xs
xsm
sm
md
lg

อสังหาฯ ปี 63 ติดหล่มโควิด-19 วอนรัฐออกมาตรการอุ้มบ้านทุกระดับราคา

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


วิชัย วิรัตกพันธ์
อสังหาฯ ไตรมาส 1 ติดหล่มโควิด-19 เศรษฐกิจทรุด วอนรัฐออกมาตรการอุ้มบ้านทุกระดับราคา ดันตลาดฟื้นเร็ว เลื่อนเก็บภาษีสต๊อกบ้านหวั่นซ้ำเติมผู้ประกอบการ พร้อมลดเข้มงวดปล่อยกู้ซื้อบ้าน เผยตัวเลขอสังหาฯ ไตรมาส 1/63 ยอดโอน 89,024 หน่วย เพิ่มขึ้น 2.5%


ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ผู้ตรวจการธนาคารอาคารสงเคราะห์ และรักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ หรือ REIC เปิดเผยว่า สถานการณ์ตลาดที่อยู่อาศัยไตรมาส 1 ปี 2563 เป็นช่วงเวลาที่สะท้อนผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา หรือไวรัสโควิด-19 ต่อการลงทุนในภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และการซื้อขายที่อยู่อาศัยอย่างเป็นรูปธรรม โดยภาพรวมชะลอตัวลงทั้งในด้านอุปสงค์และอุปทาน ซึ่งถือเป็นการปรับสมดุลของตลาดลดความเสี่ยงปัญหาอุปทานส่วนเกิน

ทั้งนี้ ศูนย์ข้อมูลฯ คาดว่าตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปี 2563 จะติดลบประมาณ 10-15% โดยมีสาเหตุจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวซึ่งประมาณการณ์ว่าในปีนี้จีดีพีจะติดลบ -5.5% เงินเฟ้อปรับลดลง โดยคาดการณ์ว่าจะปรับลดจาก 9% เหลือ 5% ซึ่งการที่รัฐบาลสามารถควบคุมการแพร่ระบาดได้เป็นอย่างดียังสร้างความเชื่อมั่นแก่ทุกภาคส่วน ขณะที่แอปพลิเคชัน "ไทยชนะ" ยังเป็นแอปที่ช่วยให้สามารถติดตามและสอบสวนโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งคาดว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดจะส่งผลกระทบไปจนถึงกลางปี หลังจากนั้นในไตรมาส 3 จะเริ่มคลี่คลาย ตลาดอสังหาริมทรัพย์จะค่อยๆ ปรับตัวและเริ่มดีขึ้นในไตรมาส 4 ของปีนี้

ทั้งนี้ ศูนย์ข้อมูลฯ เชื่อว่าตลาดที่อยู่อาศัยจะไม่เกิดปัญหารุนแรงเช่นที่เคยเกิดขึ้นเมื่อปี 2540 เนื่องจากวิกฤตในครั้งนี้มีการปรับตัวทั้งในด้านอุปสงค์และอุปทาน ทั้งส่วนกลางและภูมิภาค ซึ่งผู้ที่ได้รับผลกระทบจะเป็นกลุ่มระดับล่าง หรือกลุ่มรากหญ้า กลุ่มลูกจ้างรายวัน ในขณะที่กลุ่มผู้บริโภคระดับกลาง-บนซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่จะซื้อบ้านได้รับผลกระทบน้อย และยังมีความต้องการซื้อบ้าน แต่ขาดความเชื่อมั่นเกรงว่าบริษัทจะปิดกิจการหรือถูกเลิกจ้างได้ในอนาคต ทำให้ยังไม่กล้าตัดสินใจซื้อบ้าน ซึ่งเมื่อสถานการณ์คลี่คลายเชื่อว่าผู้บริโภคจะกล้าตัดสินใจซื้อบ้าน ขณะที่วิกฤตปี 2540 กลุ่มที่ได้รับผลกระทบคือภาคการเงิน กลุ่มผู้มีรายได้ระดับกลาง-บน ทำให้ไม่มีกำลังซื้อบ้าน

