ถ้าจุดมุ่งหมายหลักของ “บารอน ปิแอร์ เดอ คูเบอร์แตง” ผู้ให้กำเนิดโอลิมปิกสมัยใหม่คือการแข่งขันที่ไม่ได้มีจุดมุ่งหมายสำคัญที่ชัยชนะแต่อยู่ที่การเข้าร่วมการแข่งขัน เพื่อให้ชาติต่างๆได้มาร่วมชุมนุมกัน ตัวนักกีฬาเปรียบเสมือนทูตสันถวไมตรีส่งมาเพื่อเชื่อมความสัมพันธ์ไมตรี ร่วมเล่นสนุกสนานด้วยความเห็นอกเห็นใจ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นตลอดจนสร้างความเข้าอกเข้าใจอันดีต่อกัน อันจะนำมาซึ่งความสามัคคี และ เพื่อสันติภาพของโลก ฉะนั้นผลของการแข่งขันจะออกมาแพ้หรือชนะก็ตามนั่นไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุด แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ “การเข้าร่วม”
จากโอลิมปิกครั้งแรกที่กรุงเอเธนส์ประเทศกรีซ ในปีค.ศ. 1896 จวบจนกระทั่งปัจจุบันเมื่อไฟโอลิมปิกได้กลับไปจุดยังต้นกำเนิดของการแข่งขันกีฬาของมนุษยชาติอีกครั้ง ดูเหมือนว่าจุดมุ่งหมายของ บารอน ปิแอร์ เดอ คูเบอร์แตง และ คณะผู้ริเริ่มการแข่งขันโอลิมปิก จะประสบความสำเร็จอย่างสมบูรณ์แบบสำหรับสาระสำคัญใน “การเข้าร่วม” ของชาติต่างๆโดยไม่มีการแบ่งชนชั้นหรือเชื้อชาติ
แต่ปัจจุบัน “การเข้าร่วม” ซึ่งเป็นสาระสำคัญ ได้กลายเป็นสาระรองๆไปเสียแล้วสำหรับการแข่งขันโอลิมปิกในทศวรรษนี้ ความมุ่งมั่นเพื่อชัยชนะต่างหากคือสาระสำคัญ เปรียบไปแล้วโอลิมปิกในปัจจุบันนักกีฬาของแต่ละชาติไม่ใช่ทูตสันถวไมตรีอีกต่อไป พวกเขาเปรียบเสมือนนักรบจากชาติต่างๆ ที่ลงทำการประหัต ประหารในสนามของการแข่งขัน แทนสนามรบ เพื่อชิงความเป็นมหาอำนาจทางการกีฬา
เสียงปี่กลองของการแข่งขัน เร่งเร้าให้ไทย ส่งนักกีฬาเข้าร่วมการแข่งขันครั้งแรกในปี ค.ศ. 1952 เป็นโอลิมปิกครั้งที่ 15 ณ กรุงเฮลซิงกิ เมืองหลวงของฟินแลนด์ ไทยส่งนักกีฬาเข้าร่วมการแข่งขันในครั้งแรกเพียง 6 คนโดยเป็นนักกรีฑาทั้งหมด แม้ไม่ประสบความสำเร็จในผลของการแข่งขัน แต่ไทยก็ได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในสมาชิกกีฬาโอลิมปิก และได้ “เข้าร่วม” ตามจุดมุ่งหมายแต่เดิมของการจัดมหกรรมกีฬาเพื่อมนุษยชาติรายการนี้
