xs
xsm
sm
md
lg

ประชาชนเฮ ครม.ไฟเขียว “บ้านประชารัฐ”

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: MGR Online

วิสุทธิ์ ศรีสุพรรณ
ครม.ไฟเขียว “บ้านประชารัฐ” เปิดโอกาสประชาชน ข้าราชการพลเรือน ทหาร ตำรวจ บุคลากรทางการศึกษา ซื้อบ้านหลังแรก ไม่กำหนดเพดานรายได้ โยน ธอส. ออมสิน กรุงไทยปล่อยกู้วงเงิน 7 หมื่นล้านบาท กำหนดเอกชนรับภาระภาษี 3% ส่วนลดเพิ่ม 2% ด้าน ธอส.-ออมสิน รับลูกให้กู้ดอกเบี้ยต่ำแถมผ่อนเกณฑ์ DSR สูงเกิน 50% เปิดรับคำขอสินเชื่อ 23 มี.ค.

เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 59 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบโครงการ “บ้านประชารัฐ” เป็นการสิ้นสุดการรอคอยของผู้มีรายได้น้อย-ปานกลางที่ต้องการมีที่อยู่อาศัยหลังแรกเป็นของตนเอง หลังจากที่นายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มีนโยบายเพื่อแก้ปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัยของผู้มีรายได้น้อย ที่ต้องการสนับสนุนให้ผู้มีรายได้น้อยจำนวน 2.7 ล้านครัวเรือน ได้มีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเองเพื่อสร้างความมั่นคงในชีวิตภายใต้โครงการ “บ้านประชารัฐ”

นายวิสุทธิ์ ศรีสุพรรณ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบโครงการบ้านประชารัฐตามที่กระทรวงการคลังเสนอ เพื่อเป็นการสร้างโอกาสผู้ให้ประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อย รวมทั้งข้าราชการพลเรือน ทหาร ตำรวจ บุคลากรทางการศึกษา ตลอดจนผู้มีรายได้ไม่แน่นอนที่ไม่เคยมีกรรมสิทธิ์ในที่อยู่อาศัยมาก่อนให้สามารถมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเองในราคาที่ไม่สูง โดยมอบหมายให้สถาบันการเงินของรัฐ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.), ธนาคารออมสิน และธนาคารกรุงไทย สนับสนุนสินเชื่อเงื่อนไขผ่อนปรนทั้งสินเชื่อเพื่อพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยสำหรับผู้พัฒนาโครงการ และสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยสำหรับประชาชนในกลุ่มดังกล่าวที่ต้องการมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง หรือซ่อมแซมต่อเติม มีระยะเวลา 2 ปี นับแต่วันที่ ครม.มีมติเห็นชอบ

สำหรับคุณสมบัติผู้มีสิทธิเข้าร่วมโครงการฯ ต้องเป็นผู้มีรายได้น้อยครอบคลุมทั้งผู้มีรายได้ประจำ ได้แก่ ข้าราชการพลเรือน ทหาร ตำรวจ และบุคลากรทางการศึกษา และผู้ที่มีรายได้ไม่แน่นอน หรืออาชีพอิสระที่ไม่เคยมีกรรมสิทธิ์ในที่อยู่อาศัยมาก่อน ยกเว้นกรณีการซ่อมแซม และ/หรือต่อเติมที่อยู่อาศัย ทั้งนี้ มูลค่ารวมของที่ดิน และที่อยู่อาศัยที่จะเข้าร่วมโครงการฯ ต้องมีมูลค่าไม่เกิน 1.5 ล้านบาทต่อหน่วย โดยให้ ธอส. และธนาคารออมสิน ทำหน้าที่คัดกรองคุณสมบัติผู้มีสิทธิเข้าร่วมโครงการฯ

มาตรการด้านสินเชื่อ ประกอบด้วย 1.สินเชื่อเพื่อพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัย (Pre Finance) มอบหมายให้ ธอส. ออมสิน และกรุงไทยร่วมกันจัดวงเงินสินเชื่อ 30,000 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยผ่อนปรน ระยะเวลาเงินกู้ไม่เกิน 2 ปี เพื่อสนับสนุนสินเชื่อให้เอกชนผู้ประกอบธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และการเคหะแห่งชาติที่เข้าร่วมพัฒนาโครงการฯ