วอนรัฐออกมาตรการช่วยผู้ซื้อบ้านทุกราคา
นอกจากนี้ ยังเชื่อว่าเมื่อรัฐบาลช่วยเหลือประชาชนกลุ่มผู้ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 แล้ว และการแพร่ระบาดเริ่มคลี่คลาย รัฐบาลจะเริ่มออกมาตรการมาช่วยกระตุ้นในแต่ละภาคส่วนเพื่อผลักดันเศรษฐกิจให้ฟื้นตัว ซึ่งภาคอสังหาริมทรัพย์ก็เป็นหนึ่งธุรกิจที่สามารถใช้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้เป็นอย่างดี เชื่อว่ารัฐบาลจะมีมาตรการออกมากระตุ้น ดร.วิชัย กล่าวต่อว่า เพื่อเป็นข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ต่อภาครัฐและเอกชน ควรมีมาตรการที่รอบด้าน ได้แก่ ภาครัฐออกมาตรการมากระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ไม่ควรจำกัดราคาที่อยู่อาศัย ควรช่วยในทุกระดับราคาเพื่อกระตุ้นให้คนมีกำลังซื้อตัดสินใจซื้อบ้าน หากจำกัดเฉพาะบ้านราคาถูกหรือไม่เกิน 3 ล้านบาทในภาวะวิกฤตก็จะไม่สามารถขับเคลื่อนธุรกิจได้

“ตอนนี้เหมือนรถติดหล่ม การออกมาตรการที่ช่วยที่บางตลาดไม่มีแรงผลักมาพอที่จะให้รถหลุดออกจากหล่ม แต่หากออกมาตรการช่วยทุกกลุ่มก็จะช่วยให้มีแรงเยอะมากพอที่จะดึงรถให้หลุดออกจากหล่มได้ ซึ่งวิกฤตทุกครั้งที่ผ่านมาก็ใช้ได้ผล” ดร.วิชัย กล่าว


แนะเลื่อนเก็บภาษีที่ดินฯ หวั่นซ้ำเติมผู้ประกอบการ
ในภาวะวิกฤตซึ่งการขายทำได้ยากทำให้เกิดสต๊อกคงค้างในตลาดจำนวนมาก หากไม่สามารถระบายสินค้าออกไปได้และถือครองเกิน 3 ปีต้องเสียภาษี ซึ่งส่วนใหญ่ภายในปีนี้หรือปีหน้าจะต้องเริ่มเสียภาษี ซึ่งเป็นการเพิ่มภาระให้แก่ผู้ประกอบการในภาวะวิกฤต ดังนั้น รัฐบาลควรชะลอหรือเลื่อนการจัดเก็บภาษีออกไป เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ประกอบการ

ในส่วนของผู้บริโภคควรมีมาตรการที่ช่วยให้ธนาคารปล่อยสินเชื่อแก่ผู้บริโภคได้มากขึ้น ซึ่งไม่ได้หมายความว่าจะไปเพิ่มความเสี่ยงให้ธนาคารแบกรับภาระ แต่เป็นการผ่อนปรนในเงื่อนไขอื่นๆ เช่นการนับรวมรายได้พิเศษให้เป็นรายได้ จากเดิมไม่นำมาคำนวณเป็นรายได้ ซึ่งจะทำให้ผู้กู้ได้วงเงินกู้เพิ่มขึ้น รวมไปถึงการนำค่าใช้จ่ายประเภทค่าเช่าที่อยู่อาศัย ค่าเช่าบ้าน ห้องพักให้นำกลับมาคำนวณเป็นรายได้ เพราะเมื่อซื้อบ้านแล้วก็จะไม่มีค่าใช้จ่ายจากค่าเช่า เช่น เดิมเช่าบ้าน 3,000 บาท/เดือน ก็นำในส่วนของ 3,000 บาทนี้มาคำนวณเป็นรายได้ เพื่อจะทำให้ผู้กู้ได้วงเงินเพิ่มหรือเพิ่มอัตราการอนุมัติสินเชื่อมากขึ้น