จากครั้งที่หนึ่ง ไทยก็ส่งนักกีฬาเข้าร่วมการแข่งขันตลอดมาทุกครั้ง เว้นไว้เพียงการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกครั้งที่ 22 ที่กรุงมอสโก ประเทศรัสเซียในปี 1980 ด้วยเหตุผลทางการเมืองระหว่างประเทศ นับรวมถึงปัจจุบันประเทศไทยได้ส่งนักกีฬาเข้าร่วมการแข่งขันโอลิมปิกมาแล้วถึง 12 ครั้งในระยะเวลา 52 ปี และโอลิมปิก ณ กรุงเอเธนส์ ประเทศกรีซจะเป็นการเข้าร่วมครั้งที่ 13
ผลงานจากอดีตจนถึงปัจจุบันของนักกีฬาไทยในโอลิมปิกเกม เริ่มต้นจากเหรียญทองแดงในกีฬามวยสากลสมัครเล่น ตามด้วยเหรียญเงินในกีฬาประเภทเดียวกัน และ เหรียญทองโอลิมปิกแรกก็มาจากสังเวียนกำปั้นให้คนไทยได้ชื่นใจหลังจากรอคอยกันมาถึง 44 ปี
สำหรับโอลิมปิกปี 2004 ครั้งที่ 28 ณ กรุงเอเธนส์ ประเทศกรีซ ไทยส่งนักกีฬาเข้าร่วมการแข่งขันทั้งสิ้น 13 ประเภทกีฬาและความหวังในโอลิมปิกครั้งนี้ ไม่ได้อยู่ที่มวยสากลสมัครเล่นเพียงอย่างเดียวแต่มีกีฬาประเภทอื่นที่เข้ามาสอดแทรกให้คาดหวังอยู่อีกหลายชนิดจากเขาและเธอผู้เป็นตัวแทนของชาติไทยที่เข้าร่วมชิงชัยในการแข่งขันระดับโลก เพื่อคว้าเหรียญรางวัลแห่งเกียรติภูมิ ให้คนไทยทั้งประเทศได้ร้องเพลงชาติร่วมกัน
- พเยาว์ พูนธรัตน์ ผู้ประเดิมเหรียญโอลิมปิกแรก
โอลิมปิกครั้งที่ 21 ในปี ค.ศ 1970 ณ เมือง มอนทรีออล ประเทศแคนาดา พเยาว์ พูนธรัตน์ คือเมล็ดพันธุ์แห่งความหวังเมล็ดแรกที่สร้างแรงใจให้กับนักกีฬาไทย เมื่อเขากลับบ้านเกิดมาพร้อมกับ เหรียญทองแดงเหรียญแรกในกีฬาโอลิมปิกของประเทศไทย จากกีฬามวยสากลสมัครเล่นรุ่นไลท์ฟลายเวท
เด็กหนุ่มจากบางสะพาน ที่มีความฝันที่จะไปยืนในจุดเดียวกับ “โผน กิ่งเพชร” อดีตแชมป์โลกคนแรกของเมืองไทย พเยาว์ จึงเข้าสู่วงการมวยด้วยการชกมวยไทย ในชื่อว่า “พเยาว์ ศิษย์ครูทัศน์” จากมวยไทย เขาหันมาเอาดีทางมวยสากลจนได้รับคัดเลือกและติดทีมชาติไปโอลิมปิกเกมส์พร้อมกับนำเหรียญทองแดงกลับมาเมืองไทย หลังชนะยียอง ยีเยโด้ จากฮังการี ในรอบ 8 คนสุดท้าย
