xs
xsm
sm
md
lg

“บ้านปู” ยื่นแบบไฟลิ่ง เตรียมออกหุ้นกู้ด้อยสิทธิที่มีลักษณะคล้ายทุนเสนอขายผู้ลงทุนทั่วไป

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ผู้นำธุรกิจด้านพลังงานแบบครบวงจรแห่งภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ยื่นแบบแสดงรายการข้อมูล (ไฟลิ่ง) ต่อสำนักงานคณะกรรมการ ก.ล.ต. เตรียมออกและเสนอขายหุ้นกู้ด้อยสิทธิที่มีลักษณะคล้ายทุน โดยเสนอขายให้แก่นักลงทุนทั่วไปในวงเงิน 4 พันล้านบาท และส่วนสำรองเพื่อเสนอขายเพิ่มเติมจำนวน 2 พันล้านบาท รวมทั้งสิ้นไม่เกิน 6 พันล้านบาท เพื่อเสริมความแข็งแกร่งของโครงสร้างทางการเงินและสร้างเสถียรภาพทางการเงินในระยะยาว รองรับการขยายตัวของธุรกิจ ทั้งนี้ หุ้นกู้ด้อยสิทธิที่มีลักษณะคล้ายทุนนี้ได้รับการจัดอันดับเครดิตจากทริสเรทติ้งในระดับ “A-” ขณะที่อันดับเครดิตองค์กรอยู่ที่ “A+” แนวโน้มอันดับเครดิต “คงที่” (เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2563) กำหนดอัตราผลตอบแทน 5 ปีแรก 5.00% ต่อปี จ่ายดอกเบี้ยทุกๆ 6 เดือน คาดว่าจะเสนอขายได้ปลายเดือนเมษายน 2563

นางสมฤดี ชัยมงคล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัทฯ พิจารณาแล้วเห็นว่าในช่วงเวลานี้เป็นช่วงที่เหมาะสมในการจัดโครงสร้างทางการเงินของบริษัทฯ ให้มีความแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกับแผนการขยายการลงทุนในอนาคตตามกลยุทธ์ Greener & Smarter บริษัทฯ จึงพิจารณาออกและเสนอขายหุ้นกู้ด้อยสิทธิที่มีลักษณะคล้ายทุนไถ่ถอนเมื่อเลิกบริษัท อัตราดอกเบี้ย 5 ปีแรก 5.00% ต่อปี จ่ายดอกเบี้ยทุกๆ 6 เดือน เสนอขายให้แก่ผู้ลงทุนทั่วไป และ/หรือผู้ลงทุนสถาบันในช่วงปลายเดือนเมษายนนี้ ทั้งนี้ ผู้ออกหุ้นกู้มีสิทธิไถ่ถอนหุ้นกู้ก่อนกำหนด และมีสิทธิเลื่อนชำระดอกเบี้ยโดยไม่มีเงื่อนไขใดๆ โดยผู้ออกหุ้นกู้สามารถใช้สิทธิไถ่ถอนหุ้นกู้ก่อนกำหนดในวันครบกำหนด 5 ปี หรือตามเงื่อนไขอื่นๆ ที่กำหนดไว้ในแบบแสดงรายการข้อมูลฯ และร่างหนังสือชี้ชวน โดยบริษัทฯ อยู่ระหว่างการยื่นแบบแสดงรายการข้อมูลและร่างหนังสือชี้ชวนสำหรับการออกและเสนอขายหุ้นกู้ต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (สำนักงาน ก.ล.ต.) ซึ่งยังไม่มีผลใช้บังคับ และบริษัทฯ ให้ความไว้วางใจในการแต่งตั้ง ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย บริษัทหลักทรัพย์ภัทร และบริษัทหลักทรัพย์เอเซีย พลัส เป็นผู้จัดจำหน่ายหุ้นกู้ในครั้งนี้

