xs
xsm
sm
md
lg

"บีทีเอส" กำไรสร้างสถิติใหม่ "โบรกเกอร์" รุมเชียร์ซื้อ

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



โบรกเกอร์ ประสานเสียงเชียร์ซื้อ BTS หลังกำไรไตรมาส3 งวดปี 62/63 โตกระฉูดกว่า 100% ระบุเป็นการทุบสถิติใหม่ของการทำกำไร ขณะที่แนวโน้มยังดีต่อเนื่อง เหตุธุรกิจหลักยังเติบโตได้ดี เล็งปรับประมาณการณ์ผลประกอบการขึ้น เนื่องจากผลการดำเนินงานมีทิศทางที่ดีจากการเปิดให้บริการส่วนต่อขยายสายสีเขียวเหนือ 5 สถานีที่รับรู้เต็มไตรมาส และมีแผนที่จะเปิดอีก 4 สถานีในเดือน มิ.ย. นี้

บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ BTS รายงานผลดำเนินงาน ไตรมาส 3 งวดปี 62/63 (สิ้นสุด ธ.ค.62) มีกำไรสุทธิ 2,460 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 106.9% จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 1,188.73 ล้านบาท จากการเพิ่มขึ้นของส่วนแบ่งกำไรกิจการร่วมค้าและบริษัทร่วม ส่งผลงวด 9 เดือน มีกำไรสุทธิ 4,631 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 106.2% จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 2,245.72 ล้านบาท

โดยไตรมาส 3 ปี 62/63 มีรายได้รวม 11,186 ล้านบาท ลดลง 42.2% จากการลดลงของรายได้การให้บริการรับเหมาติดตั้งและก่อสร้าง และจัดหารถไฟฟ้า อย่างไรก็ตาม รายได้ที่ลดลงถูกชดเชยจากการเพิ่มขึ้นของรายได้จากการบริการและการขาย ที่ส่วนใหญ่มาจากบริการเดินรถ หลังมีการเปิดบริการส่วนต่อขยายสายสีเขียวใต้เต็มสาย รวมถึงรายได้จากธุรกิจสื่อโฆษณาเพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ บริษัทมีส่วนแบ่งกำไรเงินลงทุนในกิจการร่วมค้าและบริษัทร่วม เพิ่มขึ้น ส่วนใหญ่มาจากส่วนแบ่งกำไรจากยู ซิตี้ หลังการขายหมอชิตแลนด์

สำหรับแนวโน้มทั้งปี 62/63 (สิ้นสุด มี.ค.63) เชื่อมั่นว่า รายได้จากการให้บริการเดินรถและซ่อมบำรุง จะได้ตามเป้าหมาย 3.4 พันล้านบาท จาก 9 เดือนที่มีรายได้รวมแล้ว 2.6 พันล้านบาท โดยรายได้ส่วนนี้ยังมีแนวโน้มเติบโตเพิ่มขึ้น จากการเปิดบริหารสถานีใหม่ 9 สถานีของส่วนต่อขยายรถไฟฟ้าสายสีเขียวใต้


ทิสโก้ มองกำไรทุบสถิติใหม่ ให้เป้า 15.10 บาท

บทวิจัย บล.ทิสโก้ ระบุว่า BTS รายงานกำไรสุทธิสร้างสถิติสูงสุดใน 3Q19/20 จำนวน 2,460 ล้านบาท เติบโต 107% YoY และ 92.5% QoQ ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากการรับรู้ส่วนแบ่งกำไรที่เพิ่มขึ้นมาที่ 1,500 ล้านบาท เนื่องจาก U City รับรู้กำไรจากการขายหมอชิตแลนด์จำนวน 1,555 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม หากไม่รวมกำไรพิเศษจากการขายหมอชิตแลนด์ของ U City ซึ่งรับรู้ส่วนแบ่งกำไร 1,118 ล้านบาท BTS บันทึกกำไรปกติ 1,342 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.9% YoY และ 5% QoQ ซึ่งยังสูงกว่าที่เราและตลาดคาดไว้ 1,133 ล้านบาทและ 1,085 ล้านบาท ตามลำดับ