พเยาว์เล่าถึงวันที่ต่อยโอลิมปิกว่า "สมัยนั้นเพิ่งอายุ 19 ปี เพิ่งมาชกมวยสากลได้สองปี ไม่มีใครคิดว่าผมจะเข้ารอบ ตอนนั้นยังเรียนชั้นมัธยมปีที่ 5 ที่โรงเรียนการช่างวัดราชสิทธิ การชกสมัยนั้นเมืองไทยยังไม่มีการสื่อสาร วิดีโอยังไม่มี ต้องฟังจากวิทยุอย่างเดียว วันที่เดินทางกลับมามีคนไปรับเต็มสนามบิน ยอมรับว่าตอนนั้นตื่นเต้นมาก เพราะอายุยังน้อยและตั้งใจเต็มที่ก่อนไปแล้วว่าอยากจะได้เหรียญกลับมา คนไทยตอนนั้นมาต้อนรับมากซึ่งคงเป็นเพราะเราเป็นคนเดียว และคนแรกในสมัยนั้นที่ได้รับเหรียญรายการนี้"
หลังชัยชนะในโอลิมปิก พเยาว์กลับมาชกมวยสากลอีกหลายรายการ และชนะติดต่อกัน 8 ไฟล์รวด ก่อนก้าวขึ้นชกชิงแชมป์โลกกับ ราฟาเอล โอโรโน่ ในปี 2526 และเอาชนะคว้าแชมป์โลกมาครองได้สำเร็จ และอำลากลิ่นสาบนวมหลังจากพ่ายให้กับ วาตานาเบ้ นักชกชาวญี่ปุ่น และ ก้องธรณี พยัคฆ์อรุณ นักชกชาวไทย
อำลาจากวงการค้ากำปั้นได้ไม่นาน “พเยาว์” ได้กลับไปรับราชาการเป็นนายตำรวจก่อน ผันตนเองมาเป็นนักการเมืองโดยได้รับเลือกตั้งให้เป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ในปี 2544 ในนามพรรคประชาธิปัตย์ พเยาว์ เคยให้สัมภาษณ์ในการหันมารับใช้ชาติด้วยการเป็นนักการเมืองว่า
"ผมเลือกเล่นการเมือง เพราะชอบการทำงานเพื่อสังคม ทุกวันนี้ผมมีผลงานให้ชาวบ้านเห็นมากมาย เรารู้สึกว่าการทำเพื่อสังคมนั้นดีและรู้สึกมีความสุขกับมันมาก" ปัจจุบัน ชีวิตของวีรบุรุษโอลิมปิกคนแรกต้องพบกับมรสุมอย่างหนัก เมื่อพเยาว์ล้มป่วยด้วยโรคหมอนรองกระดูกต้นคอเสื่อม ทำให้ไม่สามารถเคลื่อนไหวร่างกายได้ แม้ทุกวันนี้พเยาว์ ต้องใช้ชีวิตอยู่บนรถเข็นแต่ด้วยจิตใจที่เป็นนักสู้มาโดยกำเนิดเขาไม่เคยยอมแพ้และยังคงต่อสู้กับโรคร้ายในสังเวียนชีวิตต่อไป
- จากทองแดงแรกสู่เหรียญเงินของ “ขาวผ่อง สิทธิชูชัย”
หลังจากเมล็ดพันธุ์แห่งความหวังได้ถูกหว่านลงบนพื้นที่แห่งความฝันของนักกีฬาไทย เมื่อ พเยาว์ ได้พิสูจน์ให้เห็นว่าคนไทยทำได้ อีก 14 ปีต่อมาในโอลิมปิกครั้งที่ 23 ในปี 1984 “ขาวผ่อง สิทธิชูชัย” นักมวยสากลสมัครเล่นรุ่นไลท์เวลเตอร์เวท คว้าเหรียญเงินแรกในโอลิมปิกของไทยได้สำเร็จ
ต้นกำเนิดของ ขาวผ่อง ไม่ได้แตกต่างไปจาก พเยาว์ พูนธรัตน์ ผิดกันเพียง ขาวผ่องเป็นลูกน้ำเค็มภาคตะวันออกแถบจังหวัดระยองเริ่มเข้าสู่วงการด้วยการเข้าค่ายมวยสิทธิชูชัยของ ครูชีพ เพียรพยายาม จนสามารถก้าวขึ้นระดับแนวหน้าได้ในชื่อของ "ขาวผ่อง สิทธิชูชัย" ทำสถิติชก 20 ครั้งแรกโดยไม่แพ้ใครเลย และมีชื่อติดอันดับมวยเวทีลุมพินีและสามารถครองแชมป์รุ่นเฟเธอร์เวต 126 ปอนด์ ต่อมา “ไฉน ผ่องสุภา” ได้ชักชวนให้หันมาชกมวยสากล
