xs
xsm
sm
md
lg

SCBS แนะเพิ่มความระมัดระวังในการลงทุน เหตุปัจจัยลบแวดล้อมจ้องฉุดตลาด

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



บล.ไทยพาณิชย์ มองภาพการลงทุน 4 เดือนหลังยังมีปัจจัยเสี่ยงรอบด้าน ทั้งสถานการณ์เศรษฐกิจที่เปราะบางและฟื้นตัวช้า มาตรการการเงินการคลังภาครัฐที่ลดลง และความเสี่ยงด้านการเมืองระหว่างประเทศ ชูหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและกลุ่มการแพทย์ยังเติบโตได้รับอานิสงส์บวก ชี้ทองคำยังถือเป็นสินทรัพย์ที่มีเสน่ห์และปลอดภัย แนะเข้าซื้อเมื่อราคาย่อตัวมาอยู่ที่กรอบ 1,800-1,850 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ 

นายสิทธิชัย ดวงรัตนฉายา ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิจัยการลงทุน สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ ไทยพาณิชย์ จำกัด หรือ SCBS กล่าวถึงแนวโน้มการลงทุนกับ “หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน 360 องศา” ว่า สิ่งที่นักลงทุนต้องระมัดระวังนอกจากการป้องกันตนเองจากการแพร่ระบาดของโรค COVID-19 และอากาศที่เปลี่ยนแปลงบ่อยในช่วงฤดูฝนแล้ว การลงทุนในช่วงนี้มีความผันผวนมากและเป็นภาพของความคาดหวังและ Sentiment เป็นส่วนใหญ่ทำให้มีนักลงทุนระยะสั้น และรายย่อยเข้าตลาดสินทรัพย์เสี่ยงเพิ่มสูงขึ้น แม้ว่าความกลัวจาก COVID-19 ที่น้อยลง ทำให้หลายฝ่ายมองว่าไตรมาสที่ 2 น่าจะเป็นจุดต่ำสุดของปีนี้แล้ว และมาตรการตลอดจนท่าทีของธนาคารที่ยังคงสนับสนุนตลาดการเงินต่อเนื่อง และยังมีความหวังจากวัคซีนที่จะทยอยประกาศผลในเฟสสุดท้ายออกมาอย่างต่อเนื่อง

“เรามองว่าในอีกมุมหนึ่งเป็นเรื่องของสภาพคล่องที่มีอยู่ในระดับที่สูง และการลงทุนที่ดีนั้นต้องมองถึงปัจจัยพื้นฐานและพัฒนาการของเศรษฐกิจเป็นสำคัญ ซึ่งน่าจะเป็นการตอบโจทย์การลงทุนมากกว่า”

แต่กระนั้น SCBS ยังมองว่า มี 3 แนวโน้มที่จะกำหนดทิศทางเศรษฐกิจและการลงทุนโลกนับจากนี้ ได้แก่ 1) การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกจะเชื่องช้าและเปราะบาง ทั้งนี้ สืบเนื่องจาก COVID-19 ได้สร้างแผลเป็นให้แก่หลายบริษัทที่อาจจะต้องสูญเสียความสามารถในการแข่งขันระยะยาวและมีหนี้สินที่สูงขึ้น นอกจากนั้น การว่างงานจะทำให้กำลังซื้อของประชาชนลดน้อยลง 2) มาตรการการเงินการคลังภาครัฐที่ลดลง สัญญาณจากผู้กำหนดนโยบายทั่วโลกเริ่มชัดเจนขึ้นว่าต้องการจะชะลอมาตรการผ่อนคลายลงโดยเฉพาะของสหรัฐฯ ซึ่งแน่นอนว่าคงจะไม่สามารถจะใช้เงินกระตุ้นไปได้เรื่อยๆ แบบไม่มีจุดสิ้นสุด เมื่อแนวโน้มดีขึ้นการลดการกระตุ้นก็ต้องลดเช่นกัน เหมือนอย่างตอนที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ ประกาศถอนมาตรการ QE ตลาดสินทรัพย์เสี่ยงก็ปรับตัวลงแรงในระยะสั้น 3) ความเสี่ยงด้านการเมืองระหว่างประเทศ โดยเฉพาะสหรัฐฯ ที่มีการยกระดับความแข็งกร้าวกับจีน เช่น ประกาศจะ Delist หุ้นจีนในสหรัฐหากไม่ทำตามกฎระเบียบทางบัญชีสหรัฐฯ ประกาศแบน Huawei, Tiktok และ WeChat ปิดสถานกงสุลจีนในฮุสตัน ประกาศแบนประธานเจ้าหน้าที่และผู้บริหารเกาะฮ่องกง และการเผชิญหน้าทางทหารในทะเลจีนใต้ และ 4) วัคซีน อาจจะทำให้คลายความกังวลในระดับหนึ่งแต่เรามองว่าอาจจะทำให้การควบคุมได้ดีขึ้นแต่ไม่สามารถจะเอาชนะหรือทำให้โรคนี้หมดไปได้ ดังนั้นมาตรการ Social Distancing, Work Form Home, Online learnings ต่างๆ ที่มีพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีนั้นจะเร่งตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ทองคำยังคงเป็นสินทรัพย์ที่มีเสน่ห์และปลอดภัย