สำหรับธุรกิจหลักของ BTS ยังคงเติบโตดี โดย 1) รายได้จากธุรกิจรถไฟฟ้าแม้จะลดลงจากรายได้จากการก่อสร้างสายสีเหลืองและชมพูที่ลดลงตามขั้นตอนการก่อสร้าง แต่เรามองว่าส่วนสำคัญของบริษัท คือ รายได้จากการรับจ้างเดินรถ (O&M) ที่ยังเติบโตสูง 67% YoY และ 9% QoQ มาอยู่ที่ 942 ล้านบาท ตามการเปิดส่วนต่อขยายสายสีเขียวใต้เต็มปี และสายสีเขียวเหนือ 5 สถานี (ห้าแยกลาดพร้าว - ม. เกษตรศาสตร์) 2) ธุรกิจสื่อที่รายได้และกำไรสุทธิสร้างสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ตามขยายสื่อของ VGI เองและร่วมกับพันธมิตร และ 3) ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่ขยายตัวเช่นเดียวกัน จากธนาซิตี้ นอกจากนี้ เรายังเห็นแนวโน้มที่ดีจากความสามารถในการทำกำไรที่ปรับตัวดีขึ้นโดย GPM เพิ่มมาอยู่ที่ 19.3% และ EBITDA Margin มาอยู่ที่ 37.2%

กำไรปกติใน 9MFY19/20 รวมอยู่ที่ 3,365 ล้านบาท คิดเป็น 81% ของประมาณการทั้งปีของเรา ด้วยผลการดำเนินงานที่ดีกว่าคาด มีแนวโน้มปรับประมาณการผลประกอบการขึ้น โดยเรามองว่าการดำเนินงานของ BTS ยังมีทิศทางที่ดีจากการเปิดให้บริการส่วนต่อขยายสายสีเขียวเหนือ 5 สถานีที่รับรู้เต็มไตรมาส และมีแผนที่จะเปิดอีก 4 สถานีในเดือนมิถุนายน 2020 ซึ่งเราคาดรายได้จาก O&M สำหรับปี FY2019/20F อยู่ที่ 3,562 ล้านบาท (+57% YoY) (รับรู้ไปแล้ว 2,638 ล้านบาท) และ 5,330 ล้านบาท (+50% YoY) ใน FY2020/21F ยังคงแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 15.10 บาท

อย่างไรก็ดี BTS ยังอยู่ระหว่างการรอความชัดเจนในหลายโครงการ ดังนี้ 1) การเจรจาต่อสัญญาสัมปทานสายสีเขียว อยู่ระหว่างเสนอ ครม. 2) โครงการมอเตอร์เวย์ 2 สาย มูลค่า 3.9 หมื่นล้านบาท ซึ่งอยู่ระหว่างการเจรจาคาดลงนาม เม.ย. 3) โครงการเมืองการบิน สนามบินอู่ตะเภา คาดลงนาม มิ.ย. 2020 และ 4) โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มตะวันตก (ศูนย์วัฒนธรรม-บางขุนนนท์ )มูลค่า 1.4 แสนล้านบาท สัมปทาน PPP Net Cost 30 ปี คาดจะคัดเลือกเอกชนภายในเดือน ต.ค. และได้ผู้ชนะประมูลลงนามใน ก.พ. 2021 ซึ่ง BTS มีความสนใจเข้าร่วมประมูลโครงการดังกล่าว เรายังคงแนะนำ “ซื้อ” สำหรับ BTS ด้วยราคาเป้าหมาย 15.10 บาท (SOTP) ปัจจัยเสี่ยงมาจาก 1) การเจรจาต่อรองเงื่อนไขสัมปทานสายสีเขียวที่ล่าช้าหรือไม่ได้ต่อสัญญาสัมปทาน 2) ความล่าช้าของโครงการต่างๆ 2) สภาวะเศรษฐกิจที่จะกระทบต่อธุรกิจอื่นๆ ของบริษัท

