xs
xsm
sm
md
lg

เมื่อ “เมย์” ไร้ “เม็นส์” / กษิติ กมลนาวิน ราชวังสัน

เผยแพร่:   โดย: MGR Online

คอลัมน์ EYE ON SPORTS โดย กษิติ กมลนาวิน ราชวังสัน

หลังจากที่ “เมย์” รัชนก อินทนนท์ คว้าแช้มพ์ ซิงคโปร์ โอเพิ่น ซุพเพ่อร์ซีรี่ส์ (2016 Singapore Open Superseries) ที่ ประเทศซิงคโปร์ มาได้สำเร็จเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ทำให้เธอกำลังจะเป็นนักแบ๊ดมินเติ้นหญิง ชาวไทย คนแรกในประวัติศาสตร์ที่ครองมือ 1 ของโลก ซึ่งจะมีการประกาศอันดับอย่างเป็นทางการในวันพรุ่งนี้ หลายฝ่ายต่างก็ขุดเอาเรื่องที่ต้องรู้เกี่ยวกับเธอ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องครอบครัว ถิ่นกำเนิด ค่ายสังกัด แม่บุญธรรม หวานใจ อาหารจานโปรด การเรียน การฝึกซ้อม แรงบันดาลใจ หรือสถิติต่างๆ รวมแล้ว 10 เรื่องบ้าง 15 เรื่องบ้าง มาเปิดเผยให้แฟนกีฬาได้รู้จักตัวตนของสาวน้อยคนนี้ดียิ่งขึ้น ส่วนผม อยากจะพูดเพียงเรื่องเดียวเท่านั้นคือ เรื่อง “ประจำเดือน”

คนไทยมักเรียก ประจำเดือน ว่า “เม็นส์” อาจเป็นเพราะว่ามันมาจากคำว่า เม็นสตรูเอเชิ่น (Menstruation) ในภาษาอังกฤษ มันก็คือสิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติของมนุษย์เพศแม่ เป็นเลือดที่เกิดจากการหลุดลอกของเยื่อบุโพรงมดลูก โดยแต่ละรอบเดือนจะมีช่วงเวลาประมาณ 26-30 วัน ขึ้นอยู่กับแต่ละคน พูดง่ายๆก็คือ ประจำเดือน จะมาเฉลี่ยเดือนละครั้งนั่นเอง

มันจะมีฮอร์โมนอยู่ 2 ชนิด ตัวแรกคือ เอ๊สโตรเจ็น (Estrogen) ฮอร์โมนสำคัญของเพศหญิงที่ทำให้ผิวเนียนนุ่ม มีเต้านม เตรียมพร้อมเป็นแม่ เต้านมจะช่วยผลิตน้ำนม และกระตุ้นให้เกิดความเจริญเติบโตเมื่อเข้าสู่วัยสาว นอกจากนั้น ฮอร์โมนชนิดนี้ยังมีประโยชน์อื่นๆอีกมากมาย ฮอร์โมนอีกตัวคือ โพรเจ๊สสเตอโรน (Progesterone) เป็นฮอร์โมนที่ช่วยกระตุ้นให้เยื่อบุผนังมดลูกชั้นในหนาตัวขึ้น เพื่อเตรียมการตั้งครรภ์ โดย เอ๊สโตรเจ็น นั้นจะไปกระตุ้นให้มดลูกขยาย พร้อมจะหดรัดตัว แต่ โพรเจ๊สเตอโรน จะไปยับยั้งไม่ให้มดลูกรัดตัวมากเกินไป เพื่อให้ทารกฝังตัวที่มดลูกได้ ฮอร์โมน 2 ชนิดนี้แหละครับที่ควบคุมการสร้างและหลุดลอกของเยื่อบุโพรงมดลูก ซึ่งระดับฮอร์โมนทั้งสองจะมีความสัมพันธ์กับการตกไข่จากรังไข่