2.สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย (Post Finance) มอบหมายให้ ธอส. และธนาคารออมสิน จัดทำโครงการสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยผ่อนปรน วงเงิน 40,000 ล้านบาท ระยะเวลาเงินกู้ไม่เกิน 30 ปี และผ่อนปรนการกำหนดอัตราส่วนรายจ่ายในการชำระหนี้ต่อรายได้ต่อเดือน (Debt Service Ratio: DSR) หรืออัตราส่วนภาระผ่อนชำระหนี้รวมต่อรายได้สุทธิรวม (Debt to Income Ratio: DTI) โดยแบ่งออกเป็น 2 กรณี ได้แก่

(1) อัตราดอกเบี้ยผ่อนปรนพิเศษสำหรับกรณีวงเงินสินเชื่อเพื่อซื้อ เช่าซื้อ ก่อสร้าง ราคาไม่เกิน 7 แสนบาทต่อหน่วย และวงเงินสินเชื่อเพื่อซ่อมแซม และ/หรือต่อเติมที่อยู่อาศัย วงเงินไม่เกิน 5 แสนบาทต่อหน่วย

(2) อัตราดอกเบี้ยผ่อนปรนสำหรับกรณีวงเงินสินเชื่อเพื่อซื้อ เช่าซื้อ ก่อสร้างที่อยู่อาศัย ราคามากกว่า 7 แสนบาท แต่ไม่เกิน 1.5 ล้านบาทต่อหน่วย

ขณะที่เอกชนผู้ประกอบธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่เข้าร่วมพัฒนาโครงการฯ ต้องรับภาระค่าธรรมเนียมจดทะเบียนการโอนอสังหาริมทรัพย์ 2% ของราคาที่อยู่อาศัย และค่าธรรมเนียมจดทะเบียนการจำนอง 1% ของมูลค่าจำนองเป็นระยะเวลา 2 ปี และรับภาระค่าใช้จ่ายส่วนกลางในปีที่ 1 รวมทั้งให้ส่วนลดพิเศษไม่น้อยกว่า 2% จากราคาขายสุทธิหลังหักส่วนลดปกติแล้ว

ทั้งนี้ กระทรวงการคลัง คาดว่า การดำเนินโครงการบ้านประชารัฐจะก่อให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจ และสังคม โดยการเพิ่มโอกาสให้ประชาชนทั่วไปโดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อยครอบคลุมทั้งผู้มีรายได้ประจำ ได้แก่ ข้าราชการ พลเรือน ทหาร ตำรวจ และบุคลากรทางการศึกษา และผู้ที่มีรายได้ไม่แน่นอน หรืออาชีพอิสระสามารถมีที่อยู่อาศัยหลังแรกเป็นของตนเอง อีกทั้งยังช่วยเพิ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจในภาคอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยตรง เนื่องจากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เป็นธุรกิจที่มีความเชื่อมโยงกับธุรกิจอื่นๆ (Value Chain) ที่เกี่ยวข้องจำนวนมาก นอกจากนี้ ยังเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดสรรทรัพยากรในระบบเศรษฐกิจ

ธอส.ขานรับนโยบายรัฐเปิดยื่นขอสินเชื่อ 23 มี.ค.นี้

นางไลวรรณ ปองเสงี่ยม รองกรรมการผู้จัดการ รักษาการในตำแหน่งกรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า ตามที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติเห็นชอบจัดทำโครงการบ้านประชารัฐเพื่อช่วยสร้างโอกาสให้ประชาชนทั่วไป ครอบคลุมข้าราชการพลเรือน ทหาร ตำรวจ และบุคลากรทางการศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มผู้มีรายได้น้อยที่ไม่เคยมีกรรมสิทธิ์ในที่อยู่อาศัยมาก่อนให้มีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง ธอส.ในฐานะสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐที่มีพันธกิจหลักในการให้บริการสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยแก่ผู้มีรายได้น้อย และปานกลาง ได้รับมอบหมายจากภาครัฐให้สนับสนุนสินเชื่อ “โครงการบ้านประชารัฐ” วงเงินรวม 30,000 ล้านบาท