บล.ดีบีเอสฯ เพิ่มเป้าปี 63 โต 8%

บทวิจัย บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส ระบุ กำไรสุทธิ 3Q62-63 โตถึง 107% y-o-y เพราะมีกำไรพิเศษ U City หากไม่นับกำไรหลักโต 26% y-o-y ส่วนกำไรหลัก 9M62-63 เพิ่มสูง 74% y-o-y และเป็น 94% จากประมาณการทั้งปีแล้ว จึงปรับประมาณการปีนี้และปีหน้าเพิ่มดี +8%/+11% ตามลำดับ หากเทียบ y-o-y +50%/+13% ตามลำดับ อยู่ในเกณฑ์ที่สูง

ข้อดีคือ 4Q62-63 จะบันทึกกำไรพิเศษอีก 3 พันล้านบาทจากการขาย Bayswater รายได้บริหารเดินรถโตต่อเนื่อง จากสายสีเขียวเหนือเปิดสถานีเพิ่ม รายได้โฆษณาทำ New High ต่อเนื่อง และกำไรส่วนได้เสียฟื้นตัวดีขึ้น

เพิ่มคำแนะนำเป็น ซื้อ ราคาพื้นฐานใหม่สูงขึ้นเป็น 14.00 บาท ปันผลอยู่ในเกณฑ์ดี มีการลงทุนต่อเนื่องคือ มอร์เตอร์เวย์ อู่ตะเภา ส่วนขยายสายสีเขียว บจ.ต่างๆ และจะเข้าร่วมปะมูลสายสีส้มที่จะเปิดปีนี้ด้วยถือเป็นหุ้น Defensive

เมย์แบงก์ กิมเอ็ง แนะนำถือ ราคา 12.80 บาท

บทวิจัย บล. เมย์แบงก์ กิมเอ็ง เผยว่า BTS มีกำไรสุทธิ 2.46 พันล้านบาท +92% QoQ และ +107% YoY โดยกำไรสูงกว่าตลาดคาดราว 1 พันล้านบาท อันเนื่องมากจาก บริษัทร่วม Ucity ได้บันทึกกำไรจากการขายที่ดิน หมอชิตแลนด์ 1.12 พันล้านบาท ดังนั้นหากหักรายการนี้ออกไป กำไรจะเป็น 1.34 พันล้านบาท +23% QoQ และ +26% YoY ผลักดันจากรายได้ O&M +67% YoY จากการเดินรถส่วนต่อขยายสายสีเขียวตอนใต้เต็มรูปแบบ และธุรกิจสื่อโดย VGI ที่ผลัดดันด้วยกลยุทธ์ O2O solution ที่ตอบโจทย์ลูกค้า ทำให้สามารถหักล้างการลดลงของงานก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีเหลืองและชมพูได้อย่างดี ซึ่งบนสัดส่วนของงานก่อสร้างที่ลดลงเหลือ 65% จาก 85% ของรายได้รวม นั่นจึงทำให้ อัตรากำไรขั้นต้นฟื้นเป็น 19.3% จากเพียง 9.1% ในปีก่อน กลับมาอยู่ในโครงสร้างที่ดี

กำไรจากการดำเนินงานหลักคิดเป็น 83% ของประมาณการของเรา อีกทั้งการจ่ายปันผล 1H62/63 ที่สูง 0.18 บาท/ หุ้น (เราคาดทั้งปี 0.22 บาท) ดังนั้นเราจึงมีแนวโน้มปรับประมาณการกำไรปี 2562/63 ขึ้นอีกเล็กน้อย แต่มองว่าอาจไม่ได้ส่งผลกระทบต่อ valuation อย่างมีนัยสำคัญเท่ากับการจะได้ขยายสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียว (core line) หรือไม่ เราจึงคงคำแนะนำ “ถือ” เพื่อรับปันผลไว้ตามเดิม


อย่างไรก็ดีการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ (เช่น รถไฟฟ้าสายสีเหลือง ชมพู, สนามบินอู่ตะเภา) ที่มีความเสี่ยงต่อการขาดทุนในระยะแรก อาจส่งผลต่อให้ระยะแรกของการดำเนินงานจะกดดันกำไรและราคาหุ้นได้สั้น

