คอลัมน์ EYE ON SPORTS โดย กษิติ กมลนาวิน
แต่เดิมนั้น บริษัท แมนเชสเตอร์ ซิตี้ จำกัด ( Manchester City Limited ) ซึ่งเป็นเจ้าของ สโมสรฟุตบอล แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ( Manchester City FC ) เคยมีหุ้นแบ่งออกเป็น 54 ล้านหุ้น ผลงานไม่ดีเอาเลย เงินทองก็เกลี้ยงกระเป๋า ต้องประกาศขายหุ้นตอนปลายปี 2006 แล้วเมื่อ พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร แสดงความสนใจอยากซื้อ แมนฯ ซิตี้ ในช่วงกลางปี 2007 ทางผู้ถือหุ้นส่วนใหญ่ได้ประชุมหารือกัน ในที่สุดก็ตกลงขายให้ โดย คุณทักษิณ ใช้บริษัท UK Sports Investments Limited ( UKSIL ) เข้ามาซื้อด้วยราคา 81.6 ล้านปอนด์ หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 5,700 ล้านบาท
ตั้งแต่ปี 1995 หุ้นของสโมสรเรือใบสีฟ้านั้น ใครๆก็เข้าทำการซื้อ-ขายกันได้ในตลาดหลักทรัพย์ พลัส ( PLUS ) ซึ่งเป็นตลาดหลักทรัพย์ของกรุงลอนดอน มี 222 บริษัทจดทะเบียนให้ซื้อ-ขายกัน ทั้ง อาร์เซนอล ของอังกฤษ และ เรนเจอร์ส ของสก็อตแลนด์ก็อยู่ในตลาดนี้ เมื่อ คุณทักษิณ มีหุ้นอยู่ 75 เปอร์เซ็นต์ จึงตัดสินใจนำสโมสรฯ ออกมาจากตลาด พลัส ตั้งแต่วันที่ 6 กรกฎาคม 2007 แล้วจดทะเบียนใหม่เป็นบริษัทเอกชนธรรมดา หลังจากนั้น เวลาผ่านไปหนึ่งเดือน คุณทักษิณ รวบรวมหุ้นได้ถึง 90 เปอร์เซ็นต์ คราวนี้ก็อาศัยข้อกฎหมายตามพระราชบัญญัติเกี่ยวกับบริษัท ทำการเขี่ยผู้ถือหุ้นเศษเล็กเศษน้อยออกให้หมด โดย UKSIL เป็นผู้ถือครองหุ้นทั้งหมด ท่านขึ้นเป็นประธานสโมสรฯ พ่วงด้วยลูก 2 คนคือ พิณทองทา กับ พานทองแท้ เข้ามาเป็นกรรมการในบอร์ด ส่วน จอห์น วอร์เดิล ( John Wardle ) ประธานคนก่อนก็กระเถิบลงมาเป็นแค่กรรมการ แกอยู่ได้ร่วมปีก็ขอถอนตัวออกไปเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมานี่เอง ไปพร้อมๆกับ แกรี คุค ( Garry Cook ) ผู้บริหารของ นายกี้ ( Nike ) ที่เพิ่งได้รับการแต่งตั้งเข้ามาเป็นประธานคณะกรรมการบริหารสโมสรฯ เพียง 2 เดือน
คุณทักษิณ ใช้เงินซื้อตัวนักเตะเข้ามาเสริมทัพร่วม 30 ล้านเพานด์ ซึ่งถือว่าเป็นปรากฎการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้น เพราะ 2-3 ฤดูกาลก่อนหน้านั้น เรือใบสีฟ้าเป็น 1 ในบรรดาสโมสรที่เล่นใน เพรอมิเอ ลีก ที่ถูกจัดอยู่ในอันดับการใช้เงินซื้อตัวนักเตะต่ำที่สุด อย่างไรก็ตาม โครงการที่น่าสนใจในสมัยของ คุณทักษิณ ก็คือการสร้างโครงข่ายสโมสรพันธมิตรไปในทวีปอื่นๆให้ครอบคลุมทั่วโลก โดยในทวีปยุโรปมี เอฟ ซี มอสโคว์ ( FC Moscow ) ของรัสเซีย และ กราสฮอพเพอร์ คลับ ซูริค ( Grasshopper-Club Zurich ) ของสวิส ในทวีปอัฟริกามี ธันดา รอยัล ซูลู ( Thanda Royal Zulu ) ของอัฟริกาใต้ ในทวีปออสตราเลียมี เพิร์ธ กลอรี ( Perth Glory ) ของออสตราเลีย ส่วนในเอเชียของเรานั้น ก็มีทั้ง ชางไฮ เฉินหวา ( Shanghai Shenhua ) ของจีน และ สโมสรฟุตบอล ชลบุรี ของไทยเราไงครับ
