xs
xsm
sm
md
lg

บล.เอเซีย พลัส มอง ศก.ไทยส่งสัญญาณดี เล็งภาครัฐกระตุ้นต่อ แต่โลกยังเสี่ยงติดเชื้อโควิด-19 พุ่ง

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม รองกรรมการผู้อำนวยการสายงานวิจัย บล.เอเซีย พลัส (ASP) กล่าวถึง Economic Update ผ่านเพจ ห่วงใย This Business โดยระบุว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 ยังน่ากังวลที่มีผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายใหม่เพิ่มในอัตราเร่งตัว แต่ก็มีความคืบหน้าการผลิตวัคซีนโควิด-19 ที่คาดว่าจะใช้ได้ในช่วงครึ่งหลังปี 64

ส่วนภาวะเศรษฐกิจในไทยดีขึ้น จากที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ เปิดเผยตัวเลขอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ไตรมาส 3/63 ออกมาดีกว่าคาด และปรับคาดการณ์ GDP ในปี 63 ติดลบน้อยลง อย่างไรก็ตาม ต้องติดตามปัจจัยการเมืองที่จะมีการชุมนุมในช่วงวันที่ 17-18 พ.ย.ที่รัฐสภามีการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง 7 ฉบับ

สำหรับสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 ขณะนี้ยังน่ากังวล เพราะตัวเลขผู้ติดเชื้อของทั้งโลกเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว 1 ล้านกว่าคนใน 2 วัน และมีอัตราการตายมากขึ้น แม้ว่าจะมีความคืบหน้าการผลิตวัคซีนโควิด-19 แต่ก็ยังต้องใช้เวลา โดยมีการคาดการณ์ว่าจะกระจายไปถึงมือประชาชนทั่วไปในช่วงครึ่งหลังปีหน้า ดังนั้น ก็ยังต้องระวังเรื่องโควิด-19 กันต่อไป

นายเทิดศักดิ์ กล่าวว่า จากการประกาศความคืบหน้าของการทดลองวัคซีนจาก 2 แหล่ง ได้แก่ ไฟเซอร์ และ BioNTech เมื่อวันที่ 9 พ.ย.ที่ผ่านมา หนุนดัชนีดาวโจนส์ปรับขึ้นกว่า 1,000 จุด ส่วนตลาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้นกว่า 50 จุด ส่วน Moderna ที่ประกาศเมื่อคืนนี้ตลาดตอบสนองเบาลง โดยดัชนีดาวน์โจนส์ปรับตัวขึ้นไม่มาก ระหว่างที่รอวัคซีนก็ไม่แน่ใจว่าผู้ติดเชื้ออาจจะปรับตัวขึ้นไปถึง 80 -100 ล้านคน และหากมีการระบาดเพิ่มก็อาจจะต้องล็อกดาวน์กันอีกครั้ง เหมือนกับที่หลายประเทศดำเนนการ ดังนั้น เรื่องนี้ยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

ขณะที่ปัจจัยด้านเศรษฐกิจที่ตัวเลข GDP ของไทยในไตรมาส 3/63 ติดลบ 6.4% ดีกว่าที่คาดว่าจะติดลบ 8-10% และทำให้สภาพัฒน์ปรับประมาณการ GDP ปี 63 ใหม่เป็นติดลบ 6% จากเดิมติดลบ 7.8-7.3% เนื่องจากการลงทุนของภาครัฐ การบริโภคภาคครัวเรือน การลงทุนภาคเอกชน และการส่งออกในไตรมาส 3/63 ดีขึ้นจากไตรมาส 2/63