ผู้หญิงที่อยู่ในวัยมีประจำเดือนนั้นมักจะมีอาการแสดงก่อนจะมีประจำเดือน โดยส่วนใหญ่ก็จะปวดท้อง ปวดเมื่อยหลัง ปวดศีรษะ เกิดอาการเจ็บบริเวณหน้าอก ตัวบวม ขี้หงุดหงิด อารมณ์เปลี่ยนแปลงง่าย และที่สำคัญคือ อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย อันนี้แหละที่ผู้หญิงทุกๆคนที่เอาดีทางกีฬาจะต้องเผชิญ มันจัดว่าเป็นอุปสรรคใหญ่หลวงเลยทีเดียว ต่อให้เป็นนักกีฬาเก่งขนาดไหน ตั้งใจฝึกซ้อมมาอย่างดี มีวินัย ฟิทร่างกายมาเต็มที่ วางแผนการแข่งขันอย่างละเอียด แถมมีกำลังใจเหลือล้น แต่ก็ต้องมาตกม้าตายเพราะในวันแข่งขันดันมี “เม็นส์” ยิ่งเวลามาแต่ละที ไหลราวกับน้ำตก เรี่ยวแรงหดหาย จบเห่กันพอดี

ในช่วงที่ผ่านมา การเผชิญกับปัญหาดังกล่าวมันช่างทุกข์ทรมานเหลือเกิน การมีเม็นส์ในช่วงที่ตรงกับการแข่งขันย่อมส่งผลอย่างมากมาย สภาพร่างกายและจิตใจไม่ปกติ ร่างกายอ่อนแรง ยืนระยะไม่ได้นาน หากไม่สามารถแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้ ผลการแข่งขันก็ขึ้นๆลงๆ แช้มพ์หรือไม่แช้มพ์ขึ้นอยู่กับว่า เม็นส์มาหรือไม่

ปัญหากวนใจของนักกีฬาสาวๆก็คือเรื่องประจำเดือนมาตรงวันสำคัญพอดี มันจะกระทบความพร้อมของร่างกายและจิตใจ ทำให้รู้สึกร่างกายไม่ปกติเท่าที่ควร และหมดแรง เล่นเกมยาวๆลำบากแน่ อันนี้วิทยาศาสตร์ช่วยได้ เพราะมี ยาเลื่อนประจำเดือน ซึ่งก็คือ ฮอร์โมนโพรเจ๊สเตอโรน นั่นเอง มันจะช่วยให้ระดับ ฮอร์โมนโพรเจ๊สเตอโรน ไม่ลดลง จึงสามารถเลื่อนระยะเวลาของการหลุดลอกของผนังมดลูกออกไป ผลก็คือก็จะมีเม็นส์ช้าไปอีกประมาณ 1 สัปดาห์ สำหรับวิธีกินยาเลื่อนประจําเดือนให้ปลอดภัยและได้ผลตามต้องการนั้น ก็ต้องกินล่วงหน้าอย่างน้อย 4-7 วัน ดังนั้น เราก็ต้องรู้ช่วงเวลาของประจำเดือนให้ชัดเจนก่อนเพื่อจะได้กะได้ถูกต้องว่าควรเริ่มกินเมื่อไร เพราะถ้ากินตอนประจำเดือนมาแล้ว ตัวยาจะไม่มีผลใดๆเลย

เมื่อวันก่อนเห็น เมย์ ซึ่งมีส่วนสูงเพียง 1.69 เมตร และกรำศึกมาอย่างโชกโชนติดๆกัน ต้องลงแข่งในรอบชิงชนะเลิศกับ ซุน หยู (Sun Yu) จากจีน ที่สูงถึง 1.83 เมตร แถมในช่วงที่ผ่านมายังผ่านการแข่งขันที่เบาบางกว่า มีเวลาพักผ่อนมากกว่า ทำให้สาวจีนน่าจะได้เปรียบทั้งรูปร่างและพละกำลัง แม้ว่า เมย์ จะมีฝีมือดีมาก แต่หลายคนคงเป็นห่วงในเรื่องเรี่ยวแรงของเธอ ซึ่งถ้าบวกปัญหาเรื่อง เม็นส์ เข้าไปอีกก็คงน่าหนักใจ แต่ผมอยากจะบอกว่า เดี๋ยวนี้ เมย์ ไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้ว การนำวิทยาศาสตร์การกีฬาเข้ามาใช้กับนักกีฬา มันส่งผลให้เห็นได้ชัดเจนจริงๆครับ


กำลังโหลดความคิดเห็น...