สำหรับวงเงิน 30,000 ล้านบาทดังกล่าว แบ่งเป็น 1.สินเชื่อพัฒนาโครงการ (Pre Finance) วงเงิน 10,000 ล้านบาท ให้กู้สำหรับผู้ประกอบธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์นำไปจัดทำโครงการที่อยู่อาศัยให้แก่ผู้มีรายได้น้อยที่เข้าร่วมโครงการบ้านประชารัฐ อัตราดอกเบี้ยคงที่ปีที่ 1-2 เท่ากับ 4% ต่อปี ปีที่ 3 จนถึงตลอดอายุสัญญาเงินกู้ อัตราดอกเบี้ยไม่ต่ำกว่า MLR-1% ต่อปี (ปัจจุบัน อัตราดอกเบี้ย MLR อยู่ที่ 6.65% ต่อปี)

2.สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย (Post Finance) สำหรับประชาชนทั่วไป วงเงินรวม 20,000 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยผ่อนปรนแยกออกเป็น 1.วงเงินกู้เพื่อซื้อ หรือก่อสร้างที่อยู่อาศัยราคาไม่เกิน 700,000 บาท หรือกรณีกู้เพื่อซ่อมแซม หรือต่อเติมวงเงินไม่เกิน 500,000 บาท คิดอัตราดอกเบี้ย 0% นาน 1 ปีแรก ปีที่ 2-3 อัตราดอกเบี้ย 2% ต่อปี ปีที่ 4-6 อัตราดอกเบี้ย 5% ต่อปี และปีที่ 7 จนถึงตลอดอายุสัญญา อัตราดอกเบี้ย MRR-0.75% ต่อปี (ปัจจุบัน อัตราดอกเบี้ย MRR อยู่ที่ 6.75% ต่อปี)

2.วงเงินกู้เพื่อซื้อหรือก่อสร้างที่อยู่อาศัยราคามากกว่า 700,000 บาทแต่ไม่เกิน 1.5 ล้านบาท คิดอัตราดอกเบี้ยคงที่ปีที่ 1-3 เท่ากับ 3% ต่อปี ปีที่ 4-6 อัตราดอกเบี้ย 5% ต่อปี และปีที่ 7 จนถึงตลอดอายุสัญญา กรณีลูกค้าสวัสดิการ อัตราดอกเบี้ย MRR-1% ต่อปี และกรณีลูกค้ารายย่อยทั่วไป อัตราดอกเบี้ย MRR-0.75% ต่อปี โดยผู้มีสิทธิ์เข้าร่วมโครงการจะต้องไม่เคยมีกรรมสิทธิ์ในที่อยู่อาศัยมาก่อน ยกเว้นกรณีซ่อมแซมหรือต่อเติมที่อยู่อาศัย ซึ่งมูลค่ารวมของที่ดินและที่อยู่อาศัย ที่จะขอกู้เพื่อซ่อมแซมหรือต่อเติมต้องไม่เกิน 1.5 ล้านบาท

“วัตถุประสงค์ให้กู้เพื่อซื้อ ปลูกสร้าง ซ่อมแซม/ต่อเติม และซื้อทรัพย์ NPA ซึ่ง ธอส.มีทรัพย์ที่เข้าร่วมโครงการกว่า 2,300 รายการ” นางไลวรรณ กล่าว

