xs
xsm
sm
md
lg

“HOTPOT” ล้างหม้อสุกี้ใหม่ เป็น “JCKH” เน้นความหลากหลายทางธุรกิจมากขึ้น

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: MGR Online

นายอภิชัย เตชะอุบล ประธานกรรมการ บริษัท ฮอท พอท จำกัด (มหาชน) หรือ HOTPOT
HOTPOT ปรับโฉมใหม่เป็น “เจซีเค ฮอสพิทอลลิตี้” ใช้ชื่อย่อ JCKH เพิ่มความหลากหลายธุรกิจ อาหาร-เครื่องดิ่ม-บริการ หวังธุรกิจพลิกฟื้น ได้ตั้งแต่ Q2/61 ส่วนภาพรวมทั้งปี 2561 ลุ้นพลิกกลับมามีกำไรครั้งแรกในรอบ 5 ปี หลังปรับกลยุทธ์ดำเนินธุรกิจ-ควบคุมต้นทุนการผลิตอาหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งเล็งเข้าซื้อกิจการร้านอาหารแบรนด์ใหม่ ๆ เพิ่มเติม แย้มมีผู้ประกอบการหลายรายขอเจรจาเชิญร่วมเป็นพันธมิตร

นายอภิชัย เตชะอุบล ประธานกรรมการ บริษัท ฮอท พอท จำกัด (มหาชน) หรือ HOTPOT เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทฯ มีมติเห็นชอบให้เสนอต่อทีประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2561 เพื่อพิจารณาและอนุมัติการเปลี่ยนแปลงชื่อบริษัท และชื่อย่อหลักทรัพย์ จากชื่อ บริษัท ฮอท พอท จำกัด (มหาชน) และมีชื่อภาษาอังกฤษว่า “HOT POT PUBLIC COMPANY LIMITED” เปลี่ยนเป็น บริษัท เจซีเค ฮอสพิทอลลิตี้ จำกัด (มหาชน) และมีชื่อเป็นภาษาอังกฤษว่า “JCK HOSPITALITY PUBLIC COMPANY LIMITED” และเปลี่ยนชื่อย่อ จาก HOTPOT เป็น JCKH

ทั้งนี้ เนื่องจากบริษัทฯ เริ่มดำเนินธุรกิจร้านอาหารสุกี้ชาบู โดยใช้ชื่อแบรนด์หลัก คือ ฮอท พอท เกินกว่า 15 ปี ต่อมาภายหลังบริษัทฯ ได้เข้าซื้อกิจการร้านอาหารแบรนด์ไดโดมอน และเปิดร้านอาหารประเภทอื่น ๆ โดยใช้ชื่อแบรนด์แตกต่างกันออกไปเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้ปัจจุบันดำเนินกิจการร้านอาหารภายใต้แบรนด์ต่าง ๆ อันได้แก่ ฮอท พอท อินเตอร์ บุฟเฟ่ต์, ฮอท พอท สุกี้ชาบู, ไดโดมอน, ซิกเนเจอร์, ทูมาโท้อิตาเลียน คิทเช่น และซุปเปอร์ พอท

อย่างไรก็ตาม ในปีนี้จะปรับกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจใหม่ โดยบริษัทฯ มีแผนจะเข้าซื้อกิจการร้านอาหารเพิ่มขึ้น เพื่อเพิ่มความหลากหลายของประเภทอาหาร และมีแบรนด์ใหม่ ๆ เพิ่มขึ้น และในปัจจุบันมีหลายแบรนด์เชิญเข้าไปหารือให้เข้าร่วมทุน และเป็นพันธมิตร คาดว่าจะเห็นความชัดเจนในเร็ว ๆ นี้

“การเปลี่ยนชื่อใหม่เพื่อให้สอดคล้องกับการดำเนินธุรกิจของบริษัทให้ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยจะครอบคลุมทั้งในส่วนของอาหาร เครื่องดื่ม และการบริการ เพราะได้มีการปรับกลยุทธ์ดำเนินธุรกิจใหม่ให้มีร้านค้าภายใต้การบริหารหลากหลายแบรนด์ และมีอาหารหลากหลายประเภทมากขึ้น โดยบริษัทฯ มีเป้าหมายในการพัฒนาร้านอาหารรูปแบบใหม่ โดยไม่จำกัดเฉพาะอาหารประเภทสุกี้ชาบู เพื่อตอบสนองได้ทันกับความต้องการของลูกค้าในปัจจุบัน ซึ่งจะเน้นในเรื่องของคุณภาพอาหาร และการบริการสูงขึ้น”