ขณะเดียวกัน ในปลายไตรมาส 3 และในไตรมาส 4 นี้มีการกระตุ้นการบริโภคจากภาครัฐ 3 มาตรการ ที่ทำให้มีการครอบคลุมทุกกลุ่ม และกระตุ้นให้มีการใช้จ่ายมากขึ้น ได้แก่ การเพิ่มวงเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ คาดว่าจะมีเงินหมุนเวียน 2.1 หมื่นล้านบาท โครงการคนละครึ่ง คาดว่าจะมีเงินสะพัด 6 หมื่นล้านบาท ซึ่งโครงการนี้มีกระแสตอบรับดีมาก คาดว่าจะมีโครงการคนละครึ่งเฟส 2 เฟส 3 และโครงการช้อปดีมีคืน เป็นการกระตุ้นของกลุ่มที่มีกำลังซื้อให้กลับมา โดยคาดว่าจะมีเงินหมุนเวียน 1.11 แสนล้านบาท รวมทั้ง 3 มาตรการจะมีเงินหมุนเวีย 1.92 แสนล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนจีดีพี 1.1% ซึ่งน่าจะมีผลให้การบริโภคคึกคักขึ้นมา และทำให้ไปหมุนเครื่องยนต์ตัวอื่น

นายเทิดศักด์ คาดว่าเครื่องยนต์ตัวถัดมาที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจต่อไป คือ การลงทุนภาครัฐที่มีหลายโครงการที่รออยู่ ได้แก่ โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงตลิ่งชัน-ศูนย์วัฒนธรรม มูลค่าก่อสร้าง 1.27 แสนล้านบาท ที่มีกลุ่ม BTS และ กลุ่ม BEM เข้ามาแข่งขัน น่าสรุปผลและเซ็นสัญญาได้ในช่วงครึ่งแรกปี 64 โครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงเตาปูน-ราษฎร์บูรณะ มูลค่า 1 แสนล้านบาท โดยคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติแล้ว น่าจะเห็นการประมูลในช่วงครึ่งแรกปี 64 โครงการรถไฟสายสีแดง รอการพิจารณาเปิดให้เอกชนเข้าร่วมลงทุน (PPP) ส่วนที่เหลือเป็นโครงการรถไฟทางคู่ คาดมีการประมูล 6-7 เส้นทาง มีความคืบหน้าแล้ว โดย ครม.อนุมัติ และ EIA ผ่านการอนุมัติ

"ภาพที่เราเห็นจีดีพีไตรมาส 3 ออกมาแล้วดีกว่าคาด แล้วเรายังเห็นมาตรการต่อเนื่องในการทำให้เครื่องยนต์เศรษฐกิจซึ่งมี 4 ตัว คือการบริโภคภาคครัวเรือน (C) การลงทุนภาครัฐ (G) การลงทุนภาคเอกชน (I) และการค้าระหว่างประเทศ (X) เริ่มกลับมาทำงาน"

นอกจากนั้น เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ไทยเข้าร่วมลงนามความตกลงการค้าเสรี (RCEP) ที่มี 10 ชาติอาเซียน รวม จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ซึ่งไทยรอสัตยาบันกลางปี 64 โดย RCEP เป็นข้อตกลงการค้าที่ใหญ่ที่สุดในโลก คิดเป็นสัดส่วนราว 32% ของ GDP โลกทำให้มีการค้าเติบโตและขยายตัวได้เร็ว โดยไทยมียอดส่งออกในกลุ่ม RCEP 40-50% สินค้าส่งออกที่คาดว่าจะได้ประโยชน์ เช่น สินค้าเกษตร อาหาร และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์

สำหรับ ASP ได้ปรับประมาณการ GDP ของไทยใหม่เป็นติดลบ 6.5% จากเดิมติดลบ 7.9% โดยเป็นการปรับการบริโภคภาคครัวเรือน จากเดิมติดลบ 3.5% เป็นติดลบ 1.1% หลังจากเห็นในช่วง 9 เดือนติดลบไปเพียง 1.7% และการลงทุนภาครัฐที่งวด 9 เดือนขยายตัว 7.3% จึงปรับประมาณการทั้งปีเป็นขยายตัว 7.9% จากเดิมคาดว่าจะเติบโต 2%


กำลังโหลดความคิดเห็น...