นอกจากนี้ เพื่อให้ลูกค้าประชาชนมีโอกาสได้รับวงเงินกู้ที่สูงขึ้นเพียงพอต่อการซื้อบ้านในฝันของตนเอง ธอส.จึงผ่อนปรนสัดส่วนความสามารถชำระหนี้ต่อรายได้ (Debt Service Ratio หรือ DSR) เพิ่มเป็นสูงสุดไม่เกิน 50% ของรายได้สุทธิต่อเดือนกรณีลูกค้ารายย่อย กรณีลูกค้าสวัสดิการที่ทำข้อตกลงหักเงินเดือนกับธนาคารจะใช้ DSR ที่ 80% ของรายได้สุทธิ ผ่อนชำระนานสูงสุด 30 ปี ซึ่งจะทำให้วงเงินกู้ของลูกค้าเพิ่มสูงขึ้น และอัตราผ่อนชำระรายเดือนลดลง อาทิ กรณีวงกู้ไม่เกิน 700,000 บาท เริ่มต้นผ่อนชำระ 3 ปีแรกเพียง 3,000 บาท/เดือน วงเงินกู้ 1.5 ล้านบาท เริ่มต้นผ่อนชำระ 7,200 บาท/เดือน กรณีกู้ซ่อมแซม/ต่อเติม วงเงินกู้ไม่เกิน 500,000 บาท เริ่มต้นผ่อนชำระ 2,100 บาท/เดือน

ลูกค้าที่สนใจสามารถติดต่อยื่นคำขอกู้ และทำนิติกรรมได้ภายในระยะเวลา 2 ปี นับตั้งแต่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในวันที่ 22 มีนาคม 2559 หรือภายใต้กรอบวงเงิน 20,000 ล้านบาท

ออมสินคาดประชนแห่ขอสินเชื่อกว่า 20,000 ราย

ด้านนายชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ตามที่รัฐบาลได้มีนโยบายจัดหาที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อย โดยกำหนดหลักเกณฑ์การให้สินเชื่อบ้านในอัตราดอกเบี้ยต่ำภายใต้ “โครงการ บ้านประชารัฐ” โดยธนาคารออมสินได้จัดสรรวงเงิน 20,000 ล้านบาท ระยะเวลาโครงการไม่เกิน 2 ปี ปล่อยกู้ให้แก่ประชาชนทั่วไปสำหรับซื้อบ้านใหม่ หรือที่สร้างเสร็จพร้อมอยู่ และทรัพย์สินรอการขาย (NPAs) ของสถาบันการเงิน และบริษัทบริหารสินทรัพย์ฯ หรือบ้านมือสอง ที่เข้าร่วมโครงการบ้านประชารัฐเท่านั้น (ที่ดินพร้อมบ้าน หรือห้องชุด)

แต่มีข้อแม้ว่าจะต้องเป็นบ้านหลังแรก หรือจะกู้เพื่อปลูกสร้างบ้าน รายละไม่เกิน 1.5 ล้านบาท รวมทั้งการปล่อยกู้เพื่อต่อเติม/ซ่อมแซมบ้านในที่ดินของตนเอง วงเงินกู้ไม่เกิน 500,000 บาท หลักเกณฑ์ปล่อยสินเชื่อแบบมาก่อนได้ก่อน เมื่อหมดวงเงินถือว่าสิ้นสุดโครงการ

ทั้งนี้ ธนาคารฯ ไม่จำกัดรายได้ผู้กู้ แต่สัดส่วนภาระผ่อนชำระหนี้รวมต่อรายได้สุทธิรวม (DTI) ต้องไม่เกิน 50% กำหนดอัตราดอกเบี้ยคงที่เป็นขั้นบันไดในช่วง 6 ปีแรก ระยะเวลาผ่อนสูงสุด 30 ปี โดยกำหนดอัตราดอกเบี้ยแบ่งเป็น 2 วงเงิน คือ 1.วงเงินกู้ไม่เกิน 700,000 บาท ปีที่ 1 อัตราดอกเบี้ยคงที่ 0% เงินงวดประมาณ 3,000 บาท ปีที่ 2-3 ดอกเบี้ยคงที่ 2%