ปี 2532 ขาวผ่อง ขึ้นชกในนามของสโมสรโอสถสภา และคว้าแชมป์มวยสากลชิงแชมป์ประเทศไทย และได้มีโอกาสไปชกมวยโอลิมปิกเป็นครั้งแรก
การเดินทางไปแข่งขันโอลิมปิกของ ขาวผ่อง เกิดขึ้นท่ามกลางอุปสรรคนา นับประการไม่มีใครคิดว่าเขาจะเป็นนักชกที่ไม่น่ามีความหวังอะไรนัก แต่หลังจากไปเก็บตัวที่สหรัฐอเมริกา 2 เดือน ขาวผ่องได้พัฒนาฝีมือขึ้นมาก เขากลายเป็นนักมวยจากเมืองไทยคนเดียวที่เข้าถึงรอบก่อนรองชนะเลิศ โดยพบกับนักมวยชาวเปอร์โตริโกซึ่งขาวผ่องชนะไปอย่างง่ายดาย 5-0 คะแนน และเขายังแสดงฝีมือที่เหนือชั้นในรอบรองชนะเลิศเมื่อผ่านนักมวยจากโรมาเนีย ด้วยคะแนน 5-0 อีกครั้ง ผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศเป็นครั้งแรกของนักกีฬาไทย
ในนัดชิงชนะเลิศวันที่ 12 สิงหาคม ซึ่งเป็นวันเฉลิมพระชนม์พรรษา ขาวผ่องขึ้นชกกับเจอร์รี่ เพลส์ นักมวยเจ้าภาพซึ่งมีประสบการณ์มากกว่า และเอาชนะขาวผ่องไปด้วยคะแนน 5-0 แม้จะไปไม่ถึงจุดหมายที่ตั้งไว้ แต่ความสำเร็จก้าวที่สองต่อจากพเยาว์ พูนธรัตน์ ก็ทำให้ทีมชาติไทยเป็นหนึ่งใน 140 ชาติที่เข้าร่วมการแข่งขันในครั้งนั้น ที่ได้เหรียญรางวัลกลับประเทศ
ปัจจุบัน ขาวผ่อง สิทธิชูชัย ทำงานตำแหน่งสูงในแผนกประชาสัมพันธ์ของบริษัทโอสถสภา มีครอบครัวที่อบอุ่นกับนางณัฐทิพา พิสมัย ภรรยาและลูกๆความก้าวหน้าในชีวิตวันนี้ของเขาก็คือดอกผลแห่งความมานะพยายามจนสามารถสร้างชื่อเสียงให้กับชาติไทยและตนเอง
- โอลิมปิกครั้งที่ 26 เพลงชาติไทยดังก้องแอตแลนต้า
คงไม่มีวินาทีใดในชีวิตของ สมรักษ์ คำสิงห์ จะยิ่งใหญ่ไปกว่านาทีที่ได้ร้องเพลงชาติบนสังเวียนมวยสากลสมัครเล่นในกีฬาโอลิมปิกครั้งที่ 26 ที่แอตแลนต้า สหรัฐอเมริกาเมื่อปี 1996 วินาทีที่สมรักษ์ ร้องเพลงชาตินั้นคนไทยอีกกว่า 60 ล้านคนทั่วประเทศต่างก็ร่วมร้องเพลงชาติด้วยความภูมิใจไม่น้อยไปกว่า สมรักษ์ ที่ยืนเด่นอยู่บนเวทีมวยในอีกฝากทวีปหนึ่ง และวันแห่งการรอคอยก็ได้สิ้นสุดเมื่อสมรักษ์ สามารถคว้าหรียญทองประวัติ ศาสตร์ ที่คนไทยเฝ้าคอยกันมานานถึง 44 ปี