นายอภิชัย มั่นใจว่า ธุรกิจในอนาคตมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก เนื่องจากปีที่ผ่านมา ได้มีการปิดสาขาของร้านฮอท พอท สุกี้ชาบู ประมาณ 40 สาขา ทำให้ปัจจุบัน ฮอตพอทมีสาขาเหลือจำนวน 104 แห่ง เพื่อลดต้นทุนการดำเนินธุรกิจ ควบคู่ไปกับการบริหารต้นทุนการผลิตอาหาร (food cost) จากเดิมอยู่ที่ 48-50% ของรายได้ ปัจจุบันสามารถลดลงเหลือประมาณ 42% และคาดว่าจะสามารถปรับลดลงได้อีก ซึ่งจะทำให้อัตรากำไรขั้นต้นปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีกับผลการดำเนินงานโดยรวมของบริษัทฯ และคาดว่าผลประกอบการในส่วนของ EBITDA จะเป็นบวกได้ตั้งแต่ไตรมาส 2/2561 และในปีนี้คาดว่าจะเป็นครั้งแรกในรอบ 5 ปี ที่ผลกำไรสามารถพลิกกลับมาเป็นบวกได้

“จากการปิดสาขาฮอทพอท ที่อยู่ในทำเลไม่เหมาะสม และเป็นสาขาที่ไม่ทำกำไร ทำให้ส่งผลกระทบต่องบการเงินในปีที่ผ่านมา ประสบปัญหาขาดทุน เนื่องจากมีการ Right Off ทรัพย์สินออกไป อย่างไรก็ตาม ในปีนี้ผมมั่นใจว่า ธุรกิจอาหารของบริษัทฯ จะกลับมาโดดเด่นอีกครั้ง ซึ่งในส่วนของฮอทพอท ได้มีการรีแบรนดิ้งใหม่ และปรับกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจ โดยหันมาเจาะฐานลูกค้าพรีเมียมมากขึ้น นอกจากนี้ จะมีการเพิ่มแบรนด์ใหม่ ๆ ให้มากขึ้นด้วย ทำให้มั่นใจว่าจะช่วยผลักดันรายได้ของบริษัทฯในปีนี้เติบโตอย่างมีนัยสำคัญ”

พร้อมกันนี้ คณะกรรมการมีมติที่จะขออนุมัติจากผู้ถือหุ้นให้เพิ่มทุนจดทะเบียน จำนวน 73,080,000 บาท จากทุนจดทะเบียนเดิม 121,800,000 บาท เป็นทุนจดทะเบียนใหม่ จำนวน 194,880,000 บาท โดยการออกหุ้นสามัญเพิ่มทุนใหม่ จำนวน 292,320,000 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 0.25 บาท โดยจะแบ่งจัดสรรจำนวนไม่เกิน 243,600,000 หุ้น จะเสนอขายให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมของบริษัทฯ (Rights Offering) ในอัตราส่วน 2 หุ้นเดิมต่อ 1 หุ้นใหม่ ในราคาเสนอขายหุ้นละ 1.30 บาท และอีกส่วนจำนวนไม่เกิน 48,720,000 หุ้น จะเสนอขายในคราวเดียวหรือแบ่งเป็นส่วน ๆ ให้แก่บุคคลในวงจำกัด (Private Placement) ตามแบบมอบอำนาจไป (General Mandate) ทั้งนี้ ให้กำหนดวันประชุมสามัญผู้หุ้นประจำปี 2561ในวันจันทร์ที่ 23 เมษายน 2561

“เงินที่คาดว่าจะได้รับจากการเพิ่มทุนครั้งนี้ ประมาณ 317 ล้านบาท จะทำให้มีส่วนของทุนเพิ่มขึ้นเป็น 350 ล้านบาท จากเดิมที่มีอยู่เพียง 33.38 ล้านบาท DE Ratio ลดจาก 15 เท่า เหลือเพียง 1.4 เท่า ดังนั้นการเพิ่มทุนในครั้งนี้ จะทำให้บริษัทฯ มีฐานทุนและฐานะทางการเงินที่เข้มแข็งขึ้น โดยเงินที่ได้จากการเพิ่มทุนครั้งนี้จะนำไปใช้เป็นทุนหมุนเวียนสำหรับขยายธุรกิจ และเทกโอเวอร์ร้านอาหารแบรนด์ใหม่ ๆ เพิ่มเข้ามา เพื่อสร้างรายได้และกำไรให้บริษัทฯ เติบโตได้อย่างแข็งแกร่งต่อไปในอนาคต” นายอภิชัย กล่าวในที่สุด


กำลังโหลดความคิดเห็น...