บ้านปูฯ ดำเนินธุรกิจด้านพลังงานภายใต้กลยุทธ์ Greener & Smarter ด้วยความมุ่งมั่นที่จะก้าวสู่การเป็นผู้นำธุรกิจด้านพลังงานแบบครบวงจรแห่งภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ดำเนินธุรกิจใน 10 ประเทศ ได้แก่ ประเทศไทย สาธารณรัฐอินโดนีเซีย สาธารณรัฐประชาชนจีน ประเทศออสเตรเลีย สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ประเทศมองโกเลีย สิงคโปร์ ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา และเวียดนาม ครอบคลุม 3 กลุ่มธุรกิจหลัก ได้แก่ กลุ่มธุรกิจแหล่งพลังงาน ครอบคลุมทั้งพลังงานถ่านหินและก๊าซธรรมชาติ รวมถึงงานที่เกี่ยวข้อง เช่น การตลาด การค้า โลจิสติกส์ การจัดหาเชื้อเพลิง และสายส่ง กลุ่มธุรกิจผลิตพลังงาน ประกอบด้วย โรงไฟฟ้าพลังงานเชื้อเพลิงทั่วไป และโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน และกลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีพลังงาน ประกอบด้วย ระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบครบวงจร ระบบจัดเก็บพลังงาน และระบบการจัดการเทคโนโลยีพลังงาน

ในส่วนของกลุ่มธุรกิจผลิตพลังงาน ณ ปัจจุบันมีโรงไฟฟ้าและโครงการโรงไฟฟ้าทั้งหมด 33 แห่ง แบ่งเป็นโรงไฟฟ้าที่เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ (Commercial Operation Date: COD) แล้ว 24 แห่ง และอยู่ระหว่างการพัฒนา 9 โครงการ กำลังผลิตตามสัดส่วนการลงทุนรวม 2,900 เมกะวัตต์เทียบเท่า คิดเป็นกำลังผลิตที่ COD แล้ว 2,247 เมกะวัตต์เทียบเท่า สำหรับปี 2563 บริษัทฯ คาดว่าจะมีโรงไฟฟ้าที่ COD เพิ่มอีก 4 แห่ง กำลังผลิตตามสัดส่วนการลงทุนรวม 451 เมกะวัตต์เทียบเท่า ได้แก่ โครงการโรงไฟฟ้าส่านซีลู่กวงในจีน โรงไฟฟ้าพลังงานลม ระยะที่ 1 ในเวียดนาม โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ยามากาตะ (Yamagata) และยาบูกิ (Yabuki) ในญี่ปุ่น

“ในปี 2563 บ้านปูฯ ตั้งเป้าใช้งบลงทุนราว 930 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยจะเน้นการลงทุนขยายธุรกิจก๊าซธรรมชาติ 700 ล้านเหรียญสหรัฐสำหรับซื้อแหล่งก๊าซ ที่เหลือเป็นการลงทุนในธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน 170 ล้านเหรียญสหรัฐ ธุรกิจเทคโนโลยีพลังงาน 50 ล้านเหรียญสหรัฐ และธุรกิจถ่านหิน 10 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งจะทำให้ธุรกิจของกลุ่มบริษัทบ้านปูฯ มีความแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น เพื่อต่อยอดวิสัยทัศน์ขององค์กรที่มุ่งสู่การเป็นผู้นำด้านพลังงาน ที่มุ่งมั่นพัฒนานวัตกรรม เทคโนโลยี และความยั่งยืน ที่จะสร้างผลตอบแทนที่ดีให้นักลงทุนและผู้มีส่วนได้เสียในทุกภาคส่วนอย่างยั่งยืนต่อไป” นางสมฤดีกล่าว