สมรักษ์ ถือกำเนิดขึ้นมาจากครอบครัวที่ยากจน ณ หมู่บ้านโนนสมบูรณ์ อำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น คุณพ่อชื่อนายแดง ซึ่งเป็นอดีตนักมวยเก่าในชื่อ ศรเพชร เพชรเจริญ คุณแม่ประยูร คำสิงห์ มีพี่ชายอายุห่างกันขวบกว่า คือ สมรถ คำสิงห์ด้วยความที่ฐานะทางบ้านยากจน สมรักษ์ก็มีชีวิตในวัยเด็ก ที่เหมือนกับเด็กชนบททั่วไป คือ เล่าเรียนในโรงเรียนในหมู่บ้าน คือ โรงเรียนมหาไถ่ศึกษาโนนสมบูรณ์ เที่ยวเล่นตามประสาและแน่นอนว่าในวัยเด็กสมรักษ์ ได้รับการฝึกฝนชั้นเชิงมวยไทยจาก พ่อแดง ที่เป็นนักมวยเก่า ประสิทธิ์ประสาทวิชาขั้นพื้นฐานเพื่อให้ลูกได้ยึดเป็นอาชีพในอนาคต พร้อมๆกับที่ได้ศึกษาเล่าเรียนไปด้วย
ชีวิตบนสังเวียนผ้าใบของ สมรักษ์ เริ่มเป็นรูปเป็นร่างเมื่อเขาได้เข้าสังกัดค่ายมวย "ศิษย์อรัญ" ในกรุงเทพฯ ซึ่งนอกจากกลิ่นสาบนวมแล้ว สมรักษ์ยังได้เรียนหนังสือที่ ผดุงศิษย์พิทยา และชกมวยให้กับทางโรงเรียนในรายการ “นวมทองคัพ” สร้างชื่อมีผลงานโดดเด่นเรื่อยมา
ที่ ผดุงศิษย์พิทยา สมรักษ์ได้ชกทั้งมวยไทยและมวยสากลสมัครเล่น มีเทรนเนอร์ มีครูฝึกสอนอย่างถูกวิธี ยิ่งทำให้พัฒนาฝีมือมากขึ้นเป็นลำดับและการต่อสู้ที่ยังถูกกล่าวขานมาจนทุกวันนี้ของสมรักษ์ คำสิงห์ คือการชกมวยสองแบบวันเดียวกันทั้งมวยไทยและมวยสากลสมัครเล่น
โดย สมรักษ์ ได้ขึ้นชกมวยสากลสมัครเล่นให้กับกองทัพเรือ ต้นสังกัดในมวยชิงแชมป์ประเทศไทย โดยเป็นรอบชิงเจอกับ สานิตย์ สมเนตร หรือ สรรเพชร ลูกรังสี ซึ่งเป็นนักมวยไทยฝีมือดีอีกรายหนึ่งในยุคนั้น
ในขณะเดียวกันโปรโมเตอร์ก็ขึ้นรายการให้ชกกับ "ขุนเข่าคอมพิวเตอร์" หรือ "พ่อบานไม่รู้โรย" ฉมวกเพชร ช่อชะมวง เป็นคู่เอกของรายการศึกเพชรทองคำ จัดโดย "เสี่ยดำ" เติมศักดิ์ ปิติธนสารสมบัติ ผลการแข่งขันปรากฏว่าตอนเย็นสมรักษ์โชว์ฟอร์มเอาชนะคะแนนสานิตย์แบบขาดลอย คว้าเหรียญทองในแบบมวยสากลไปครองก่อนเป็นประเดิม