จากการที่ราคาทองคำถือว่าเป็นชั้นสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนโดดเด่น โดยให้ผลตอบแทน 28% ตั้งแต่ต้นปี ขณะที่ตราสารทุนและตราสารหนี้ทั่วโลกเพิ่มขึ้นเพียง 3%-4% ซึ่งเป็นผลมาจากอัตราดอกเบี้ยที่ลดลงเข้าใกล้ศูนย์ ดอลลาร์ที่อ่อนค่าลง และจากความขัดแย้งระหว่างจีนและสหรัฐฯ นั้น ส่งผลทำให้ราคาทองคำที่ถือเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยมีเสน่ห์ขึ้นมา โดยในมุมมองของ SCBS ต่อราคาทองคำในปี 2564 นั้นยังคงสามารถปรับตัวเพิ่มขึ้นได้อีกจากปัยจัยบวกที่ช่วยเข้ามาสนับสนุนคือ 1) อัตราผลตอบแทนที่แท้จริง ของพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ยังมีแนวโน้มต่ำต่อเนื่อง 2) ค่าเงินดอลลาร์ยังมีแนวโน้มอ่อนค่า จากมาตรการกระตุ้นทั้งการเงินและการคลังทั่วโลก 3) ท่าทีธนาคารกลางทั่วโลก โดยเฉพาะจีน รัสเซีย และอินเดียที่ยังคงซื้อทองคำอย่างต่อเนื่อง 4) ความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างประเทศ รวมถึงการเลือกตั้งประธานาธิบดีของสหรัฐฯ ในเดือน พ.ย.2563 และการเลือกตั้งของฮ่องกงและญี่ปุ่นในปีหน้า

“ในระยะสั้นด้วยความที่ราคาปรับตัวเพิ่มขึ้นมาแรง ส่งผลให้เรามองว่าราคาทองคำอาจจะมีแนวโน้มย่อตัวในระยะสั้นจากแรงขายทำกำไร การคลายจากพัฒนาการเชิงบวกของวัคซีน COVID-19 และการฟื้นตัวของอัตราผลตอบแทนในระยะสั้น ดังนั้น เราจึงแนะนำนักลงทุนรอเข้าซื้อเมื่อราคาย่อตัวมาอยู่ที่กรอบ 1,800-1,850 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ เพื่อให้ตลาดสะท้อนปัจจัยลบและแรงขายในระยะสั้นไปก่อน เพื่อแต้มต่อการลงทุนที่เพิ่มสูงขึ้น”

แต่ทั้งนี้ SCBS ยังมองว่าราคาทองคำที่ยังเป็นขาขึ้นด้วยเหตุผล 4 ประการข้างต้น น่าจะตอบโจทย์การลงทุนในภาวะที่ตลาดการเงินเป็นแบบอัตราดอกเบี้ยต่ำและการเติบโตต่ำในระยะยาว

การเลือกตั้งของสหรัฐฯ ยังเป็นปัจจัยที่มีผลต่อการลงทุน

ขณะที่ปัจจัยเสี่ยงด้านการเมืองในต่างประเทศนั้น นักลงทุนอาจจะต้องจับตาโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้งของสหรัฐฯ ในวันที่ 3 พ.ย.2563 นั้นอาจจะไม่ได้มีสีสันมากเหมือนก่อนหน้านี้ เพราะมีทั้งเรื่องการประท้วงและโรคระบาดในสหรัฐฯ ส่งผลให้การโต้วาทีระหว่างกัน การนำเสนอนโยบายมีค่อนข้างจำกัด โดยล่าสุดโพลหลายสำนักมีผลสำรวจที่ “นายโจ ไบเดน” มีคะแนนนำ ปธน. “โดนัลด์ ทรัมป์” อยู่เยอะพอสมควร แต่ทั้งนี้ก็ยังเร็วเกินไปที่จะด่วนสรุปว่าประธานาธิบดีคนที่ 46 ของสหรัฐฯ จะเป็นใคร