บล.เคจีไอ มองปัจจัยลบเศรษฐกิจฟื้นตัวช้า

ด้านบทวิจัย บล.เคจีไอ ระบุว่ากำไรสุทธิของ BTS ใน 3Q63 (ตุลาคม-ธันวาคม 2563) อยู่ที่ 2.46 พันล้านบาท (+106.9% YoY, +92.5% QoQ) ซึ่งรวมกำไรพิเศษจำนวน 1.12 พันล้านบาทจากการที่ U City ขายหมอชิตแลนด์ ทั้งนี้ กำไรออกมาดีกว่าที่เราคาดไว้ 111% และดีกว่า consensus 130% โดยกำไรสุทธิใน 3Q63 และ 9M63 คิดเป็น 63.9% และ 120.2% ของประมาณการกำไรสุทธิปี FY63F ของเราที่ 3.85 พันล้านบาท หากไม่รวมรายการพิเศษที่เกิดจากการกำไรการขายที่ดินเข้ามา กำไรปกติใน 3Q63 และ 9M63 คิดเป็น 34.8% และ 91.2% ของประมาณการกำไรปกติปี FY63F ของเราที่ 3.85 พันล้านบาท ทั้งนี้ โครงสร้างรายได้ใน 3Q63 มาจากธุรกิจรถไฟฟ้า 78% สื่อ 17% อสังหาริมทรัพย์ 1% และบริการ 4% ของรายได้จากการดำเนินงานทั้งหมด โดยประเด็นสำคัญที่น่าสนใจมีดังนี้

รายได้จากการดำเนินงานลดลง เนื่องจากรายได้จากธุรกิจรถไฟฟ้าลดลงถึง 49.4%YoY เนื่องจากรับรู้รายได้จากงานก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีชมพูและเหลืองลดลงใน 3Q63 ขณะที่ต้นทุนการดำเนินงานลดลงตามรายได้จากการดำเนินงาน โดยลดลงถึง 51.1% YoY เนื่องจากต้นทุนจากการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีชมพูและเหลืองลดลง

รายได้จากธุรกิจสื่อ อสังหาริมทรัพย์ และบริการเพิ่มขึ้น 24.7%, 28.1% และ 23.9% YoY ตามลำดับ โดยส่วนใหญ่มาจาก i) รายได้ที่เพิ่มขึ้นจากธุรกิจสื่อตามการเติบโตของสื่อบนระบบขนส่ง และการรวมรายได้จากสื่อนอกบ้านจาก International Advertising และ (ii) รายได้จากการก่อสร้างเพิ่มขึ้นจากรายได้ของ HHT Construction Company Limited ซึ่งอยู่ที่ 109 ล้านบาท

กำไรขั้นต้นของ BTS ปรับตัวขึ้นสอดคล้องกับงานโยธาที่ลดลง โดยงวด 3Q63 บริษัททำ gross margin ได้เท่ากับ 20.1% ซึ่งดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับ 9.7% ในงวด 3Q62 และ 16.1% ในงวด 2Q62 และ BTS รับรู้รายได้เพิ่มขึ้นอย่างมากจากที่ U City ขายหมอชิตแลนด์ 1.12 พันล้านบาท

ทั้งนี้มีโอกาสปรับเพิ่มประมาณการกำไรปี FY20F จากผลประกอบการที่ออกมาดีเกินคาดใน 9M63 เราเห็นว่า กำไรจากธุรกิจหลักของบริษัทจะดีกว่าที่เราคาดไว้ โดยได้แรงหนุนอย่างต่อเนื่องจากธุรกิจรถไฟฟ้าและสื่อตั้งแต่ปี FY63 ขณะนี้คาดว่ากำไรสุทธิปี FY63-64F จะอยู่ที่ 3.85 พันล้านบาท (+34.1% YoY) และ 5.04 พันล้านบาท (+30.7% YoY) ตามลำดับ โดยเรายังคงคำแนะนำซื้อ และให้ราคาเป้าหมาย SOTP ที่ 15.20 บาท ขณะที่ ส่วนความเสี่ยง คือ เศรษฐกิจฟื้นตัวช้าเกินคาด และเกิดปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองที่จะเข้ามากระทบ


กำลังโหลดความคิดเห็น...