เมื่อชกเสร็จก็ใกล้ถึงเวลาขึ้นชกมวยไทย ซึ่งสมรักษ์หรือในนามของ "พิมพ์อรัญเล็ก ศิษย์อรัญ" ได้ซ้อนมอเตอร์ไซค์รับจ้างจากยิมอาคารนิมิตบุตรไปยังเวทีราชดำเนิน ซึ่งเมื่อไปถึงก็ใกล้เวลาชกแล้ว จึงรีบให้พี่เลี้ยงพันมือและนวดเนื้อตัวเพียงเล็กน้อยก่อนขึ้นสู่สังเวียน ในเวลานั้นแฟนมวยรอบสนามต่างทราบดีว่าสมรักษ์เพิ่งชกมวยสากลสมัครเล่น จึงพากันแห่พนันทางด้านของฉมวกเพชร ในขณะที่อีกกลุ่มกลับมองว่าสมรักษ์มีความเป็นอัจฉริยะในเชิงมวยน่าจะเอาตัวรอดได้
บนสังเวียน ฉมวกเพชรรู้ว่าสมรักษ์เพิ่งชกมวยสากลสมัครเล่นมา จึงเดินเบียดลุยตั้งแต่ยกแรก จนสมรักษ์ต้องหันหลังพิงเชือก พี่เลี้ยงเอาน้ำราดศรีษะในช่วงของการพักยก กระทั่งในยกที่ 4 และ 5 สมรักษ์คอยอาศัยจังหวะฝีมือเชิงมวยดักเตะดักแทงยกละไม่กี่ที ในขณะที่ฉมวกเพชรก็ทำอะไรสมรักษ์ไม่ได้เลย ครบยกสมรักษ์จึงเอาชนะคะแนนไป ซึ่งภายหลังชกเสร็จสมรักษ์ถึงกับถูกหามเข้าห้องพักเลยทีเดียว
สมรักษ์โลดแล่นในแบบยอดมวยสองแบบทั้งชกมวยสากลสมัครเล่นและมวยไทย แม้กระทั่งก้าวขึ้นคว้าเหรียญทองในกีฬาเอเชี่ยนเกมส์แล้วสมรักษ์ยังขึ้นชกมวยไทยอยู่ โดยไฟต์สุดท้ายคือ การเอาชนะน็อกสุวิทย์เล็ก ส.สกาวรัตน์ เมื่อ 2 พ.ค. 2538 จากนั้นจึงบอกลาสังเวียนเลือดของเวทีมวยไทยอย่างถาวร เพื่อเอาจริงเอาจังกับมวยสากลสมัครเล่น โดยมีเป้าหมายคือเหรียญทองโอลิมปิก
เส้นทางโอลิมปิกของสมรักษ์ เริ่มจากโอลิมปิกที่บาร์เซโลน่าในปี 2535 ซึ่งครั้งนั้นสมรักษ์ไม่ประสบความสำเร็จพ่ายแพ้ตกรอบแรก เมื่อถึงโอลิมปิกครั้งที่สองที่แอตแลนต้า สมรักษ์ไม่ผ่านการคัดเลือกในเลกแรกที่อุซเบกิสถาน เมื่อถึงเลกสองที่เซบู ฟิลิปปินส์ สมรักษ์ผิดหวังอีก กระทั่งมาผ่านการคัดเลือกในเกมสุดท้ายที่ไทยเป็นเจ้าภาพนั่นเอง เส้นทางสู่โอลิมปิกของสมรักษ์จึงเปิดประตูต้องรับเขา
ในการแข่งขันที่แอตแลนต้า สมรักษ์ เริ่มรอบแรกด้วยการเอาชนะแดเนี่ยล เซต้า นักชกเปอร์โตริโก 13-2, รอบสอง ชนะฟิลิปปินป์ นดู จากแอฟริกาใต้ 12-7, รอบสามหรือรอบก่อนรองชนะ รามาส พาเลียนี่ จากรัสเซีย 13-4 นั่นหมายถึงว่าได้เหรียญทองแดงคล้องคอไว้แล้ว และสมรักษ์ก็เอาชนะ พาโบล ชาคอน จากอาร์เจนตินาไปได้ 20-8