อย่างไรก็ดี ต้องไม่ลืมว่านักลงทุนมีความจำเป็นที่จะต้องรู้และเข้าใจในบางนโยบายหลักของทั้ง 2 ผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งในครั้งนี้ เพื่อจะได้สามารถประเมินสถานการณ์ และกำหนดเกมการลงทุนและเตรียมพร้อมหลังที่เรารู้ผลการเลือกตั้งในวันที่ 3 พ.ย. ได้อย่างทันท่วงที

ขณะที่หุ้นที่มองว่าจะได้รับอานิสงส์บวกใน 4 เดือนหลังของปีนี้ ได้แก่ หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและกลุ่มการแพทย์ ดูเหมือนจะเป็นหุ้นที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งเป็นอย่างมาก แม้ว่าในระยะยาวนั้นปัจจัยพื้นฐานของหุ้นทั้ง 2 กลุ่มนี้ยังดีและมีปัจจัยสนับสนุนอย่างมากหลังจาก COVID-19 โดยในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีนั้นมีประเด็นเรื่องกฎหมายผูกขาด (Anti-Trust law) และการแข่งขันเรื่องเทคโนโลยีกับจีน โดยทั้ง 2 พรรคมีนโยบายต่อจีนที่คล้ายคลึงกันโดยมีความก้าวร้าวและดุดันต่อจีนต่อเนื่อง แต่ในฝั่งของกฎหมายผูกขาดนั้นขึ้นอยู่กับผลการเลือกตั้ง หากว่า 1) โดนัลด์ ทรัมป์ชนะ พรรค Republican ครองเสียงสภาบน และ Democrat ครองเสียงสภาล่าง SCBS มองว่าจะเป็นมุมมองบวกต่อหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี เพราะทุกอย่างยังเป็นภาพเดิมอยู่ ขณะที่หาก 2) โจ ไบเดนชนะ พรรค Republican ครองเสียงสภาบน และ Democrat ครองเสียงสภาล่าง SCBS มองว่าเป็นลบเล็กน้อยต่อกลุ่มเทคโนโลยีเพราะ โจ ไบเดน จะเน้นเรื่องนี้เป็นอย่างมากแต่ไม่ง่ายเพราะมีพรรค Republican ที่มีท่าทีที่ไม่สนับสนุนอยู่ และ 3) โจ ไบเดนชนะ และพรรค Democrat ครองเสียงทั้งสภาบนและสภาล่าง จะทำให้ร่างกฎหมายนี้ผ่านง่าย จึงมองว่าเป็นลบกับหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี

สำหรับกลุ่ม Healthcare นั้นมีแนวโน้มได้รับผลกระทบจากนโยบายควบคุมราคายาในระยะสั้น แม้ว่าจะไม่ง่ายในเชิงปฏิบัติก็ตาม โดย 1) กลุ่มที่ได้รับผลกระทบสูง จะเป็นกลุ่มเภสัชกรรม 2) ลบปานกลาง ได้แก่การบริการด้านการแพทย์และเทคโนโลยีการแพทย์และประกันสุขภาพ และ 3) เป็นลบระดับต่ำ ได้แก่เครื่องมือทางการแพทย์ ยิ่งไปกว่านั้นหุ้นที่เกี่ยวข้องกับวัคซีนอย่าง Moderna ก็มีการปรับตัวขึ้นมากว่า 250% ตั้งแต่ต้นปีจึงต้องมีความระมัดระวังมากขึ้นสำหรับการปรับฐานในระยะสั้นในกลุ่มการแพทย์

“ทั้งภาพรวมของเศรษฐกิจการลงทุนต่อไป และความเสี่ยงในอนาคต เป็นลบต่อการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงทั้งสิ้น แม้ว่าการอัดฉีดของธนาคารกลางจะยังทำให้สภาพคล่องในระบบการเงินโลกอยู่ในระดับสูงก็ตาม ดังนั้น นักลงทุนจะต้องเพิ่มความระมัดระวังในการลงทุนมากขึ้น โดยต้องเลือกลงทุนในหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานดีและมีคุณภาพสูงกันต่อไปและจะอยู่กับความผันผวนไปอีกหลายปี” นายสิทธิชัย กล่าวทิ้งท้าย


กำลังโหลดความคิดเห็น...