เมื่อ คุณทักษิณ ประสบปัญหาหลายด้าน ทั้งทางการเมือง คดีความต่างๆ ตลอดจน ผู้คนในประเทศอังกฤษเองก็เริ่มถามหาความเหมาะสม ในที่สุดก็ต้องยอมปล่อย เรือใบสีฟ้า ออกไป โดยเมื่อวันที่ 1 กันยายนที่ผ่านมา ดร.ซูไลมาน อัล-ฟาฮิม ( Dr. Sulaiman Al-Fahim ) แห่ง อาบู ดาบี ยูนายเต็ด กรุพ ( Abu Dhabi United Group ) ได้ดำเนินการเทคโอเวอร์เรียบร้อยด้วยจำนวนเงิน 177 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 6,000 ล้านบาท นี่เป็นการเปิดเผยของ เดอะ แนชเชินนอล ( The National ) หนังสือพิมพ์รายวันใน อาบู ดาบี เอง ซึ่งสื่อในประเทศอังกฤษล้วนให้ตัวเลขที่สูงกว่ามากคือ อยู่ระหว่าง 150-210 ล้านเพานด์ หรือประมาณ 10,000-15,000 ล้านบาท
อัล-ฟาฮิม เรียนจบปริญญาโททางเศรษฐศาสตร์และอสังหาริมทรัพย์ และปริญญาเอกทางด้านการลงทุนอสังหาริมทรัพย์จาก American University ในวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา ปัจจุบัน เขาอายุ 31 ปี เป็นผู้บริหารธุรกิจมากมาย โดยเฉพาะ ฮายดรา พร็อพเพอร์ตีส์ ( Hydra Properties ) ที่ทำธุรกิจทางด้านอสังหาริมทรัพย์ และ ฮายดรา เอ็กเซ็คคิวทีฟส์ ( Hydra Executives ) ที่ทำรายการโทรทัศน์ คล้ายกับ โดนัลด์ ทรัมพ์ ( Donald Trump ) มหาเศรษฐีนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เจ้าของรายการโทรทัศน์ เจ้าของโรงแรม กาสิโนหลายแห่งทั่วโลกของสหรัฐฯ จนมีคนเปรียบเปรยอยู่บ่อยๆ และเมื่อกลางปี 2007 นิตยสาร Arabian Business จัดให้ อัล-ฟาฮิม อยู่ในอันดับ 16 จากบรรดานักธุรกิจอาหรับที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลก 100 คน ซึ่งในประเทศไทยนั้น สื่อบางรายบอกว่า เขารวยกว่า โรมัน อบราโมวิช ( Roman Abramovich ) เจ้าของทีมเชลซีซัก 10 เท่า แต่สื่อในประเทศฝรั่งเศสบอกว่า โรมัน จะดูกลายเป็นยาจกทันที ถ้าขืนเอาทรัพย์สินมาประชันกับ อัล-ฟาฮิม เพราะมูลค่าต่างกันร่วม 50 เท่า
ฮายดรา พร็อพเพอร์ตีส์ ของเขากำลังสร้างศูนย์ฝึกฟุตบอลขึ้นใน สหรัฐอาหรับ เอมิเรตส์ โดยร่วมมือกับ อินเตร์นาซิโอนาเล ( Internazionale ) ของอิตาลี ทั้งนี้ ก็เพื่อสร้างความยิ่งใหญ่ให้กับวงการฟุตบอลของประเทศ และต้องการเห็นนักเตะเอมิเรตส์ไปโชว์ฝีเท้าในลีกอังกฤษ ในขณะเดียวกัน เขาก็จะทำให้ แมนฯ ซิตี้ เป็นสโมสรฟุตบอลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดใน เพรอมิเอ ลีก เริ่มที่การทุ่มเงิน 32.5 ล้านเพานด์ แลกกับการคว้าตัว โรบิญโญ มาจาก เรอัล มาดริด
ผมขอเรียนให้ท่านผู้อ่านทราบว่า หมดจาก ดร.ซูไลมาน อัล-ฟาฮิม แล้ว ยังมีพี่ชายอีกคนหนึ่งคือ ซัลมาน อัล-นาฮิม ( Salman Al- Nahim ) ซึ่งยิ่งรวยเป็น 2 เท่าของ อัล-ฟาฮิม และโปรดปรานทีมคู่ปรับร่วมเมืองของ เรือใบสีฟ้า นั่นคือ แมนเชสเตอร์ ยูนายเต็ด หมอนี่กระหายที่จะซื้อ ปีศาจแดง มานานแล้ว ตอนนี้วางแผนจะเปิดการเจรจากับ มัลคอล์ม เกลเซอร์ ( Malcolm Glazer ) เจ้าของทีมชาวสหรัฐฯในปีหน้าครับ