“รายได้ ค่าใช้จ่ายก็เหมือนเงินในกระเป๋าซ้ายและกระเป๋าขวา ถ้าเงินจำนวนนั้นไม่ต้องจ่ายแล้วก็จะเป็นรายได้ที่นำไปใช้จ่ายอื่นๆ หรือเป็นเงินเก็บได้ การคำนวณเช่นนี้ไม่ได้เป็นการเพิ่มความเสี่ยงแก่ธนาคาร แต่เป็นการช่วยให้มีกำลังซื้อเพิ่มมากขึ้น ซึ่งทุกภาคส่วนควรช่วยกัน ให้เกิดการขับเคลื่อนของภาคธุรกิจ” ดร.วิชัย กล่าว

จับตาสินเชื่อเงินทอนหวั่นอนาคตก่อ NLP
ในช่วงที่ผ่านมาพบว่าผู้ประกอบการต่างนำสต๊อกสินค้าสร้างเสร็จที่มีอยู่ในมือออกมาทำแคมเปญแรงๆ ทั้งการลดราคา แจก แถม เพื่อเร่งระบายสต๊อก กระสร้างกระแสเงินทุนเป็นเงินหมุนเวียน ประคองธุรกิจในภาวะตลาดทรุดหนัก แต่อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าเป็นห่วงในปัจจุบันคือ การที่ผู้ประกอบการนำคอนโดมิเนียมสร้างเสร็จมาจัดแคมเปญอยู่ฟรี 1-3 ปี โดยช่วง 1-3 ปีแรกผู้ประกอบการเป็นผู้ผ่อนค่างวดให้ แต่ต้องยื่นขอสินเชื่อผ่าน ซึ่งบางรายมีการเจรจาแลกเปลี่ยนหากไม่ต้องการอยู่ฟรีก็สามารถเปลี่ยนเป็นรับเงินสดแทนหลังธนาคารอนุมัติสินเชื่อ หรือเรียกว่าเงินทอนขึ้นอยู่กับข้อตกลง ซึ่งเป็นที่น่าจับตาและระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง เพราะอาจกลายเป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ได้หลังจากที่ลูกค้าต้องผ่อนชำระค่างวดเอง

อย่างไรก็ตาม ในปีนี้ยังมีปัจจัยบวกจากการปรับลดดอกเบี้ยของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ธนาคารแห่งประเทศไทย ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยนะโยบายลง 0.25% ทำให้ดอกเบี้ยนโยบายเหลือ 0.50% ซึ่งจะทำให้ดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านปรับลดลงตาม ส่งผลดีต่อผู้กู้ซื้อบ้าน


ไตรมาส 1 ยอดโอน 89,024 หน่วยเพิ่ม 2.5%
ดร.วิชัย กล่าวต่อว่า ศูนย์ข้อมูลได้จัดทำผลสำรวจและรายงานสถานการณ์ตลาดที่อยู่อาศัยในไตรมาส 1 ปี 2563 และประเมินจากข้อมูลการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัย พบว่า ภาพรวมทั่วประเทศในช่วงไตรมาส 1 ปี 2563 มีหน่วยการโอนกรรมสิทธิ์จำนวน 89,024 หน่วย ลดลง -16.7% จากไตรมาส 4 ปี 2562 แต่เมื่อเทียบจากช่วงเดียวกันของปี 2562 จะเพิ่มขึ้น 2.5% โดยมีมูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์รวม 210,294 ล้านบาท ลดลง -20.6% จากไตรมาส 4 ปี 2562 แต่เมื่อเทียบจากช่วงเดียวกันของปี 2562 จะเพิ่มขึ้น 6.4%

โดยการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยประเภทห้องชุดมีสัดส่วนใกล้เคียงกับบ้านเดี่ยว แต่มูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์บ้านเดี่ยวมีสัดส่วนสูงที่สุด สะท้อนให้เห็นว่า พฤติกรรมผู้บริโภคเริ่มเปลี่ยนหันมานิยมซื้อบ้านเดี่ยวเพิ่มมากขึ้นตามสถานการณ์การแพร่ระบาดที่ผู้คนต้องการพื้นที่ส่วนตัวเพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ ผู้ประกอบการเองยังหันมาเน้นการเปิดโครงการบ้านแนวราบเพิ่มมากขึ้น ซึ่งต่างจากช่วงหลังน้ำท่วมที่ผู้บริโภคหันไปนิยมซื้อคอนโดมิเนียมเพิ่มมากขึ้นเพื่อจะได้ไม่ถูกน้ำท่วม อย่างไรก็ตาม สุดท้ายแล้วผู้บริโภคจะต้องเลือกซื้อบ้านตามกำลังเงินของตนเอง เพราะการซื้อบ้านในเมืองมีราคาแพง นอกจากซื้อบ้านมือสองหรือบ้านที่ไกลออกไปจากเขตเมือง หากต้องการบ้านในเมืองก็ต้องซื้อคอนโดมิเนียม

