บมจ.ไมเนอร์ อินเตอร์เนชันแนล เชื่อมั่นประเทศไทยจากพื้นฐานประเทศที่มีเศรษฐกิจแข็งแรง พร้อมรุกตลาดลงทุนเพิ่ม เน้นบริษัทจดทะเบียนควรมีบรรษัทภิบาล และการส่งเสริมงานด้านการวิจัยและพัฒนา เพื่อการดำเนินธุรกิจที่มีความยั่งยืน
นายวิลเลียม เอ็ลล์วู๊ด ไฮเน็ค ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ไมเนอร์ อินเตอร์เนชันแนล หรือ MINT กล่าวว่า ในปัจจุบันนี้ กลุ่มธุรกิจของบริษัทไมเนอร์ อินเตอร์เนชันแนล ได้เปิดตัวโรงแรมถึงสี่โรงแรมในประเทศแซมเบีย นามีเบีย เลโซโท และบอตสวานา ซึ่งเป็นความร่วมมือในลักษณะ Joint Venture กับเครือ Sun International ในทวีปแอฟริกา เนื่องจาก บริษัทไมเนอร์ อินเตอร์เนชันแนล มีวิสัยทัศน์ในการลงทุนในประเทศต่างๆ ที่คาดว่าจะได้รับผลตอบแทนระยะยาวในระดับสูง เช่น ประเทศแอฟริกา เวียดนาม อินโดนีเซีย และไทย ซึ่งการลงทุนในธุรกิจโรงแรมนี้สามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ การเป็นเจ้าของโรงแรม และการเข้าไปบริหารโรงแรม
นอกจากกลุ่มธุรกิจโรงแรมแล้ว บริษัทไมเนอร์ อินเตอร์เนชันแนล ยังมีกลุ่มธุรกิจร้านอาหารทั้งในรูปแบบแฟรนไชส์ และการเป็นเจ้าของร้านอาหารแต่ละสาขาเอง เช่น สเวนเซ่นส์ และพิซซ่า คอมปานี ซึ่งในปีที่ผ่านมา ทางบริษัทได้ร่วมทุนในลักษณะ Joint Venture กับกิจการของ Bread Talk ร่วมกับบริษัทแม่ในประเทศสิงคโปร์ เพื่อเป็นการขยายโอกาสทางธุรกิจของบริษัทต่อไปในอนาคต
“สำหรับการลงทุนในประเทศต่างๆ นั้น บริษัทฯ ได้เล็งเห็นโอกาสทางธุรกิจร้านอาหารไทยในต่างประเทศ จึงซื้อกิจการร้าน Thai Taste ในประเทศสิงคโปร์ รวมถึงเปิดโรงเรียนสอนทำอาหารไทย และอาหารฝรั่งเศส สำหรับในประเทศจีนนั้น ทางบริษัทมีการลงทุนทั้งในด้านกลุ่มธุรกิจโรงแรม และร้านอาหารที่เมืองปักกิ่ง และเซี่ยงไฮ้ ซึ่งสามารถทำกำไรได้ถึงร้อยละ 12 ของรายได้บริษัท อีกทั้งยังได้แสดงความเชื่อมั่นในการลงทุนในกลุ่มประเทศแอฟริกา ว่า ถึงแม้ว่าจะมีกรณีการแพร่ระบาดของโรคอีโบล่า ทางบริษัทยังคาดหวังว่าเมื่อการแพร่ระบาดได้สิ้นสุดลงแล้ว กลุ่มประเทศแอฟริกาจะสามารถฟื้นตัวทางเศรษฐกิจได้ ดังเช่นกรณีการแพร่ระบาดของโรค SARS หรือภัยธรรมชาติต่างๆ เช่น สึนามิ ที่ในปัจจุบันแต่ละประเทศในโลกสามารถฟื้นตัวทั้งทางเศรษฐกิจ ความเชื่อมั่นผู้ลงทุนต่างชาติ และทางสังคมได้รวดเร็วกว่าในอดีตมาก”
อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ มั่นใจในการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของประเทศไทย เนื่องจากในปีที่ผ่านมา แม้จะมีปัญหาความไม่มั่นคงทางการเมือง ประเทศไทยก็ยังสามารถทำรายได้ให้แก่กลุ่มธุรกิจร้านอาหารของบริษัทอย่างต่อเนื่อง ซึ่งบริษัทฯ เคยหมดความเชื่อมั่นในประเทศไทย เนื่องจากโดยพื้นฐานแล้วประเทศไทยเป็นประเทศที่มีรากฐานทางเศรษฐกิจแข็งแรง แม้จะประสบกับปัญหาทางการเมืองอยู่เป็นระยะ ซึ่งกลยุทธ์ที่กลุ่มธุรกิจโรงแรมในประเทศไทยตัดสินใจขึ้นราคาที่พักระหว่างที่ตลาดการท่องเที่ยวซบเซานั้นเป็นกลยุทธ์ที่ชาญฉลาด เพราะเมื่อปัญหาความไม่มั่นคงทางการเมืองได้ผ่านพ้นไป และนักท่องเที่ยวกลับเข้ามาในประเทศไทย กลุ่มธุรกิจโรงแรมก็ไม่จำเป็นต้องลดค่าที่พัก และทำให้ได้รับผลกำไรในระยะยาวมากขึ้น
สิ่งที่สำคัญที่บริษัทจดทะเบียนควรเน้นย้ำให้ความสำคัญคือ การส่งเสริมงานด้านการวิจัยและพัฒนาบริษัท ซึ่งทาง บมจ.ไมเนอร์ อินเตอร์เนชันแนล ให้ความสำคัญมาก เพราะการลงทุนในตลาดใหม่ๆ เช่น กลุ่มประเทศในแอฟริกา มีความเสี่ยงสูง แต่สิ่งที่จะตามมาแน่นอนก็คือ ผลตอบแทนในระยะยาวที่สูงเช่นกัน โดยบริษัทได้คาดการณ์ผลตอบแทนจากธุรกิจในกลุ่มประเทศแอฟริกา ไว้ถึงร้อยละ 19
“การลงทุนของบริษัทจะไม่คำนึงแค่ผลกำไรของบริษัท หากแต่การลงทุน และการบริหารงานที่ทำให้บริษัทไมเนอร์ อินเตอร์เนชันแนลโดดเด่นกว่าบริษัทอื่นๆ และสามารถทำให้ราคาหุ้นของบริษัทพุ่งทะยานได้ในทุกวันนี้คือ การบริหารที่เน้นให้ทรัพยากรมนุษย์เป็นศูนย์กลางในการบริหาร กล่าวคือ บริษัทฯ เชื่อว่าการสร้างแบรนด์ให้แก่สินค้านั้นสำคัญมากที่พนักงานบริษัทที่เป็นผู้ร่วมสร้างแบรนด์จะด้องมีความมุ่งมั่นตั้งใจในการทำงาน ดังนั้น การลงทุนที่สำคัญที่สุดคือ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และวัฒนธรรมองค์กร”



