xs
xsm
sm
md
lg

เอเซียพลัสคาด SET ช่วง Q4/63 ยังผันผวนก่อนดีดตัวแตะ 1,450-1,526 จุดในปี 64

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ASPS คาด SET ช่วง Q4/63 ยังผันผวน แต่พอมีโอกาสทำกำไรหุ้นกลาง เล็ก มองเป้าหมายปี 64 มีโอกาสดีดตัวแตะ 1,450-1,526 จุด สำหรับการลงทุนในช่วงที่ตลาดหุ้นผันผวน แนะนำหุ้นที่ผ่านบททดสอบโควิด-19 ไปได้เป็นอย่างดีและมีปันผล ได้แก่ ASK, DOHOME, INSET, MTC, NOBLE และ STGT

นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บล.เอเซีย พลัส (ASPS) กล่าวว่า เอเซีย พลัส มองตลาดหุ้นไทยไตรมาส 4/63 ยังมีความผันผวนจาก 5 ปัจจัยหลัก ประกอบด้วย 1.การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ที่กลับมาเป็นประเด็นอีกครั้ง หลังจำนวนผู้ติดเชื้อในยุโรปและเอเชียเพิ่มขึ้นเสี่ยงต่อการล็อกดาวน์รอบ 2 ขณะที่การเร่งพัฒนาวัคซีนมองว่าการกระจายตัวยาให้ทั่วถึงได้ในช่วงกลางปี 64 เป็นต้นไป

2.การเมืองในประเทศ ให้น้ำหนักการชุมนุมวันที่ 14 ต.ค.63 ซึ่งหากการเมืองในประเทศกลับมาร้อนแรงอีกครั้งจะกดดันให้เงินทุนไหลออก และค่าเงินบาทอ่อน ส่งผลให้ตลาดหุ้นปรับตัวลง 3.การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ให้น้ำหนักไปที่นโยบายของทั้ง 2 พรรค และราคาน้ำมันดิบ มองว่าเมื่อใกล้ช่วงของการเลือกตั้ง ราคาน้ำมันจะแกว่ง sideway ถึง sideway down ซึ่งหุ้นกลุ่มน้ำมันคิดเป็น 20% ของ SET Index หากปรับตัวลงจะทำให้ตลาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้นได้ยาก โดยหากย่อตัวลงมาที่ระดับ 1,212 จุด แนะเป็นจุดเข้าซื้อสะสม คาดหวังการดีดตัวขึ้นในระยะถัดไป

4.การปรับพอร์ตเพื่อเตรียมซื้อหุ้น บมจ.เอสซีจี แพคเกจจิ้ง (SCGP) ก่อนเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ ของนักลงทุนสถาบัน จะทำให้ตลาดหุ้นผันผวนในระยะสั้น เนื่องจากหุ้น SCGP มีขนาดมาร์เกตแคปถึง 1.4-1.5 แสนล้านบาท และเมื่อเข้า SET แล้วก็มีโอกาสที่จะเข้าไปเทรดใน SET50 และ SET100 ได้ทันที และ 5.การปรับเกณฑ์ Short sell รวมถึง Ceiling & Floor กลับมาใช้เกณฑ์ปกติ

นายเทิดศักดิ์ กล่าวว่า ขณะที่นักลงทุนต่างชาติก็ยังคงขายสุทธิต่อเนื่อง โดยตั้งแต่ปี 56 จนถึงปัจจุบันขายสุทธิแล้วกว่า 2.8 แสนล้านบาท และสัดส่วนการถือครองของนักลงทุนต่างชาติโดยรวมก็ลดลงเหลือราว 25.6% ต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ รวมถึงการยกเลิกกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) ทำให้เม็ดเงินประมาณ 3-5 หมื่นล้านบาท หายไป ตลาดหุ้นไทยจึงขาดแรงหนุนในช่วงปลายปี

อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าตลาดหุ้นไทยจะยังได้รับแรงหนุนจากนักลงทุนรายย่อย เห็นได้จากการเปิดบัญชีซื้อขายลักทรัพย์ตั้งแต่ต้นปีจนถึงเดือน ก.ย.63 อยู่ที่ 5.1 แสนบัญชีแล้ว สูงกว่าการเปิดบัญชีเฉลี่ยทั้งปีก่อนที่ 2-3 แสนบัญชี ซึ่งเป็นแรงหนุนหุ้นขนาดกลาง-เล็กปรับตัวขึ้นได้ดี และยังมีโอกาสที่สดใส

