xs
xsm
sm
md
lg

คาดแนวโน้มอัตรา ดบ.สหรัฐฯ ยุโรป ญี่ปุ่น ในปี 60 มีโอกาสสวนทางกันชัดเจน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: MGR Online


BAY มองแนวโน้มอัตรา ดบ.สหรัฐฯ ยุโรป ญี่ปุ่น ในปี 60 มีโอกาสสวนทางกันชัดเจน ซึ่งอาจเป็นประเด็นความเสี่ยงที่ส่งผลต่อสมดุลของ ศก.โลก

น.ส.รุ่ง สงวนเรือง ผู้อำนวยการ ฝ่ายส่งเสริมธุรกิจและกำกับดูแลโกลบอลมาร์เก็ตส์ บมจ.ธนาคารกรุงศรีอยุธยา (BAY) ให้ความเห็นต่อทิศทางนโยบายการเงินของ 3 ประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำของโลกประกอบด้วย สหรัฐอเมริกา ยุโรป และญี่ปุ่น ในปี 60 โดยมองว่า มีโอกาสจะสวนทางกันอย่างชัดเจน เนื่องจากเศรษฐกิจมีการฟื้นตัวไม่เท่ากัน โดยสหรัฐฯ เติบโตต่อเนื่อง ขณะที่ยุโรป และญี่ปุ่น นั้นยังไม่ประสบความสำเร็จในการกระตุ้นเศรษฐกิจให้ฟื้นตัว

สำหรับสหรัฐอเมริกา ปี 60 ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) มีแนวโน้มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอย่างน้อย 2 ครั้ง รวม 0.50% จาก 0.63% ในปัจจุบัน สู่ระดับ 1.13% เนื่องจากตลาดคาดว่า 2 นโยบายเร่งด่วนที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ จะดำเนินการตามที่หาเสียงไว้ คือ มาตรการลดภาษี และการลงทุนในโครงการสาธารณูปโภคขนาดใหญ่ เศรษฐกิจสหรัฐฯ จึงมีโอกาสที่จะเติบโตร้อนแรงในระยะแรกของการดำรงตำแหน่งของทรัมป์ ขณะที่ทิศทางด้านการคลังบ่งชี้ว่า การขาดดุลงบประมาณจะปรับเพิ่มขึ้นอย่างมาก และรัฐบาลสหรัฐฯ ต้องกู้เงินเพิ่มขึ้นจำนวนมาก

สำหรับการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่นี้จะเกิดขึ้นในช่วงที่เฟด กำลังใกล้บรรลุเป้าหมายด้านนโยบายการเงิน สะท้อนจากอัตราการว่างงานที่ลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบกว่า 9 ปี ที่ 4.6% ในเดือนพฤศจิกายน ตลาดการเงิน จึงเชื่อว่า เงินเฟ้อจะเร่งตัว และเฟด อาจตัดสินใจขึ้นดอกเบี้ยเร็วกว่าที่ประเมินไว้ ซึ่งในการประชุมวันที่ 13-14 ธันวาคม 59 เฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% เป็น 0.5-0.75% ด้วยมติเอกฉันท์ซึ่งเป็นไปตามที่ตลาดคาดการณ์เอาไว้

“การปรับประมาณการของเฟด เกี่ยวกับแนวโน้มดอกเบี้ย ในปี 60 จาก 2 ครั้ง เป็น 3 ครั้ง สร้างความประหลาดใจให้กับตลาด ซึ่งเดิมเฟด คาดว่า ในปี 59 จะขึ้นดอกเบี้ยถึง 4 ครั้ง แต่สามารถขึ้นดอกเบี้ยได้เพียงครั้งเดียวในการประชุมรอบสุดท้ายของปี 59 เราจึงมีมุมมองว่า นโยบายด้านเศรษฐกิจที่จะปฏิบัติจริงยังคงมีความไม่แน่นอนสูง รวมถึงทิศทางราคาน้ำมันดิบ และการแข็งค่าเกินไปของเงินดอลลาร์ ท่ามกลางความเสี่ยงของการชะลอตัวในภูมิภาคอื่นของโลกอาจส่งผลให้การขึ้นดอกเบี้ยในสหรัฐฯ ไม่ราบรื่นนัก”

ด้านยุโรป แนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) และเฟดนั้น ถือว่าสวนทางกันอย่างชัดเจน โดยคาดว่า ตลอดทั้งปี 60 อัตราดอกเบี้ยนโยบายของยุโรปทั้ง ยูโรโซน และอังกฤษ จะทรงตัวที่ระดับ 0% และ 0.25% ตามลำดับ โดยการประชุมรอบสุดท้ายของปี 59 อีซีบี มีมติต่ออายุโครงการ QE ออกไปจนถึงธันวาคม 60 จากกำหนดเดิมเดือนมีนาคม

นอกจากนี้ ยังได้ปรับลดวงเงินซื้อสินทรัพย์รายเดือนจาก 8 หมื่นล้านยูโร เหลือ 6 หมื่นล้านยูโร โดยจะเริ่มในเดือนเมษายน ปี 60 แม้เครื่องบ่งชี้ทางเศรษฐกิจหลายรายการของยุโรปบ่งชี้แนวโน้มที่ปรับตัวดีขึ้น ความเสี่ยงหลักของยูโรโซนจะมาจากกระแสชาตินิยมที่ต่อต้านโลกาภิวัตน์ รวมถึงวาทกรรมหาเสียงลักษณะประชานิยมที่กำลังลุกลามไปในหลายพื้นที่ โดยในปี 60 หลายประเทศชั้นนำในยุโรป อาทิ เนเธอร์แลนด์ ฝรั่งเศส และเยอรมนี จะจัดการเลือกตั้งทั่วไป ซึ่งอาจส่งผลต่อเสถียรภาพด้านการเมือง และเศรษฐกิจของสหภาพยุโรปในที่สุด

ส่วนญี่ปุ่น ธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) จะตรึงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ ติดลบ 0.10% ตลอดปี 60 หลังจากที่บีโอเจ ได้ตัดสินใจประกาศใช้มาตรการควบคุมเส้นอัตราผลตอบแทน (Yield Curve Control) ในเดือนกันยายน ซึ่งนับเป็นการยกเครื่องกรอบการทำงานที่ตั้งเป้าหมายของนโยบายไปที่ดอกเบี้ยจากเป้าหมายฐานเงิน ตอกย้ำว่า เครื่องมือในการกระตุ้นเศรษฐกิจเหลือน้อยลงทุกขณะ

ทั้งนี้ บีโอเจ ดำเนินมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ และคุณภาพ (Quantitative and Qualitative Easing) โดยเข้าซื้อสินทรัพย์จำนวนมากเป็นเวลานานกว่า 3 ปีแล้ว แต่ไม่ประสบความสำเร็จในการกระตุ้นให้เศรษฐกิจพ้นจากภาวะชะลอตัว แม้ทางการญี่ปุ่น จะยังคงมุ่งมั่นออกมาตรการต่างๆ เพื่อบรรลุเป้าหมายอัตราเงินเฟ้อที่ระดับ 2% เงินเยนที่อ่อนค่าลงอย่างรวดเร็ว ช่วงปลายปี 2559 น่าจะช่วยหนุนเศรษฐกิจญี่ปุ่นได้บ้าง ทำให้คาดว่า จะยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงนโยบายอย่างมีนัยสำคัญในระยะ 6-12 เดือนข้างหน้า
กำลังโหลดความคิดเห็น