แต่เดิมนั้น บริษัท แมนเชสเตอร์ ซิตี้ จำกัด ( Manchester City Limited ) ซึ่งเป็นเจ้าของ สโมสรฟุตบอล แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ( Manchester City FC ) เคยมีหุ้นแบ่งออกเป็น 54 ล้านหุ้น ผลงานไม่ดีเอาเลย เงินทองก็เกลี้ยงกระเป๋า ต้องประกาศขายหุ้นตอนปลายปี 2006 แล้วเมื่อ พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร แสดงความสนใจอยากซื้อ แมนฯ ซิตี้ ในช่วงกลางปี 2007 ทางผู้ถือหุ้นส่วนใหญ่ได้ประชุมหารือกัน ในที่สุดก็ตกลงขายให้ โดย คุณทักษิณ ใช้บริษัท UK Sports Investments Limited ( UKSIL ) เข้ามาซื้อด้วยราคา 81.6 ล้านปอนด์ หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 5,700 ล้านบาท
ตั้งแต่ปี 1995 หุ้นของสโมสรเรือใบสีฟ้านั้น ใครๆก็เข้าทำการซื้อ-ขายกันได้ในตลาดหลักทรัพย์ พลัส ( PLUS ) ซึ่งเป็นตลาดหลักทรัพย์ของกรุงลอนดอน มี 222 บริษัทจดทะเบียนให้ซื้อ-ขายกัน ทั้ง อาร์เซนอล ของอังกฤษ และ เรนเจอร์ส ของสก็อตแลนด์ก็อยู่ในตลาดนี้ เมื่อ คุณทักษิณ มีหุ้นอยู่ 75 เปอร์เซ็นต์ จึงตัดสินใจนำสโมสรฯ ออกมาจากตลาด พลัส ตั้งแต่วันที่ 6 กรกฎาคม 2007 แล้วจดทะเบียนใหม่เป็นบริษัทเอกชนธรรมดา หลังจากนั้น เวลาผ่านไปหนึ่งเดือน คุณทักษิณ รวบรวมหุ้นได้ถึง 90 เปอร์เซ็นต์ คราวนี้ก็อาศัยข้อกฎหมายตามพระราชบัญญัติเกี่ยวกับบริษัท ทำการเขี่ยผู้ถือหุ้นเศษเล็กเศษน้อยออกให้หมด โดย UKSIL เป็นผู้ถือครองหุ้นทั้งหมด ท่านขึ้นเป็นประธานสโมสรฯ พ่วงด้วยลูก 2 คนคือ พิณทองทา กับ พานทองแท้ เข้ามาเป็นกรรมการในบอร์ด ส่วน จอห์น วอร์เดิล ( John Wardle ) ประธานคนก่อนก็กระเถิบลงมาเป็นแค่กรรมการ แกอยู่ได้ร่วมปีก็ขอถอนตัวออกไปเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมานี่เอง ไปพร้อมๆกับ แกรี คุค ( Garry Cook ) ผู้บริหารของ นายกี้ ( Nike ) ที่เพิ่งได้รับการแต่งตั้งเข้ามาเป็นประธานคณะกรรมการบริหารสโมสรฯ เพียง 2 เดือน
คุณทักษิณ ใช้เงินซื้อตัวนักเตะเข้ามาเสริมทัพร่วม 30 ล้านเพานด์ ซึ่งถือว่าเป็นปรากฎการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้น เพราะ 2-3 ฤดูกาลก่อนหน้านั้น เรือใบสีฟ้าเป็น 1 ในบรรดาสโมสรที่เล่นใน เพรอมิเอ ลีก ที่ถูกจัดอยู่ในอันดับการใช้เงินซื้อตัวนักเตะต่ำที่สุด อย่างไรก็ตาม โครงการที่น่าสนใจในสมัยของ คุณทักษิณ ก็คือการสร้างโครงข่ายสโมสรพันธมิตรไปในทวีปอื่นๆให้ครอบคลุมทั่วโลก โดยในทวีปยุโรปมี เอฟ ซี มอสโคว์ ( FC Moscow ) ของรัสเซีย และ กราสฮอพเพอร์ คลับ ซูริค ( Grasshopper-Club Zurich ) ของสวิส ในทวีปอัฟริกามี ธันดา รอยัล ซูลู ( Thanda Royal Zulu ) ของอัฟริกาใต้ ในทวีปออสตราเลียมี เพิร์ธ กลอรี ( Perth Glory ) ของออสตราเลีย ส่วนในเอเชียของเรานั้น ก็มีทั้ง ชางไฮ เฉินหวา ( Shanghai Shenhua ) ของจีน และ สโมสรฟุตบอล ชลบุรี ของไทยเราไงครับ
