xs
xsm
sm
md
lg

คู่หูองศาเดือด! ปัจจัยสู่แชมป์

เผยแพร่:   โดย: MGR Online

คู่หู คาร์โรลล์ และ ซัวเรซ (7)
ASTVผู้จัดการสุดสัปดาห์-ขึ้นชื่อว่าพระเอกแม้บุกตะลุยมาแล้วร้อยเอ็ดเจ็ดย่านน้ำก็จำเป็นต้องมีคู่หูข้างกายภารกิจจึงจะสำเร็จลุล่วง ฉันใดก็ฉันนั้น กองหน้าชั้นดีก็ต้องมีคู่ขาชั้นยอดถึงจะสามารถพาทีมประสบความสำเร็จเช่นกัน

เหตุที่เกริ่นเช่นนี้เนื่องจาก แอนดี คาร์โรลล์ แข้งค่าตัวแพงระยิบของ ลิเวอร์พูล เพิ่งออกมาหยอดคำหวานใส่ หลุยส์ ซัวเรซ เพื่อนร่วมชายคา แอนฟิลด์ ว่าคือศูนย์หน้าที่เข้าขารู้ใจทั้งยิงทั้งจ่ายมีประโยชน์กับทีมล้นเหลือ แม้เกมที่บุกชนะ เวสต์ บรอมวิช อัลเบียน 2-0 จะผลิตสกอร์ไม่ได้ แต่ก็มีส่วนกับทั้ง 2 ประตูที่ทำได้ แน่นอนว่า "หงส์แดง" ไม่มีคู่หูแบบนี้นานแล้ว ล่าสุดคือการผนึกกำลังของ สตีเวน เจอร์ราร์ด และ เฟร์นานโด ตอร์เรส แต่ทำได้ดีที่สุดก็แค่รองแชมป์ พรีเมียร์ชิป ฤดูกาล 2008-09 เท่านั้น

เทียบไม่ได้กับ ลิเวอร์พูล ยุคที่มี 2 ภูผาหินในแนวรับ อลัน แฮนเซน และ มาร์ค ลอว์เรนสัน พาทีมคว้าแชมป์ ดิวิชัน 1 ถึง 3 ปีซ้อน แชมป์ยุโรปปี 1984 อีกทั้งดับเบิลแชมป์ลีกและเอฟเอ คัพ ครั้งแรกของสโมสรเมื่อปี 1986 ถัดจากนั้นก็มี เควิน คีแกน จับคู่กับ จอห์น โตแช็ค และ เคนนี ดัลกลิช กับ เอียน รัช คู่หลังทำให้ "หงส์แดง" ได้รับฉายาว่า "เรด แมชชีน" เนื่องจากถล่มประตูเป็นว่าเล่นจนทีมคว้าแชมป์ลีก 5 สมัย แชมป์ยุโรป แชมป์ เอฟเอ คัพ 2 สมัยและแชมป์ ลีก คัพ 4 สมัย

ดังนั้น คาร์โรลล์ จึงต้องเค้นฟอร์มตัวเองโดยด่วน เพราะปีนี้ยิงในลีกไปได้แค่ 2 ประตูเท่านั้นคือเกมชนะ เอฟเวอร์ตัน และ เวสต์ บรอมวิช หากหวังจะพา ลิเวอร์พูล คว้าแชมป์ เพราะลำพังจะพึ่งแค่ ซัวเรซ แบกทีมคงไม่ไหว ส่วน เจอร์ราร์ด ก็เริ่มร่วงโรยตามวัยที่แตะหลัก 31 ปีแถมข้อเท้าติดเชื้อต้องพักอีก 3 สัปดาห์

ที่ผ่านมา แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ต่างก็ต้องอาศัยพลังขับเคลื่อนของ 2 นักเตะที่เกื้อหนุนกันจนครองความเป็นมหาอำนาจเวที พรีเมียร์ชิป ย้อนไปไม่นาน แอนดี โคล กับ ดไวท์ ยอร์ค คู่หัวหอกนิลกาฬที่แม้ "หน้าตาจะไม่หล่อ แต่ฝีเท้าหล่อมาก" ช่วยถลุงรวมกัน 53 ประตูจน "ผีแดง" เข้าป้ายทริปเปิลแชมป์ ถัดมาก็เป็น เวย์น รูนีย์ กับ คริสเตียโน โรนัลโด ที่คว้าแชมป์ลีก 3 ปีติดต่อกัน หนึ่งในนั้นมีดับเบิลแชมป์จากการซิวถ้วย ยูฟา แชมเปียนส์ ลีก ได้ด้วย

ทีมใดที่จะขึ้นมาท้าทายบัลลังก์แชมป์ของ แมนฯยู จึงจำเป็นต้องมี "พระเอก" และก็ "พระรอง" จะเห็นได้จาก แบล็คเบิร์น โรเวอร์ส ที่เบียดคว้าแชมป์ พรีเมียร์ชิป ชนิดลุ้นกันระทึกจนถึงนัดสุดท้ายของฤดูกาล 1994-95 จากการที่มีคู่กองหน้ารหัสอันตราย "SAS" อย่าง อลัน เชียเรอร์ และ คริส ซัตตัน รายแรกซัดไป 34 ประตูรายหลังบวกอีก 15 ประตู ตามด้วย อาร์เซนอล ที่มีแกนหลักอย่าง เธียร์รี อองรี และ เดนนิส เบิร์กแคมป์ กระชากแชมป์ลีกมาครองได้ 2 สมัยและแชมป์ เอฟเอ คัพ อีก 3 สมัย

เพราะสมัยนี้จะหาฟุตบอลชายเดี่ยวอย่าง ดิเอโก มาราโดนา ที่พา นาโปลี ซิวแชมป์ลีกอิตาลี 2 สมัยอย่างช่วงปลายทศวรรษ 80 ไม่มีอีกแล้ว แต่ฤดูกาลนี้อย่าลืมว่าไม่ใช่แค่ ลิเวอร์พูล ที่มีคู่หน้าอันตราย ที่พระกาฬไปกว่านั้นต้องยกนิ้วให้กับ เซร์คิโอ อกูเอโร และ เอดิน เซโก ของ แมนเชสเตอร์ ซิตี ทั้งคู่ยิงรวมกันไปแล้ว 18 ประตู ดังนั้นไม่แปลกใจหาก "เรือใบสีฟ้า" จะก้าวไปคว้าแชมป์ในบั้นปลายเนื่องจากมีหนึ่งในองค์ประกอบของทีมที่จะประสบความสำเร็จอยู่ในมือแล้ว

เรื่อง สรเดช เพชรแสงใสกุล