ขณะเดียวกัน บ้านปูฯ ยังเป็นผู้นำด้านความยั่งยืน ด้วยการคว้ารางวัลทั้งในระดับประเทศและนานาชาติ ได้แก่ การเป็นหนึ่งในสมาชิกของกลุ่มดัชนีความยั่งยืนดาวโจนส์ (Dow Jones Sustainability Indices: DJSI) ติดต่อกันเป็นปีที่ 6 ในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) และยังคงรักษาสถานะผู้นำกลุ่มพลังงานถ่านหินและพลังงานเพื่อการใช้งาน (Coal and Consumable Fuels) อย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 จากการประเมินโดยผู้จัดและประเมินมาตรฐานการตรวจวัดศักยภาพความยั่งยืนขององค์กรในระดับโลก RobecoSAM รวมถึงการเพิ่มอันดับความน่าเชื่อถือ MSCI ESG Ratings สู่ระดับ A ตลอดจนได้รับคัดเลือกให้อยู่ในรายชื่อหุ้นยั่งยืน Thailand Sustainability Investment (THSI) การได้รับรางวัลเกียรติยศบริษัทจดทะเบียนด้านความยั่งยืน (Sustainability Awards of Honor) และรางวัลพระราชทาน Thailand Corporate Excellence Awards 2019 แสดงถึงความยึดมั่นของบริษัทฯ ในการดำเนินนโยบายและบริหารจัดการบริษัทฯ ตามหลัก ESG (Environmental, Social, and Governance) ที่ครอบคลุมเรื่องสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแลกิจการ

“จากผลการดำเนินงานปี 2562 ของบริษัทฯ มีรายได้จากการขายรวม 2,759 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 85,718 ล้านบาท) โดยมีกำไรก่อนหักภาษี ดอกเบี้ย ค่าเสื่อมและค่าใช้จ่ายตัดจ่าย (EBITDA) รวม 695 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 21,578 ล้านบาท) สะท้อนให้เห็นถึงการเติบโตอย่างแข็งแกร่งของธุรกิจพลังงานในระดับภูมิภาคผนวกกับศักยภาพในการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ รวมถึงความเป็นผู้นำด้านความยั่งยืนของบ้านปูฯ ทำให้มั่นใจว่าจะได้รับการตอบรับจากนักลงทุนเป็นอย่างดีในหุ้นกู้ด้อยสิทธิที่มีลักษณะคล้ายทุนของบริษัทฯ ซึ่งเมื่อพิจารณาจากผลตอบแทนในช่วง 5 ปีแรก ที่ระดับ 5.00% ต่อปี ด้วยอันดับเครดิตหุ้นกู้ที่จัดโดยบริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด ที่ระดับ A- เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2563 ภายใต้การชะลอตัวของเศรษฐกิจ ท่ามกลางความผันผวนของปัจจัยต่างๆ การลงทุนในหุ้นกู้ด้อยสิทธิฯ ของบ้านปูฯ จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจและเหมาะสม สอดคล้องกับสถานการณ์ลงทุนในปัจจุบัน” นางสมฤดีกล่าวปิดท้าย

เกี่ยวกับบ้านปูฯ

บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) เป็นผู้นำธุรกิจด้านพลังงานแบบครบวงจรแห่งเอเชีย-แปซิฟิก ดำเนิน 3 กลุ่มธุรกิจหลัก ได้แก่ ธุรกิจแหล่งพลังงาน ธุรกิจผลิตพลังงาน และธุรกิจเทคโนโลยีพลังงานใน 10 ประเทศ ได้แก่ ไทย อินโดนีเซีย จีน ออสเตรเลีย ลาว มองโกเลีย สิงคโปร์ ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา และเวียดนาม สำหรับสถานะทางการเงินของบริษัทฯ ณ วันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2562 มีสินทรัพย์รวมจำนวน 8,542 ล้านเหรียญสหรัฐเพิ่มขึ้น 88 ล้านเหรียญสหรัฐเมื่อเทียบกับสินทรัพย์รวม ณ วันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2561


กำลังโหลดความคิดเห็น...