เงินงวด 3,000 บาท ปีที่ 4-6 ดอกเบี้ยคงที่ 5% เงินงวด 4,000 บาท ปีที่ 7 เป็นต้นไป ดอกเบี้ย MRR-1.475% (ปัจจุบัน MRR ของธนาคารออมสิน = 7.475%) เงินงวด 4,500 บาท 2.วงเงินกู้ 700,001 บาท-1.5 ล้านบาท ปีที่ 1-3 ดอกเบี้ยคงที่ 3% เงินงวด 7,200 บาท ปีที่ 4-6 ดอกเบี้ยคงที่ 5% เงินงวด 8,600 บาท ปีที่ 7 เป็นต้นไป อัตราดอกเบี้ย MRR-1.475 ถึง MRR-1.725% เงินงวด 7,900-9,100 บาท

สำหรับคุณสมบัติผู้มีสิทธินั้น เป็นผู้มีรายได้น้อยรวมถึงผู้มีรายได้ประจำ ได้แก่ ข้าราชการพลเรือน ทหาร ตำรวจ บุคลากรทางการศึกษา และผู้มีรายได้ไม่แน่นอน หรืออาชีพอิสระ ภายใต้เงื่อนไขไม่เคยมีกรรมสิทธิ์ในที่อยู่อาศัย ไม่มีชื่อ หรือเคยเป็นเจ้าบ้าน ในทะเบียนบ้านที่นำมาแสดงเป็นหลักฐานยื่นกู้ และต้องมีชื่อเป็นผู้อาศัย ในทะเบียนบ้านไม่น้อยกว่า 3 ปี

ทั้งนี้ การปล่อยกู้โครงการบ้านประชารัฐไม่ทำให้ความเสี่ยงสูงขึ้น เพราะยังคงเงื่อนไขวิเคราะห์สินเชื่อตามปกติ เพียงแค่ปล่อยกู้ให้ผู้มีรายได้น้อยที่มีความสามารถชำระหนี้โดยให้ดอกเบี้ยถูกลง เพื่อให้ผ่อนค่างวดถูกลง เข้าถึงสินเชื่อง่ายขึ้น โดยรัฐบาลไม่ต้องชดเชยส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยให้ธนาคารออมสินจากโครงการดังกล่าว เนื่องจากเป็นหน้าที่ของสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ ที่สนับสนุนประชาชนผู้มีรายได้น้อยมีที่อยู่อาศัยเป็นของตัวเอง และดอกเบี้ยถูกไม่ได้มุ่งหวังกำไร เพียงแต่สามารถบริหารจัดการได้โดยไม่ขาดทุน คาดว่าจะปล่อยสินเชื่อให้ผู้มีรายได้น้อยราว 2 หมื่นราย หรือเฉลี่ยรายละประมาณ 1 ล้านบาท

เอกชนหนุนบ้านประชารัฐคาดดันตลาดโต 5%

นายอธิป พีชานนท์ นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร กล่าวว่า โครงการบ้านประชารัฐจะช่วยให้ตลาดบ้านราคาต่ำกว่า 1.5 ล้านบาท ซึ่งกลุ่มนี้มีส่วนแบ่งตลาดอยู่ราว 15-20% เติบโตขึ้นมาก โดยเฉพาะในต่างจังหวัดที่มีจำนวนบ้านราคาไม่เกิน 1.5 ล้านบาทจำนวนมาก แม้ว่าผู้บริโภคในต่างจังหวัดจะได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจและภัยแล้งก็ตาม แต่เชื่อว่ายังมีกลุ่มผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อแต่ยังชะลอการตัดสินใจอยู่ หันมาซื้อบ้านเพื่อรับสิทธิประโยชน์จากโครงการฯ

“อย่างไรก็ตามการที่รัฐบาลไม่จำกัดเพดานรายได้ของผู้ที่จะเข้าร่วมโครงการจะช่วยให้ขยายฐานลูกค้าออกไปได้กว้างขึ้น แต่เชื่อว่าจะไม่ทำให้ผู้ที่มีรายได้สูงมาแย่งเข้าร่วมโครงการ เพราะกำหนดให้เป็นบ้านหลังแรกราคาไม่เกิน 1.5 ล้านบาท เพราะกลุ่มที่มีรายได้สูงก็ไม่อยากซื้อบ้านต่ำกว่า 1.5 ล้านบาทเพราะไม่ตรงกับความต้องการของตนเอง”นายอธิปกล่าว