กทม.-ปริมณฑลยอดโอนติดลบ -18.3%
ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาภาพรวมการโอนกรรมสิทธิ์เฉพาะในพื้นที่กรุงเทพฯ-ปริมณฑล ไตรมาส 1 ปี 2563 พบว่า มีจำนวนรวม 45,678 หน่วย ลดลง -18.3% จากไตรมาส 4 ปี 2562 และลดลง -4.4% เมื่อเทียบจากช่วงเดียวกันของปี 2562 โดยมูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์มีจำนวน 129,406 ล้านบาท ลดลง -24.4% จากไตรมาส 4 ปี 2562 และลดลง-2.7% เมื่อเทียบจากช่วงเดียวกันของปี 2562

ในส่วนของภูมิภาค ไตรมาส 1 ปี 2563 มีจำนวนรวม 43,346 หน่วย ลดลง -14.9% จากไตรมาส 4 ปี 2562 แต่เพิ่มขึ้น 10.9% เมื่อเทียบจากช่วงเดียวกันของปี 2562 โดยมูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์มีจำนวน 80,888 ล้านบาท ลดลง -13.5% จากไตรมาส 4 ปี 2562 แต่เพิ่มขึ้น 25% เมื่อเทียบจากช่วงเดียวกันของปี 2562


ปี 63 คาดยอดโอนทั่วประเทศ -16.7%
ทั้งนี้ ศูนย์ข้อมูลฯ คาดการณ์ว่าในปี 2563 จะมีการโอนกรรมสิทธิ์ทั่วประเทศจำนวน 311,719 หน่วย ลดลง -16.7% จากปี 2562 มูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์รวม 746,206 ล้านบาท ลดลง -14.8% จากปี 2562 ในจำนวนดังกล่าวประมาณการเฉพาะพื้นที่กรุงเทพฯ-ปริมณฑลจะมีการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยจำนวน 160,350 หน่วย มูลค่ารวม 472,401 ล้านบาท ลดลง -19.1% จากปี 2562 และลดลง -17.4% ตามลำดับ ประมาณการหน่วยการโอนกรรมสิทธิ์ในภูมิภาครวม 151,369 หน่วย มูลค่ารวม 273,805 ล้านบาท ลดลง -14.0% จากปี 2562 และลดลง -9.9% ตามลำดับ


สินเชื่อบ้านปล่อยใหม่ 1.3 แสนล้านลดลง -13%
สำหรับภาพรวมสินเชื่อที่อยู่อาศัยบุคคลปล่อยใหม่ทั่วประเทศ พบว่า ในไตรมาส 1 ปี 2563 มีมูลค่ารวม 138,238 ล้านบาท ลดลง -13% เมื่อเทียบจากช่วงเดียวกันของปี 2562 โดยคาดการว่าปี 2563 จะมีจำนวนสินเชื่อที่อยู่อาศัยบุคคลปล่อยใหม่ทั่วประเทศรวม 571,196 ล้านบาท ลดลง -10.8% จากปี 2562


