xs
xsm
sm
md
lg

ปัจจัยที่ส่งผลต่อราคาทองคำในช่วง H2/2017

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: MGR Online

สัปดาห์ที่ผ่านมา YLG ทำการสรุปการเคลื่อนไหวของราคาทองคำในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2017 ไปแล้วนั้น ในช่วงครึ่งปีหลังของปีนี้ยังมีอีกหลากหลายปัจจัยที่ต้องติดตาม โดยในสัปดาห์นี้เราจะมาสรุปปัจจัยที่ต้องติดตามพร้อมกลยุทธ์ในการลงทุนทองคำ เพื่อให้นักลงทุนได้เตรียมพร้อมปรับพอร์ตการลงทุน เพื่อรับมือกับการเคลื่อนไหวของราคาทองคำในในช่วงครึ่งปีหลังของปีนี้ โดยปัจจัยทั้งบวกและลบที่ต้องติดตามมีดังต่อไปนี้

ปัจจัยลบสำคัญที่ต้องติดตามเป็นพิเศษ ได้แก่ การดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางทั่วโลก ไม่ใช่เฉพาะแค่ธนาคารกลางสหรัฐ หรือ เฟด เท่านั้นที่ส่งผลกระทบต่อราคาทองคำ อย่างที่เรารับรู้กันว่า ตลอดช่วงเกือบ 10 ปีที่ผ่านมา นโยบายการเงินของธนาคารทั่วโลกเป็นไปในลักษณะผ่อนคลายนโยบายการเงิน ทั้งการปรับลดอัตราดอกเบี้ย รวมถึงการอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบ

แต่ในปัจจุบัน เศรษฐกิจหลายประเทศเริ่มฟื้นตัวโดยเฉพาะเศรษฐกิจสหรัฐฯ ส่งผลให้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย รวมถึงล่าสุด มีการประกาศจะเริ่มต้นปรับลดขนาดงบดุลเฟดในปีนี้ด้วย ซึ่งถือเป็นกระบวนการดำเนินนโยบายการเงินเพื่อกลับสู่ภาวะปกติ (Monetary Policy Normalization)

ล่าสุด ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี), ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) และธนาคารกลางแคนาดาออกมาสร้างความประหลาดใจโดยการออกมาส่งสัญญาณที่บ่งชี้ว่าจะปรับลดนโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย และกลับมาคุมเข้มนโยบายการเงินตามเฟดเช่นกัน ซึ่งแนวโน้มดังกล่าวเป็นผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวปรับสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และถือเป็นปัจจัยหลักสำคัญที่กดดันราคาทองคำในช่วงเริ่มต้นครึ่งปีหลังของปีนี้

ดังนั้น หากจุดสิ้นสุดของนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายใกล้เข้ามาจริง อาจยิ่งหนุนอัตราผลตอบแทนพันธบัตรทั่วโลกให้ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้ต้นทุนในการถือครองทองคำก็สูงขึ้นตามไปด้วยเพราะทองคำนั้นไม่ให้ดอกเบี้ยผลตอบแทนในการถือครอง และอาจเป็นปัจจัยสำคัญที่อาจจะกดดันราคาทองคำในช่วงครึ่งปีหลังได้

ถึงแม้จะเผชิญกับปัจจัยลบ แต่ก็มีปัจจัยบวกที่อาจส่งผลต่อให้ราคาทองคำปรับตัวขึ้นได้หลายปัจจัย ประกอบด้วย ความไม่แน่นอนทางการเมืองในสหรัฐฯ หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ต้องเผชิญกับการสอบสวน กรณีที่เข้าไปแทรกแซงการสอบสวนของรัฐบาลกลาง ส่งผลกระทบโดยตรงต่อจิตวิทยาการลงทุน นักลงทุนเกิดความกังวลว่า ความขัดแย้งทางการเมืองในสหรัฐฯ อาจจะเป็นอุปสรรคขัดขวางในการดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และมาตรการปฏิรูปภาษี ปัจจัยเหล่านี้อาจเรียกแรงซื้อทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย

ขณะเดียวกัน ความขัดแย้งทางการเมือง หรือ Geopolitical ทั้งในภูมิภาคตะวันออกกลางและคาบสมุทรเกาหลี ก็ปัจจัยบวกระยะสั้นที่เข้ามาหนุนราคาทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยได้เป็นระยะ

ฝั่งยุโรป ความไม่แน่นอนจากการเลือกตั้งในเยอรมนี ที่มีกำหนดจะจัดการเลือกตั้งทั่วไปขึ้นในวันที่ 24 กันยายน โดยต้องจับตาว่า นางอังเกลา เเมร์เคิล จากพรรค Christian Democratic Union (CDU) จะชนะการเลือกตั้งเป็นสมัยที่ 4 ได้หรือไม่ หากเเมร์เคลแพ้การเลือกตั้งครั้งนี้ อาจจะทำให้อนาคตของสหภาพยุโรปสั่นคลอนอย่างรุนแรง ซึ่งจะกระตุ้นแรงซื้อทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย โดยเฉพาะจากนักลงทุนฝั่งยุโรปเช่นกัน

สำหรับแนวโน้มราคาทองคำในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2017 YLG ประเมินว่า ราคาทองคำอาจเคลื่อนไหวในกรอบ 1,170-1,295 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ โดยจับตาแนวรับแรกบริเวณ 1,194 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ หากราคาสามารถยืนเหนือแนวรับดังกล่าวได้คาดว่า ราคาจะค่อย ๆ ขยับทดสอบแนวต้านได้อีกครั้ง โดยมีโซนแนวต้านสำคัญบริเวณ 1,260 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์

หากราคาทองคำปรับตัวขึ้น และทรงตัวเหนือแนวต้านสำคัญระดับดังกล่าวได้อย่างแข็งแกร่ง ยังมีโอกาสที่ราคาทองคำจะขยับขึ้นต่อเพื่อทดสอบ High เดิมของปี 2017 บริเวณ 1,295 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ อย่างไรก็ตาม หากราคาหลุดต่ำกว่าบริเวณ 1,194 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ จะมีโอกาสปรับตัวลงต่อเพื่อทดสอบแนวรับบริเวณ 1,170 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์

ทั้งนี้ แนะนำนักลงทุนเข้าซื้อเมื่อราคาย่อตัวลงมาบริเวณแนวรับ และรอไปขายทำกำไรเมื่อราคาดีดตัวขึ้น และเน้นย้ำว่า นักลงทุนควรวางแผนการลงทุนที่ชัดเจน มีจุดเข้าซื้อ จุดขายทำกำไร หรือจุดตัดขาดทุน และปฏิบัติตามแผนที่วางไว้อย่างเคร่งครัด พรอ้มติดตามข่าวสารประกอบการลงทุนทองคำอย่างใกล้ชิด

กำลังโหลดความคิดเห็น