แม้ว่าตลาดดังกล่าวจะเติบโตมากจากโครงการบ้านประชารัฐ แต่เนื่องจากบ้านราคาไม่เกิน 1.5 ล้านบาทมีส่วนแบ่งตลาดน้อยจึงทำให้ตลาดอสังหาฯโดยรวมเติบโตได้ไม่มากประมาณ 5% เท่านั้น มาตรการดังกล่าวจะช่วยสร้างความคึกคักให้แก่ตลาดอสังหาฯโดยรวมได้เป็นอย่างดี

สำหรับโครงการบ้านประชารัฐที่ดำเนินโครงการโดยกรมธนารักษ์ คาดว่าจะสามารถเริ่มโครงการได้เลย โดยมีทั้งจ้างเอกชนรับเหมาก่อสร้างโครงการ และให้เอกชนเป็นผู้ลงทุน-บริหารโครงการ ซึ่งในเบื้องต้นจะมี 6 โครงการ โดยในจำนวน 1 โครงการ ซ.วัดไผ่ตัน ย่านสะพานควาย จะพัฒนาในรูปแบบอพาร์ตเมนต์ให้เช่า เนื่องจากอยู่ในทำเลที่ดี โดยจะกำหนดรายได้ของผู้เช่าเพื่อให้สำหรับผู้มีรายได้น้อยและกำหนดระยะเวลาเช่าประมาณ 1 ปีหรือจนกว่ารายได้จะเกินกว่าที่ธนารักษ์กำหนด

เผยสต๊อกบ้านไม่เกิน 1.5 ล้าน 36,100 หน่วย

ด้านนายสัมมา คีตสิน ผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ กล่าวว่า โครงการบ้านประชารัฐโดยหลักการถือเป็นโครงการที่ดีช่วยให้ผู้มีรายได้น้อย-ปานกลางได้มีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง รวมถึงการซ่อมแซมบ้าน NPA ของสถาบันการเงิน ซึ่งจะช่วยระบายสต๊อกที่มีอยู่ในตลาดออกไปได้ โดยคาดว่าวงเงินสินเชื่อแก่ผู้กู้รายย่อย 40,000 ล้านบาท จะช่วยให้ประชาชนสามารถซื้อบ้านได้กว่า 40,000 ยูนิต และการที่รัฐบาลเริ่มดำเนินโครงการตั้งแต่ 23 มีนาคมนี้เป็นต้นไปจนกว่าวงเงินจะหมด ประกอบการมาตรการกระตุ้นอสังหาฯ ที่จะหมดอายุลงในวันที่ 28 เมษายน จะช่วยให้ตลาดในช่วงเดือนมีนาคมเป็นต้นไปคึกคักขึ้นมากยิ่งขึ้น และจะช่วยให้ตลาดอสังหาฯ ในปี 59 เติบโตขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

สำหรับหน่วยที่อยู่อาศัยเหลือขาย ราคาไม่เกิน 1.5 ล้านบาท เฉพาะที่ผู้ประกอบการสร้างขายทั้งประเทศมีจำนวน 36,100 หน่วย แบ่งเป็นคอนโดมิเนียมในเขตกรุงเทพฯ-ปริมณฑล จำนวน 20,300 หน่วย ในภูมิภาคมีจำนวน 6,500 หน่วย คอนโดฯ ราคาไม่เกิน 1.5 ล้านบาท มีส่วนแบ่งตลาดคอนโดฯ 20-25%, ส่วนบ้านจัดสรรราคาไม่เกิน 1.5 ล้านบาท ในเขตกรุงเทพฯ-ปริมณฑล มีจำนวน 2,900 หน่วย ภูมิภาค 6,400 หน่วย คิดเป็น 5% ของตลาดบ้านจัดสรร ซึ่งหากรวมที่อยู่อาศัยทั้ง 2 ประเภทจะพบว่าที่อยู่อาศัยไม่เกิน 1.5 ล้านบาทคิดเป็น 20% ของตลาดรวม


กำลังโหลดความคิดเห็น...