เมื่อ คุณทักษิณ ประสบปัญหาหลายด้าน ทั้งทางการเมือง คดีความต่างๆ ตลอดจน ผู้คนในประเทศอังกฤษเองก็เริ่มถามหาความเหมาะสม ในที่สุดก็ต้องยอมปล่อย เรือใบสีฟ้า ออกไป โดยเมื่อวันที่ 1 กันยายนที่ผ่านมา ดร.ซูไลมาน อัล-ฟาฮิม ( Dr. Sulaiman Al-Fahim ) แห่ง อาบู ดาบี ยูนายเต็ด กรุพ ( Abu Dhabi United Group ) ได้ดำเนินการเทคโอเวอร์เรียบร้อยด้วยจำนวนเงิน 177 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 6,000 ล้านบาท นี่เป็นการเปิดเผยของ เดอะ แนชเชินนอล ( The National ) หนังสือพิมพ์รายวันใน อาบู ดาบี เอง ซึ่งสื่อในประเทศอังกฤษล้วนให้ตัวเลขที่สูงกว่ามากคือ อยู่ระหว่าง 150-210 ล้านเพานด์ หรือประมาณ 10,000-15,000 ล้านบาท
อัล-ฟาฮิม เรียนจบปริญญาโททางเศรษฐศาสตร์และอสังหาริมทรัพย์ และปริญญาเอกทางด้านการลงทุนอสังหาริมทรัพย์จาก American University ในวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา ปัจจุบัน เขาอายุ 31 ปี เป็นผู้บริหารธุรกิจมากมาย โดยเฉพาะ ฮายดรา พร็อพเพอร์ตีส์ ( Hydra Properties ) ที่ทำธุรกิจทางด้านอสังหาริมทรัพย์ และ ฮายดรา เอ็กเซ็คคิวทีฟส์ ( Hydra Executives ) ที่ทำรายการโทรทัศน์ คล้ายกับ โดนัลด์ ทรัมพ์ ( Donald Trump ) มหาเศรษฐีนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เจ้าของรายการโทรทัศน์ เจ้าของโรงแรม กาสิโนหลายแห่งทั่วโลกของสหรัฐฯ จนมีคนเปรียบเปรยอยู่บ่อยๆ และเมื่อกลางปี 2007 นิตยสาร Arabian Business จัดให้ อัล-ฟาฮิม อยู่ในอันดับ 16 จากบรรดานักธุรกิจอาหรับที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลก 100 คน ซึ่งในประเทศไทยนั้น สื่อบางรายบอกว่า เขารวยกว่า โรมัน อบราโมวิช ( Roman Abramovich ) เจ้าของทีมเชลซีซัก 10 เท่า แต่สื่อในประเทศฝรั่งเศสบอกว่า โรมัน จะดูกลายเป็นยาจกทันที ถ้าขืนเอาทรัพย์สินมาประชันกับ อัล-ฟาฮิม เพราะมูลค่าต่างกันร่วม 50 เท่า
ฮายดรา พร็อพเพอร์ตีส์ ของเขากำลังสร้างศูนย์ฝึกฟุตบอลขึ้นใน สหรัฐอาหรับ เอมิเรตส์ โดยร่วมมือกับ อินเตร์นาซิโอนาเล ( Internazionale ) ของอิตาลี ทั้งนี้ ก็เพื่อสร้างความยิ่งใหญ่ให้กับวงการฟุตบอลของประเทศ และต้องการเห็นนักเตะเอมิเรตส์ไปโชว์ฝีเท้าในลีกอังกฤษ ในขณะเดียวกัน เขาก็จะทำให้ แมนฯ ซิตี้ เป็นสโมสรฟุตบอลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดใน เพรอมิเอ ลีก เริ่มที่การทุ่มเงิน 32.5 ล้านเพานด์ แลกกับการคว้าตัว โรบิญโญ มาจาก เรอัล มาดริด
ผมขอเรียนให้ท่านผู้อ่านทราบว่า หมดจาก ดร.ซูไลมาน อัล-ฟาฮิม แล้ว ยังมีพี่ชายอีกคนหนึ่งคือ ซัลมาน อัล-นาฮิม ( Salman Al- Nahim ) ซึ่งยิ่งรวยเป็น 2 เท่าของ อัล-ฟาฮิม และโปรดปรานทีมคู่ปรับร่วมเมืองของ เรือใบสีฟ้า นั่นคือ แมนเชสเตอร์ ยูนายเต็ด หมอนี่กระหายที่จะซื้อ ปีศาจแดง มานานแล้ว ตอนนี้วางแผนจะเปิดการเจรจากับ มัลคอล์ม เกลเซอร์ ( Malcolm Glazer ) เจ้าของทีมชาวสหรัฐฯในปีหน้าครับ