บริษัทได้รับส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมและการร่วมค้า ที่ 21.1 ล้านบาท โดยบริษัทร่วมทุนที่ผลิตสินค้าเพื่อขายให้อุตสาหกรรมยานยนต์เริ่มฟื้นตัวดีขึ้นจากการที่ค่ายรถยนต์ในประเทศกลับมาเปิดดำเนินงาน

ทั้งนี้ ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท เมื่อวันที่ 12 พ.ย.63 มีมติอนุมัติการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลสำหรับผลการดำเนินงานสิ้นสุด 30 ก.ย.63 ในอัตราหุ้นละ 0.09 บาท (เก้าสตางค์) รวมเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 252 ล้านบาท โดยกำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นที่จะมีสิทธิได้รับเงินปันผล (Record Date) วันที่ 30 พ.ย.63 และกำหนดจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นในวันที่ 9 ธ.ค.63


กำลังโหลดความคิดเห็น...