ส่วนหุ้นกลุ่มขนาดใหญ่ มองว่าต้องรออีกสักระยะหนึ่ง เนื่องจากปัจจุบันมีเงินฝากที่อยู่ในระบบ 15.57 ล้านล้านบาท สูงกว่ามาร์เกตแคปที่อยู่ 13.72 ล้านล้านบาท ทำให้เชื่อว่าจะมีเงินไหลเข้ามาในตลาดหุ้นในระยะถัดไป จากคาดการณ์ว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอีก 1 ครั้งในปีนี้

ทั้งนี้ ประเมินเป้าหมาย SET Index ปี 64 ไว้ที่ 1,450-1,526 จุด ถือว่ามีอัปไซต์พอสมควรเมื่อเทียบกับปัจจุบัน

"ในระยะสั้นตลาดคงไปไหนได้ไม่ไกล แต่หากมองไกลกว่านี้ คาดว่าตลาดน่าจะปรับตัวขี้นได้จากเม็ดเงินที่ไหลเข้า โดยเฉพาะเงินฝากที่มีอยู่ในระบบค่อนข้างสูง และหากตลาดหุ้นมีการฟื้นตัวอย่างชัดเจน ก็จะส่งผลให้มีเม็ดเงิน หรือ Flow กลับเข้ามาในตลาดหุ้นบ้านเราได้ โดยมีปัจจัยมาจาก GDP ปี 64 ที่ปรับตัวขึ้น คาดว่าจะฟื้นตัวจากปัจจุบัน 3-4% และ EPS เพิ่มขึ้น 25% จากปีนี้

ประกอบกับมองการเมืองต่างประเทศ หากทรัมป์ได้เป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ ต่อ ภาพรวมตลาดคงเหมือนเดิม แต่หากไบเดน ชนะจะพิจารณาขึ้นภาษีนิติบุคคล ซึ่งหลายโบรกฯ ได้ปรับประมาณการ EPS ลง 10-12% ส่งผลกดดัน PE ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ให้สูงขึ้น และเม็ดเงินไหลออกจากตลาดสหรัฐฯ" นายเทิดศักดิ์ กล่าว

สำหรับการลงทุนในช่วงที่ตลาดหุ้นผันผวน แนะนำหุ้นที่ผ่านบททดสอบโควิด-19 ไปได้เป็นอย่างดีและมีปันผล ได้แก่ ASK, DOHOME, INSET, MTC, NOBLE และ STGT ในทางตรงกันข้าม หุ้นที่ราคาเกินมูลค่าพื้นฐานไปมาก ต้องระมัดระวังการซื้อขาย เช่น MINT และ LPN

นายเทิดศักดิ์ กล่าวต่อว่า เอเซีย พลัส ประเมินการขยายตัวของเศรษฐกิจ (GDP) ประเทศไทยปีนี้ -8.4% และยังคงกำไรบริษัทจดทะเบียนปี 63 ไว้ที่ 6.13 แสนล้านบาท หรือ 56.65 บาท/หุ้น หลังครึ่งปีแรกกำไรอยู่ที่ 1.9 แสนล้านบาท โดยประเมินกำไรช่วงไตรมาส 3-4 ปี 63 จะเฉลี่ยไตรมาสละ 2 แสนล้านบาท ส่วนปี 64 คาดอยู่ที่ 7.85 แสนล้านบาท หรือ 72.51 บาท/หุ้น ขยายตัว 25% จากปี 63

โดยมอง GDP และ EPS ใกล้ถึงจุดต่ำสุดแล้ว เห็นได้จากสำนักวิเคราะห์เศรษฐกิจเริ่มทยอยปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP ปี 63 งบประมาณปี 64 ไม่ล่าช้าเหมือนที่คาด มาตรการการคลังในช่วงโค้งสุดท้ายของปี คาดว่าจะมีเม็ดเงินจากตรงนี้ช่วยพยุงเศรษฐกิจ ทั้งมาตรการคนละครึ่ง ช้อปดีมีคืน การจ้างงานเด็กจบใหม่ รวมถึงเรียกความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนทั้งในประเทศและต่างชาติได้


กำลังโหลดความคิดเห็น...