วันที่ 4 สิงหาคม 2539 สมรักษ์ ได้เขาชิงเหรียญทองพบกับ เทดา ฟิม โทโดรอฟ นักมวยจากบัลแกเรีย สมรักษ์ เอาชนะไปด้วยคะแนน 8 ต่อ 5 หมัดคว้าเหรียญทองโอลิมปิกเหรียญแรกให้กับทีมชาติไทย ปัจจุบัน สมรักษ์ ในวัย 31 ปียังคงรับใช้ทีมชาติ และผ่านการคัดเลือกไปเข้าร่วมการแข่งขัน โอลิมปิก เกมส์ ครั้งที่ 28 ณ กรุงเอเธนส์ ประเทศกรีซ ในช่วงจังหวะที่ทีมมวยสากลสมัครเล่นของไทยยังไม่มีนักชกคนใดโดดเด่นขึ้นมา รัศมีของสมรักษ์ในการร่วมทีมครั้งนี้จึงเจิดจ้า และกลายเป็นหนึ่งในความหวังของการคว้าเหรียญใดเหรียญหนึ่งของโอลิมปิกเกม
- 2004 เอเธนส์ ที่สุดแห่งทัพนักกีฬาไทย 3 ทอง 1 เงิน 4 ทองแดง
เป็นหนที่ ไทย ทำผลงานได้เกินเป้าหมายโดยช่วยกันโกยมาได้ 3 เหรียญทอง 1 เหรียญเงิน และ 4 เหรียญทองแดง จากสมาคมยกน้ำหนัก, สมาคมมวยสากลสมัครเล่นแห่งประเทศไทย และ สมาคมเทควันโดแห่งประเทศไทย
สมาคมที่โดดเด่นที่สุดคือ คว้า 2 เหรียญทองจาก "น้องอร" อุดมพร พลศักดิ์ ในรุ่น 53 กก. และ "น้องไก่" ปวีณา ทองสุก ในรุ่น 75 กก. และ 2 เหรียญทองแดงจากอารีย์ วิรัชถาวร รุ่น 48 กก. กับ วันดี คำเอี่ยม 58 กก. เรียกว่าผลงานยอดเยี่ยมเกินความคาดหมาย แม้ทีมงานจะแอบเผยภายหลังว่า จริงๆแล้วคาดไว้เหมือนกันว่านักกีฬาหญิงทั้ง 4 คน น่าจะได้เหรียญติดไม้ติดมือกลับมา ต้องชมการวางตัวนักกีฬาในแต่ละรุ่น รวมทั้งการวางแผนเรียกน้ำหนักในวันแข่งขันที่ถูกต้อง
ตามด้วย สมาคมมวยสากลสมัครเล่น แม้ "โม้อมตะ" สมรักษ์ คำสิงห์ จะตกรอบไปก่อนเป็นคนแรก ตามด้วย สุบรรณ พันโนน และ สมจิตร จงจอหอ เหลือนักมวยเข้ารอบตัดเชือก 3 คน แต่ท้ายที่สุด มนัส บุญจำนงค์ ก็คว้าทองให้เราได้จากรุ่นไลท์เวลเตอร์เวท, วรพจน์ เพชรขุ้ม กระชากเหรียญเงินได้แบบไม่มีใครคาด ปิดท้ายด้วย สุริยา ปราสาทหินพิมาย เหรียญทองแดง ทำให้ผลงานของสมาคมมวยสมัครเล่นของ เสธฯทวีป จันทรโรจน์ ถือว่าตามเป้าและไม่น้อยหน้าสมาคมยกน้ำหนักแต่อย่างใด
ปิดท้ายที่ เทควันโด จากความหวัง 1 เหรียญทองในตอนแรก สุดท้ายสามารถฝ่าฝันมาได้ 1 เหรียญทองแดง จากตัวเต็งอย่าง "น้องวิว" เยาวภา บุรพลชัย ในรุ่น 49 กก. ถือว่าต่ำกว่าเป้าหมายเล็กน้อย ส่วน นุชจรินทร์ สุขคงดำเนิน ทำได้ดีที่สุดผ่านเข้าไปถึงรอบชิงเหรียญทองแดง ในขณะที่สองนักเทควันโดชายทำได้ดีสุดที่รอบ 16 คนสุดท้าย