ใบอนุญาตก่อสร้างลด -27.7%
สำหรับอุปทานใหม่ในช่วงไตรมาส 1 ปี 2563 พบว่ามีการออกใบอนุญาตก่อสร้างอาคารที่อยู่อาศัยทั่วประเทศ จำนวน 60,165 หน่วย ลดลง -17.9% จากไตรมาส 4 ปี 2562 และลดลง -27.7% เมื่อเทียบจากช่วงเดียวกันของปี 2562 ในจำนวนดังกล่าวเป็นการออกใบอนุญาตก่อสร้างที่อยู่อาศัยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพฯ-ปริมณฑล จำนวน 20,590 หน่วย ลดลง -18.6% จากไตรมาส 4 ปี 2562 และลดลง -36.5% เมื่อเทียบจากช่วงเดียวกันของปี 2562 ส่วนในภูมิภาคพบว่ามีการออกใบอนุญาตก่อสร้างอาคารที่อยู่อาศัยจำนวน 39,575 หน่วย ลดลง -27.8% จากไตรมาส 4 ปี 2562 และลดลง -30.9% เมื่อเทียบจากช่วงเดียวกันของปี 2562

ศูนย์ข้อมูลฯ คาดการณ์ว่าในปี 2563 จะมีการออกใบอนุญาตก่อสร้างอาคารที่อยู่อาศัยทั่วประเทศจำนวน 256,601 หน่วย ลดลง -16.5% เมื่อเทียบจากปี 2562 โดยในพื้นที่กรุงเทพฯ-ปริมณฑล จะมีการออกใบอนุญาตก่อสร้างที่อยู่อาศัยจำนวน 97,441 หน่วย ลดลง -20.7% ในส่วนภูมิภาคคาดว่าจะมีการออกใบอนุญาตก่อสร้างอาคารที่อยู่อาศัยจำนวน 154,160 หน่วย ลดลง -22.7%


โครงการเปิดใหม่ 15,932 หน่วยลดฮวบ -49.3%
นอกจากนี้ จากข้อมูลสำรวจโครงการที่อยู่อาศัยเปิดขายใหม่ของศูนย์ข้อมูลฯ พบว่าในช่วงไตรมาส 1 ปี 2563 ในพื้นที่กรุงเทพฯ-ปริมณฑล มีที่อยู่อาศัยทุกประเภทเปิดขายใหม่จำนวนรวม 15,932 หน่วย ลดลง -49.3% จากไตรมาส 4 ปี 2562 และลดลง -29.6% จากช่วงเดียวกันของปี 2562 โดยประมาณการว่า ปี 2563 เฉพาะในพื้นที่กรุงเทพฯ-ปริมณฑล จะมีที่อยู่อาศัยเปิดขายใหม่ทุกประเภทรวม 79,408 หน่วย เป็นโครงการบ้านจัดสรรเปิดตัวใหม่ประมาณ 35,734 หน่วย และอาคารชุดเปิดขายใหม่ประมาณ 43,674 หน่วย ลดลง -19.9% เมื่อเทียบกับปี 2562


สำหรับการลดลงของโครงการที่อยู่อาศัยเปิดขายใหม่ เนื่องจากผู้ประกอบการเน้นระบายสะต๊อกสินค้าคงเหลือของตนเองที่มีอยู่ออกไปให้ได้มากที่สุด เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายและสร้างกระแสเงินสด หลังจากที่เกิดการแพร่ระบาดของไวรัสและภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ส่วนที่ยังเปิดขายโครงการใหม่จะเน้นโครงการประเภทแนวราบ บ้านเดี่ยว บ้านแฝดและทาวน์เฮาส์ ซึ่งเป็นกำลังซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริง ส่วนโครงการคอนโดมิเนียมที่เปิดใหม่จะเป็นโครงการที่ผู้ประกอบการเชื่อมั่นว่ามีศักยภาพและขายได้จริงๆ แม้ในภาวะวิกฤต

ในขณะที่รายงานที่อยู่อาศัยสร้างเสร็จจดทะเบียนในพื้นที่กรุงเทพฯ-ปริมณฑล ไตรมาส 1 ปี 2563 ก็ลดลงด้วยเช่นกัน โดยมีจำนวน 21,260 หน่วย ลดลง -24.7% จากไตรมาส 4 ปี 2562 และลดลง-12.3% เมื่อเทียบจากช่วงเดียวกันของปี 2562 โดยคาดการณ์ว่าในปี 2563 จะมีที่อยู่อาศัยสร้างเสร็จจดทะเบียนจำนวนประมาณ 80,563 หน่วย ลดลง -27.8% จากปี 2562


กำลังโหลดความคิดเห็น...